ข้อมูล
  รู้ก่อนไปจีน
  ข้อมูลทั่วไป
  ยุทธศาสตร์
  กฎหมายทั่วไป
  กฎหมายการค้า
  กฎหมายการลงทุน
  กฎหมายเฉพาะ
  ข้อตกลงไทย-จีน
  การจัดตั้งบริษัท
  ทรัพย์สินทางปัญญา
  การขอฉลากสินค้า
  การตรวจสินค้านำเข้า
  ภาษีธุรกิจต่างชาติ
  บริษัทนำเข้า-ส่งออก
  ระบบการชำระเงินการค้าระหว่างประเทศ
  เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  ระบบระงับข้อพิพาทและฟ้องคดี
  อาเซียน - จีน
  กฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติ
  กฎระเบียบบริหาร
  คำพิพากษาศาลประชาชนสูงสุด
  กฎระเบียบท้องถิ่น
USER ID :
PASSWORD :
     
     
 
 
 

 
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับข้อมูลจีนใน Chinese Law Clinic





 
Untitled Document
.....ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ศูนย์ความรู้เพื่อการค้าและการลงทุนกับจีน....
ถาม - ตอบปัญหากฎหมายการค้าการลงทุนในจีน โดย นายวิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์
 
รู้ก่อนไปจีน >> การทำสัญญาจ้างแรงงาน
     
 
1.สัญญาจ้างงาน
2.องค์ประกอบของสัญญาจ้างแรงงาน
3..รายละเอียดสัญญาจ้างแรงงาน
4.ระบบการเตรียมพร้อมด้านแรงงาน
5. ระยะเวลาทดลองงานในสัญญาจ้างแรงงาน
6.ระยะเวลาของสัญญาจ้างแรงงาน
7.เวลาทำงาน
8.หน้าที่ของลูกจ้าง
9.สิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง
10.การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน
11.เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างแรงงาน
12.สัญญาจ้างแรงงานที่เป็นโมฆะ
13.ขั้นตอนของการทำสัญญาจ้างงาน
14.หลักการสำหรับการเขียนสัญญาจ้างงาน
15.ข้อควรระมัดระวังในการทำสัญญาจ้างงาน
16.ระบบการเตรียมพร้อมด้านแรงงานของจีน
17.ระบบเวลาทำงานของของจีน
18.หน้าที่ที่ผู้ใช้แรงงานควรปฏิบัติ
19.สวัสดิการสำหรับผู้ใช้แรงงานที่ป่วยจากการประกอบอาชีพ
20.เงื่อนไขที่ผู้ใช้แรงงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้
21.เงื่อนไขที่ผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้
22.กฎเกณฑ์การจ่ายค่าจ้าง
23.การเปลี่ยนตำแหน่งของผู้ใช้แรงงานในระหว่างสัญญาจ้างงานยังไม่สิ้นสุด
24.การสิ้นสุดของสัญญาจ้างงาน
25.การบอกเลิกสัญญาจ้างงานก่อนสัญญาครบกำหนด
26.สัญญาจ้างงานที่เป็นโมฆะ
27.การทำสัญญาจ้างงานซ้อน
 

1. สัญญาจ้างงาน

                สัญญาจ้างงาน หรือ เรียกว่าหนังสือว่าจ้าง หรือ ข้อตกลงว่าจ้างงาน หมายถึง ข้อตกลงในการสร้างความสัมพันธ์ด้านแรงงาน ระหว่างผู้ใช้แรงงานกับกิจการ องค์กร หรือหน่วยงานผู้ว่าจ้าง เป็นต้น ซึ่งมีการกำหนดความรับผิดชอบ สิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน ตามข้อตกลงนี้ ผู้ใช้แรงงานจะเข้าร่วมกับหน่วยงานหนึ่งๆ รับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบและทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมทั้งเคารพกฎระเบียบ ตลอดจนระบบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของหน่วยงานนั้นๆ  ส่วนกิจการ องค์กร หน่วยงาน หรือกลุ่มองค์กรผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ในการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ใช้แรงงานตามปริมาณและคุณภาพของงานที่ผู้ใช้แรงงานได้ทำไป อีกทั้งยังต้องเสนอเงื่อนไขต่างๆสำหรับแรงงาน ต้องประกันสิทธิและประโยชน์ด้านต่างๆ แก่พนักงานของหน่วยงานนั้นๆ ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดหรือตามข้อตกลงร่วมระหว่างสองฝ่าย   

             สัญญาจ้างงานถือเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง มีลักษณะที่เหมือนกับสัญญาทั่วๆไปดังนี้

            1.  สัญญา คือ การกระทำทางกฎหมาย เป็นนิติกรรมที่มีความสัมพันธ์ทางกฏหมายที่มุ่งก่อให้เกิด, เปลี่ยนแปลง หรือ ยกเลิก บางสิ่งที่เป็นรูปธรรมในทางกฎหมาย  จุดมุ่งหมายของสัญญาอยู่ที่ การแสดงออกถึงความปรารถนาและเจตจำนงในการกำหนด ยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงนิติสัมพันธ์  ความปรารถนาหรือเจตจำนงนี้เป็นการแสดงออกถึงเจตนาของคู่สัญญา คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายจะเกิดความสัมพันธ์ที่แน่นอนทางสิทธิและหน้าที่โดยผ่านการแสดงเจตจำนงในรูปแบบของสัญญา แต่การแสดงเจตจำนงจะต้องถูกต้องตามกฎหมาย มิฉะนั้นแล้ว สัญญาก็จะไม่มีผลบังคับใช้ และก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย?
            2. สัญญาถือเอาสิทธิและหน้าที่ที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเป็นจุดหมาย ข้อตกลงของคู่สัญญา มักจะเป็นไปเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสิทธิและหน้าที่บางอย่างที่เป็นรูปธรรม และเมื่อสัญญาเขียนเสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมาย ความสัมพันธ์ทางสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สัญญาก็จะมีผลผูกพันทางกฎหมายขึ้นทันที ไม่ว่าคู่สัญญาฝ่ายใดก็ตามล้วนต้องปฏิบัติตามหน้าที่ทีควรกระทำ หากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในสัญญา ก็ให้ถือว่าผิดสัญญา จะต้องรับผิดชอบตามที่กฎหมายกำหนด
           3. สัญญา เป็นการแสดงเจตจำนงที่ตรงกันของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย ซึ่งก็คือ เป็นข้อตกลงร่วมระหว่างคู่สัญญา หลักการสำคัญมีดังนี้ สัญญาจะมีผลได้ก็ต่อเมื่อ จะต้องมีคู่สัญญาสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย คู่สัญญาทุกฝ่ายจะต้องแสดงเจตจำนงแก่กันและกัน และสุดท้ายคู่สัญญาทุกฝ่ายจะต้องแสดงเจตจำนงที่ตรงกัน

             สัญญาว่าจ้างงานนอกจากมีลักษณะแบบสัญญาทั่วๆไปแล้ว ยังมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวดังนี้คือ

           1.  สัญญาว่าจ้างงานเป็นรูปแบบทางกฎหมายชนิดหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ด้านแรงงาน ซึ่งใช้รูปแบบของสัญญาในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ใช้แรงงานกับหน่วยงานผู้ว่าจ้าง
          2.  คู่สัญญาของสัญญาว่าจ้างงาน ฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นพลเมืองที่มีคุณสมบัติในด้านสิทธิและมีความสามารถในการทำงาน และอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นหน่วยงานผู้ว่าจ้างที่เป็นฝ่ายบริหาร คู่สัญญาไม่สามารถเป็นองค์กรพรรค หรือสหภาพแรงงานภายในกิจการนั้นๆได้
          3.  ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาในสัญญาว่าจ้างงานเป็นความสัมพันธ์แบบระบบบังคับบัญชาในด้านหน้าที่การงาน ซึ่งก็คือ ผู้ใช้แรงงานที่เป็นคู่สัญญา เมื่อได้ลงนามในสัญญาว่าจ้างงานแล้ว ก็จะกลายเป็นพนักงานคนหนึ่งของหน่วยงานผู้ว่าจ้างที่เป็นคู่สัญญา หน่วยงานผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะสั่งให้ผู้ใช้แรงงานทำงานใดๆ ที่อยู่ในขอบข่ายความสามารถของผู้ใช้แรงงานให้สำเร็จตามที่สัญญากำหนด ความสัมพันธ์ทางด้านหน้าที่การงานในรูปแบบใต้บังคับบัญชานี้ เป็นลักษณะเฉพาะที่สำคัญอย่างหนึ่งของสัญญาว่าจ้างงานซึ่งจะแตกต่างจากสัญญาอื่นๆ
          4.  สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาในสัญญาว่าจ้างงานต้องเป็นลักษณะร่วมกัน หมายถึง คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นผู้มีสิทธิในแรงงาน และขณะเดียวกันก็ล้วนเป็นผู้มีหน้าที่ต่อแรงงานด้วย หากดูตามสัญญา ผู้ใช้แรงงานมีภาระหน้าที่ในการทำงานให้สำเร็จ เคารพกฎระเบียบของหน่วยงานนั้นๆ ส่วนหน่วยงานที่ว่าจ้างก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ใช้แรงงานตามจำนวนและคุณภาพที่ผู้ใช้แรงงานได้ลงแรงไป ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิตามกฎหมายรวมถึงสิทธิที่กำหนดไว้ตามสัญญาในการได้รับการประกันด้านแรงงานและสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ซึ่งหน่วยงานผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องเสนอเงื่อนไขในการปกป้องคุ้มครองแรงงาน ตามที่กฎหมายรวมถึงที่สัญญาว่าจ้างงานได้กำหนดไว้ด้วย
          5.  การลงนามในสัญญาว่าจ้างงาน การเปลี่ยนแปลง การสิ้นสุด และการไล่ออก จะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของกฎหมายแรงงานของประเทศจีน

ที่มา : เวปไซด์ของกระทรวงคุ้มครองแรงงาน


2. องค์ประกอบของสัญญาจ้างแรงงาน

            รายละเอียดของสัญญาจ้างงาน จะประกอบไปด้วยสองส่วนคือ ส่วนที่ต้องมีและส่วนที่เป็นข้อตกลงร่วมกัน ส่วนที่ต้องมี คือ

            1. ระยะเวลาของสัญญาจ้างงาน โดยมากจะแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ สัญญาที่มีกำหนดระยะเวลา สัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา และสัญญาที่ถือเอาเวลาที่งานสำเร็จเป็นจุดสิ้นสุด
            2. เนื้อหาของงาน ที่สำคัญประกอบด้วย ประเภทงาน ตำแหน่ง รวมถึงภาระหน้าที่ในการทำงานที่ตำแหน่งงานนั้นๆควรทำให้สำเร็จ และกะในการทำงานเป็นต้น
            3. การคุ้มครองแรงงานและเงื่อนไขในการทำงาน ที่สำคัญประกอบด้วย กฎเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัยของแรงงาน ข้อกำหนดเรื่องการคุ้มครองแรงงานสตรีและแรงงานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เนื้อหาเรื่องเวลาทำงานและช่วงเวลาวันหยุด เป็นต้น
            4. ค่าตอบแทนของแรงงาน ที่สำคัญประกอบด้วย เงินเดือน รางวัล เงินชดเชย เงินช่วยเหลือ เป็นต้น
            5. กฎระเบียบในการทำงาน ที่สำคัญประกอบด้วย ระบบกฎเกณฑ์ของกิจการ ระเบียบข้อบังคับในการทำงาน รวมถึงขั้นตอนในการดำเนินงาน เป็นต้น
            6. เงื่อนไขในการสิ้นสุดสัญญาจ้างงาน
            7. ความรับผิดชอบที่เกิดจากการทำผิดสัญญาจ้างงาน

            สัญญาจ้างงานนอกจากจะมีส่วนที่ต้องมีแล้ว คู่สัญญายังสามารถปรึกษากันและสร้างรายละเอียดข้อตกลงร่วมกันได้ในเรื่องสิทธิและหน้าที่ คู่สัญญาสามารถให้หน่วยงานผู้ว่าจ้างออกค่าใช้จ่ายในการสมัครเข้าทำงาน ออกค่าอบรม ผู้ใช้แรงงานต้องรักษาความลับทางธุรกิจของหน่วยงานผู้ว่าจ้าง เป็นต้น ข้อตกลงของคู่สัญญาห้ามขัดกับกฎหมายหรือข้อกำหนดของฝ่ายบริหาร

ที่มา : เวปไซด์กระทรวงคุ้มครองแรงงาน


3.  รายละเอียดสัญญาจ้างแรงงาน
   
             ตามข้อกำหนดของกฎหมายแรงงานแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สัญญาจ้างงานจะต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

             1.  มีระยะเวลาของสัญญาจ้างงาน   สัญญาจ้างงานที่ใช้กันจะมีดังนี้ คือ สัญญาที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน สัญญาที่ไม่มีการกำหนดเวลาที่แน่นอน และสัญญาที่ถือเอาเวลาที่งานสำเร็จเป็นจุดสิ้นสุด ถ้าหากเป็นสัญญาจ้างงานที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ควรจะกำหนดเวลาเป็นหนึ่งปีหรือ 2-3 ปี  
             2.  ระบุเนื้อหาของงาน เนื้อหาของงาน หมายถึง หน่วยงานผู้ว่าจ้างได้กำหนดให้ผู้ใช้แรงงานทำงานอะไร เป็นเนื้อหาสำคัญในสัญญาจ้างงานที่ผู้ใช้แรงงานยอมรับในว่าเป็นหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ  ซึ่งส่วนนี้จะประกอบไปด้วย การระบุตำแหน่งในหน่วยงานที่ผู้ใช้แรงงานทำงาน ลักษณะของงาน ขอบข่ายของงาน รวมถึง ภาระหน้าที่ในการผลิตงานที่จะต้องบรรลุเป้าหมายด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ เป็นต้น  
            3.  การคุ้มครองแรงงานและเงื่อนไขในการทำงาน หมายถึง ในสัญญาจ้างงาน หน่วยงานผู้ว่าจ้างจะต้องกำหนดเงื่อนไขในการทำงานและการผลิต รวมถึงมาตรการในการรักษาความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้ใช้แรงงาน  ซึ่งก็คือ หน่วยงานผู้ว่าจ้างรับประกันว่า จะคุ้มครองความปลอดภัยทางร่างกายซึ่งเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานแก่ผู้ใช้แรงงานในการทำงานให้ลุล่วงหรือเมื่ออยู่ในระหว่างขั้นตอนการทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วย อุปกรณ์และสถานที่ในการทำงาน สิ่งอำนวยความสะดวกในด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย เครื่องมือป้องกันต่างๆ เป็นต้น หน่วยงานผู้ว่าจ้างไม่เพียงแต่ เสนอเงื่อนไขและหลักประกันที่จำเป็นให้แก่ผู้ใช้แรงงานเท่านั้น แต่ยังต้องให้ถูกต้องตรงกับที่กฎหมายแรงงานของจีนได้กำหนดเอาไว้ในเรื่องสุขอนามัย ความปลอดภัย และการคุ้มครองแรงงานด้วย
            4.  ค่าตอบแทน หมายถึง หน่วยงานผู้ว่าจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้ใช้แรงงานในรูปของเงิน ตามตำแหน่งหน้าที่ ความสามารถ รวมถึงปริมาณและคุณภาพของงาน ค่าตอบแทนจะต้องระบุ จำนวนเงิน วันและสถานที่ที่จ่ายค่าตอบแทน รวมถึงประกันสังคมด้านอื่นๆ (เบี้ยเลี้ยงคนชรา ค่าชดเชยในการให้ออกจากงาน ค่ารักษาพยาบาล การได้รับบาดเจ็บจากงาน คลอดบุตร เป็นต้น) มาตรฐานของค่าตอบแทนห้ามต่ำกว่าที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ และต้องไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาหมู่
            5.  กฎระเบียบในการทำงาน หมายถึง กฎข้อบังคับที่ผู้ใช้แรงงานต้องเคารพปฏิบัติเมื่ออยู่ระหว่างการทำงาน ซึ่งก็คือ กรอบควบคุมพฤติกรรมของผู้ใช้แรงงาน กฎระเบียบในการทำงาน ประกอบด้วย กฎหมายและกฎระเบียบของฝ่ายบริหาร กฎที่ตั้งขึ้นภายในหน่วยงาน กฎของโรงงาน เพื่อเป็นเงื่อนไขด้านระเบียบให้ผู้ใช้แรงงานแต่ละบุคคลปฏิบัติตาม เช่น ระบบการเข้า-ออกงาน ระบบการทำงาน กฎระเบียบของแต่ละตำแหน่ง เงื่อนไขในการให้รางวัลและบทลงโทษ เป็นต้น
            6.  เงื่อนไขในการสิ้นสุดสัญญาจ้างงาน  หมายถึง ความต้องการสิ้นสุดความสัมพันธ์ด้านแรงงาน ซึ่งเป็นเหตุผลตามความเป็นจริงที่ทำให้สัญญาจ้างงานสิ้นสุดลง เงื่อนไขที่ทำให้สัญญาจ้างงานสิ้นสุดลงที่ระบุไว้ในสัญญา  โดยทั่วไปจะหมายถึงเงื่อนไขที่นอกเหนือจากที่กฎหมาย กฎระเบียบของฝ่ายบริหารได้กำหนดไว้  เป็นเงื่อนไขที่ผู้ใช้แรงงานและหน่วยงานผู้ว่าจ้างได้ร่วมกันกำหนดข้อตกลงขึ้นสำหรับการสิ้นสุดสัญญาจ้างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเซ็นสัญญาจ้างงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายควรกำหนดเงื่อนไขในการสิ้นสุดสัญญาจ้างงาน 
            7.  ความรับผิดชอบที่เกิดจากการทำผิดสัญญาจ้างงาน หมายถึง ภายในระหว่างสัญญาจ้างงาน คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความตั้งใจหรือหรือทำผิดสัญญาด้วยความประมาท จนทำให้สัญญาจ้างงานไม่อาจดำเนินต่อไปได้ตามปกติ เมื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจจึงควรจะต้องรับภาระซึ่งเป็นผลทางกฎหมายที่เกิดตามมา ความรับผิดชอบที่เกิดจากการทำผิดสัญญาจ้างงานที่ระบุไว้ในสัญญา  โดยทั่วไปจะหมายถึง ความผิดที่กฎหมายหรือกฎข้อบังคับของฝ่ายบริหารยังไม่ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน ถ้าหากว่าความผิดนั้นกฎหมายหรือกฏระเบียบของฝ่ายบริหารกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว ฝ่ายที่ทำผิดสัญญา ควรจะต้องรับภาระความรับผิดชอบที่เกิดจากการทำกระทำผิดสัญญาตามที่กฎหมายหรือกฎระเบียบของฝ่ายบริหารกำหนด การกำหนดความรับผิดชอบเมื่อกระทำผิดสัญญา ควรจะสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของกฎหมาย คือ ยุติธรรมและมีเหตุผล

ที่มา : เวปไซด์ของกระทรวงคุ้มครองแรงงาน


4. ระบบการเตรียมพร้อมด้านแรงงาน

               ระบบการเตรียมพร้อมแรงงาน เป็นระบบรูปแบบใหม่ในการฝึกอบบรมผู้ที่จะเข้าสู่การทำงานที่ประเทศจีนก่อตั้งขึ้นและผลักดันให้ใช้โดยทั่วไปเพื่อยกระดับคุณสมบัติของแรงงานรุ่นหนุ่มสาว โดยการ ฝึกอบรมแรงงานหลังจากนั้นก็ฝึกทหาร  ตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของประเทศจีน นับแต่ปี 1999 เป็นต้นไป เมืองต่างๆทั่วประเทศได้มีการผลักดันระบบการเตรียมพร้อมแรงงาน โดยจัดตั้งกลุ่มแรงงานใหม่และกลุ่มผู้ที่ต้องการหางานทำ ก่อนจะเข้าทำงานต้องให้พวกเขารับการฝึกฝนและเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพก่อน 1-3 ปี เพื่อให้พวกเขาได้มีทักษะหรือคุณสมบัติทางอาชีพในระดับที่สมควร หลังจากนั้น ด้วยการชี้นำและช่วยเหลือของรัฐบาลพวกเขาสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานและมีงานทำได้

ที่มา : เวปไซด์ของกรมคุ้มครองแรงงาน


5. ระยะเวลาทดลองงานในสัญญาจ้างแรงงาน                        

             ระยะเวลาทดลองงาน หมายถึง  ช่วงเวลาที่จำกัดซึ่งหน่วยงานผู้ว่าจ้างใช้ทดสอบพนักงานระบบสัญญาจ้างงานที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ ในด้านต่างๆ เช่นคุณธรรม ท่าทีในการทำงาน ความสามารถที่แท้จริงในการทำงาน สภาพร่างกาย เป็นต้น ตามกฎหมายแรงงานของประเทศจีน ในสัญญาจ้างงานสามารถมีการกำหนดระยะเวลาทดลองงานได้ สำหรับระยะเวลาในการทดลองงานนั้นให้กำหนดแตกต่างกันไปตามสภาพความเป็นจริงของแต่ละกิจการ แต่ระยะเวลาการทดลองงานที่นานที่สุดจะต้องไม่เกิน 6 เดือน

            การกำหนดระยะเวลาทดลองงานในสัญญาจ้างงาน ด้านหนึ่งเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของหน่วยงานผู้ว่าจ้าง  เป็นการให้เวลาระยะหนึ่งแก่กิจการในการทดสอบพนักงานว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ในการรับเข้าทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายโดยไม่จำเป็นของหน่วยง่านผู้ว่าจ้าง อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของพนักงานใหม่ เพื่อให้มีเวลาในการทดสอบและทำความเข้าใจเนื้องาน เงื่อนไขในการทำงาน ผลตอบแทน เป็นต้น ว่าถูกต้องตรงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างงานหรือไม่  ในการกำหนดระยะเวลาทดลองงานในสัญญา เป็นทั้งการกำหนดสิทธิ และหน้าที่ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างหลักประกันแก่เงื่อนไขอื่นๆที่อยู่ในสัญญาจ้างงาน เพื่อให้สัญญาจ้างงานนำมาปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้น ก่อนที่จะเซ็นสัญญา คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายควรจะแนะนำตนเองและตอบคำถามตามสภาพที่เป็นจริง ภายในระยะเวลาการทดลองงาน หากคู่สัญญาพบว่าสภาพความเป็นจริงไม่ตรงกับที่ฝ่ายตรงข้ามได้ชี้แจงไว้ ก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทุกเมื่อภายในระยะเวลาทดลองงงาน

ที่มา : กองข้อมูลกฎหมาย ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ


6. ระยะเวลาของสัญญาจ้างแรงงาน

             ระยะเวลาของสัญญาจ้างงานแบ่งเป็น สัญญาที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน สัญญาที่ไม่มีการกำหนดเวลาที่แน่นอน และสัญญาที่ถือเอาเวลาที่งานสำเร็จเป็นจุดสิ้นสุด สัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนจะหมายถึง ไม่มีการกำหนดเวลาสิ้นสุดในสัญญา สัญญาที่ถือเอาเวลาที่งานสำเร็จเป็นจุดสิ้นสุด หมายถึง เอาเวลาที่งานสำเร็จลุล่วงเป็นเวลาสิ้นสุดของสัญญาจ้างงาน

ที่มา : เวปไซด์กระทรวงคุ้มครองแรงงาน


7. เวลาทำงาน  

             เวลาทำงานหมายถึง จำนวนชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนดให้ทำงานภายใน 24 ชั่วโมง

             โดยปกติแล้วเวลาทำงานจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ เวลาทำงานมาตรฐาน เวลาทำงานที่สั้นลงภายใต้เงื่อนไขพิเศษ เวลาทำงานที่ขยายยาวขึ้น และ เวลาทำงานที่ไม่มีกำหนด

     1. เวลาทำงานมาตรฐาน

         เวลาทำงานมาตรฐานหมายถึง เวลาทำงานที่กฎหมายกำหนดใช้สำหรับบุคคลทำงานทั่วไป ภายใต้เงื่อนไขที่ปกติ เวลาทำงานมาตรฐานที่ประเทศจีนกำหนดใช้ในปัจจุบัน คือ แต่ละวันทำงานไม่เกิน 8 ชม. แต่ละสัปดาห์ไม่เกิน 44 ชม. โดยเฉลี่ยแต่ละสัปดาห์ทำงาน 5 วันครึ่ง เวลาทำงานมาตรฐานถือเป็นพื้นฐานของระบบการนับชั่วโมงทำงานที่กฎหมายกำหนด

    2. เวลาทำงานที่สั้นลงภายใต้เงื่อนไขพิเศษ

        เวลาทำงานที่สั้นลงภายใต้เงื่อนไขพิเศษ คือ เวลาทำงานที่มีจำนวนชั่วโมงในการทำงานน้อยกว่าเวลาทำงานมาตรฐาน เพื่อเป็นการคุ้มครองพิเศษแก่แรงงาน ในกรณีที่ทำงานภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง การทำงานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย รวมถึงแรงงานสตรีและแรงงานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ประเทศจีนกำหนดใช้เวลาทำงานที่สั้นลงในกรณีดังต่อไปนี้ 1) แต่ละวันทำงานน้อยกว่า 8 ชม. เช่น คนงานทำเหมืองบ่อ ทำงานบนภูเขาสูง ทำงานที่มีอันตรายและมีสารพิษร้ายแรง ซึ่งต้องใช้แรงงานอย่างหนักและงานมีความเครียดเกินขนาด  หลายปีมานี้ กิจการทอผ้ากำหนดให้ใช้วิธี “สี่กะเปลี่ยนสามรอบ” อุตสาหกรรมเคมีลดเวลาทำงานเหลือวันละ 6-7 ชม. เหมืองบ่อกำหนดใช้ระบบ 4กะ กะละ 6 ชม. ส่วนงานที่ใช้แรงงานอย่างหนักเช่นงานก่อสร้าง ถลุงเหล็ก งานสำรวจทางธรณีวิทยา งานตัดไม้ งานแบกหาม ให้กำหนดใช้เวลาทำงานที่สั้นลงตามระดับภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกันไปของแต่ละอาชีพ  2) งานกะกลางคืนให้ทำงานลดลงหนึ่งชั่วโมง งานกะกลางคืน หมายถึง กิจการหรือหน่วยงานที่กำหนดใช้ระบบสามกะ ซึ่งกะกลางคืนจะเป็น เวลาทำงานตั้งแต่ 4 ทุ่มจนถึง 6 โมงเช้า งานกะกลางคืนถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การใช้ชีวิตของผู้คน เป็นการเพิ่มความล้าให้แก่ระบบประสาทและจิตใจ เมื่อทำงานแล้วจะทำให้เหนื่อยมากขึ้น ดังนั้นจึงกำหนดให้ผู้ที่ทำงานกะกลางคืนทำงานน้อยลงกว่าผู้ทำงานกะกลางวันหนึ่งชั่วโมงเพื่อเป็นการชดเชย   แต่ยังมีงานบางประเภทที่ไม่สามารถหยุดสายการผลิตได้มีความจำเป็นต้องจัดกะกลางคืน เช่น งานหลอมเหล็ก งานผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งกะกลางคืนและกะกลางวันอาจจะมีระยะเวลาการทำงานที่เท่ากัน แต่จะต้องชดเชยโดยเพิ่มค่าแรงให้แก่ผู้ที่ทำงานกะกลางคืน นอกจากนี้ประเทศจีนยังได้กำหนดห้ามให้แรงงานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แรงงานสตรีที่มีอายุครรภ์ 7 เดือนเต็ม และแรงงานสตรีที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตร 12 เดือนเต็ม ทำงานกะกลางคืน 3) แรงงานสตรีที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตรให้ลดเวลาการทำงาน 1 ชม. แรงงานสตรีที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตรที่ยังมีอายุไม่ครบ 12 เดือนเต็ม แต่ละวันสามารถให้นมบุตรในเวลาทำงานได้สองครั้ง โดยทั่วไปกำหนดว่า แต่ละครั้งห้ามเกินครึ่งชั่วโมง ตามกฎหมายให้ถือว่าหนึ่งชั่วโมงที่ให้นมบุตรนี้รวมอยู่ในเวลาทำงาน  4) สำหรับแรงงานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะให้กำหนดเวลาทำงานน้อยกว่า 8 ชั่วโมง เพื่อเป็นหลักประกันในด้านสุขภาพและการเจริญเติบโตแก่พวกเขา

    3. เวลาทำงานที่ขยายยาวขึ้น

        เวลาทำงานที่ขยายยาวขึ้น หมายถึง เวลาทำงานที่มีระยะเวลาทำงานยาวกว่าเวลาทำงานมาตรฐาน ใช้สำหรับแรงงานที่ทำงานแบบเป็นฤดูกาลภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดของธรรมชาติหรือเงื่อนไขด้านเทคนิค สามารถปรับใช้โดย ฤดูทำงานจะมีเวลาทำงานที่มีชั่วโมงทำงานยาวกว่าเวลาทำงานมาตรฐาน แต่นอกฤดูกาลก็จะหดเวลาทำงานให้สั้นลงตามความเหมาะสม เช่น งานธรณีวิทยา ปิโตรเลียม กิจการผลิตเกลือ ผลิตน้ำตาล เป็นต้น 

     4. เวลาทำงานที่ไม่มีกำหนด 
  
         เวลาทำงานที่ไม่มีกำหนด หมายถึง แต่ละวันไม่มีการกำหนดระยะเวลาการทำงานที่แน่นอน เช่น พนักงานระดับหัวหน้ารวมถึงบรรดาผู้ช่วย ผู้บริหาร ช่างเทคนิค เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นต้น โดยทั่วไปเวลาทำงานของคนกลุ่มนี้มักยาวกว่าเวลาทำงานมาตรฐาน ส่วนที่ทำงานเกินเวลาก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม ในความเป็นจริงแล้วพนักงานที่ทำงานแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ก็จะทำงานโดยอิงกับแบบเวลาทำงานมาตรฐาน มีบ้างที่ต้องใช้เวลาทำงานเกินมาตรฐานที่กำหนดเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง

ที่มา : กรมข้อมูลกฎหมาย ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ


8. หน้าที่ของลูกจ้าง

             หน้าที่ของผู้ใช้แรงงานคือ ข้อกำหนดพฤติกรรมที่แน่นอนที่กฎหมายแรงงานกำหนดแก่ผู้ใช้แรงงาน ในการต้องกระทำหรือไม่กระทำอะไร สิทธิและหน้าที่เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด สิทธิใดๆจะเกิดขึ้นได้ก็มักมีการปฏิบัติหน้าที่เป็นเงื่อนไข ไม่มีสิทธิก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ และถ้าไม่มีหน้าที่ก็ไม่มีสิทธิ กฎหมายแรงงานของสาธารณรัฐประชาชนจีน มาตรา 3 วรรคที่2 กำหนดว่า ผู้ใช้แรงงานควรปฏิบัติหน้าที่การงานให้สำเร็จ พัฒนาทักษะทางวิชาชีพ ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน เคารพวินัยในการทำงานและจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ

             ผู้ใช้แรงงานมีหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่การงานให้สำเร็จ ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิในการมีงานทำ และทันทีที่ผู้ใช้แรงงานและหน่วยงานผู้ว่าจ้างมีความสัมพันธ์ด้านแรงงานเกิดขึ้น ก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ หน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือ หน้าที่ในการผลิตสร้างผลงานให้สำเร็จ นี่คือหน้าที่ในกรอบความสัมพันธ์ทางแรงงานที่กฎหมายกำหนดและถือเป็นหน้าบังคับ ถ้าผู้ใช้แรงงานไม่สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วง ก็หมายถึงผู้ใช้แรงงานทำผิดข้อตกลงในสัญญาจ้างงาน หน่วยงานผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้

              การพัฒนาทักษะทางวิชาชีพ ปฎิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน เคารพวินัยในการทำงานและจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ เป็นทั้งหน้าที่ของผู้ใช้แรงงาน และเป็นทั้งหลักประกันแก่ผู้ใช้แรงงานในการทำงานให้สำเร็จด้วย การที่ผู้ใช้แรงงานแข็งขันในการพัฒนาทักษะและความรู้ทางวิชาชีพและความสามารถในการทำงานจริง จะทำให้ตนเองกลายเป็นแรงงานผู้มีความชำนาญที่เหมาะสมกับการสร้างสรรค์สังคมนิยม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับอัตราการผลิต เพิ่มความรวดเร็วในการสร้างสรรค์ระบบสังคมนิยม ผู้ใช้แรงงานจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของประเทศรวมถึงระเบียบที่กำหนดขึ้นโดยกิจการในด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน เพื่อเป็นการประกันความปลอดภัยในการดำเนินการผลิต อันจะเป็นการประกันความสำเร็จลุล่วงในภาระหน้าที่อีกที การเคารพวินัยในการทำงานและจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพเป็นเงื่อนไขอย่างต่ำที่สุดที่ผู้ใช้แรงงานจะต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญกำหนดว่า การเคารพวินัยในการทำงานมีความหมายสำคัญมากและเป็นหน้าที่พื้นฐานของพลเมือง วินัยในการทำงาน คือ กฎระเบียบในการทำงานที่ผู้ใช้แรงงานร่วมกันจะต้องร่วมปฏิบัติตาม ซึ่งวินัยนี้จะกำหนดให้ผู้ใช้แรงงานแต่ละคนปฏิบัติตามกฎเรื่องเวลา คุณภาพ ขั้นตอน และวิธีการในการรับผิดชอบงานของตนเองให้ลุล่วง ผู้ใช้แรงงานควรปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ หมั่นเพิ่มพูนสำนึกรับผิดชอบในการเป็นเจ้าของประเทศ ทำงานจริงจัง มุมานะและซื่อสัตย์ ทำงานที่กำหนดให้สำเร็จอย่างรักษาทั้งคุณภาพและปริมาณ เคารพวินัยในการทำงานอย่างมีสำนึกในตนเอง รักษาระบบระเบียบในการทำงาน จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพเป็นจริยธรรมที่ผู้ที่ทำงานแต่ละสาขาอาชีพควรเคารพปฏิบัติ จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพเกิดและพัฒนา ขึ้นเป็นตัวไกล่เกลี่ยความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมและความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ภายใต้กิจกรรมการประกอบอาชีพ จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพก็คือ จริยธรรมทั่วไปของสังคมซึ่งปรากฏอยู่ในกิจกรรมทางอาชีพ โดยมีเงื่อนไขพื้นฐานคือ ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และรับผิดชอบต่อสังคม การเคารพวินัยในการทำงานและจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพเป็นความจำเป็นในการประกันว่าการผลิตจะดำเนินได้อย่างเป็นปกติและสามารถยกระดับอัตราการผลิตแรงงานได้ การผลิตแบบจำนวนมากในสังคมปัจจุบัน เป็นความจำเป็นโดยธรรมชาติที่ผู้ใช้แรงงานแต่ละคนจะต้องเคารพปฏิบัติตามวินัยในการทำงานอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นหลักประกันว่าแรงงานรวมหมู่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันจะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตแรงงาน การที่ผู้ใช้แรงงานปกปักรักษากิจการและขณะเดียวกันก็รักษาผลประโยชน์ส่วนบุคคล และตนเองก็ยังเป็นผู้เสนอสินค้าและบริการเพื่อรับใช้สังคม สิ่งเหล่านี้คือหน้าที่ที่กฎหมายในยุคปัจจุบันต้องการให้ผู้ใช้แรงงานปฏิบัติตาม  

ที่มา : เวปไซด์ของกระทรวงคุ้มครองแรงงาน


9. สิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง

            รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนกำหนดว่า พลเมืองชาวจีนมีสิทธิและหน้าที่ต่อแรงงาน พลเมืองคนหนึ่งๆ มีทั้งสิทธิต่อแรงงานและขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ต่อแรงงานด้วย กฎหมายแรงงานกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า “ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิโดยเท่าเทียมในการมีงานทำและเลือกอาชีพ มีสิทธิในการรับค่าจ้างจากการทำงาน สิทธิในการลาหยุดพัก มีสิทธิในการได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน สิทธิในการได้รับการอบรมทักษะในอาชีพการงาน สิทธิในการได้รับประกันสังคมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ สิทธิในการฟ้องร้องให้มีการจัดการข้อพิพาทด้านแรงงาน รวมถึงสิทธิอื่นๆที่กฎหมายกำหนดไว้”

          1. ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิโดยเท่าเทียมในการมีงานทำ

              สิทธิในแรงงาน หรือเรียกว่า สิทธิในการมีงานทำ หมายถึง พลเมืองที่มีความสามารถในการทำงานมีสิทธิที่จะมีงานทำ แรงงานคือปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต เป็นที่มาของทรัพย์สินทางวัตถุและทรัพย์ทางจิตใจทั้งหมด ถือเป็นสิทธิที่พลเมืองที่มีความสามารถในการทำงานเข้าร่วมการใช้แรงงานในสังคมและเป็นหลักประกันอย่างแท้จริงว่าเขาจะได้รับผลตอบแทนตามแรงงานที่ทำไป สิทธิในการมีงานทำของพลเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในบรรดาสิทธิต่างๆที่พลเมืองพึงมี ถ้าหากสิทธิในแรงงานของพลเมืองไม่อาจมีได้ สิทธิอื่นๆก็หมดความหมายและไม่มีแก่นสารใดๆ

         2.  ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิในการเลือกอาชีพ

             สิทธิในการเลือกอาชีพของผู้ใช้แรงงานหมายถึง ผู้ใช้แรงงานเลือกงานตามความปรารถนาของตน เหมาะสมตามความสามารถและอาชีพที่ตนชอบ การที่ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกอาชีพ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานในการแสดงความสามารถของตนเอง และเป็นการส่งเสริมให้สังคมสามารถพัฒนาพลังการผลิต หลังจากที่สาธารณรัฐประชาชนจีนก่อตั้งขึ้น เป็นเวลานานพอสมควรที่ประเทศจีนใช้วิธีการจัดสรรงานแบบเป็นเอกภาพ รณรงค์ให้ผู้ใช้แรงงาน “รักงานที่ตนทำ” ผู้ใช้แรงงานต้องทำงานตามที่รัฐบาลจัดให้ ทำงานในตำแหน่งที่มาตุภูมิต้องการที่สุดอย่างไม่คำนึงถึงตนเอง เพื่อสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่การสร้างสรรค์สังคมนิยม แต่รูปแบบทางเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางที่รับภาระทุกอย่างมีข้อเสียอยู่มาก กิจการต่างๆอยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาล กิจการจะไม่สามารถเลือกผู้ใช้แรงงานที่ตนต้องการได้ ขณะเดียวกันผู้ใช้แรงงานก็ไม่อาจเลือกกิจการและอาชีพด้วยตนเอง ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังการผลิตของสังคม แต่หลังจากที่มีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจรวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการดำเนินการของกิจการแล้ว จึงเป็นสภาพบังคับให้จีนต้องมีการผลิตและพัฒนาตลาดแรงงานของระบบสังคมนิยม ผู้ใช้แรงงานกลายเป็นองค์ประกอบหลักของตลาด ผู้ใช้แรงงานและกิจการต่างอาศัยการเลือกซึ่งกันและกันในการรับบุคคลเข้าทำงาน ภายใต้ตลาดแรงงาน ผู้ใช้แรงงานเป็นส่วนสำคัญในการมีงานทำ มีสิทธิในการจัดสรรแรงงานของตนเอง สามารถอาศัยคุณสมบัติส่วนตัว ความปรารถนาและกลไกราคาของระบบตลาดเลือกหน่วยงานผู้ว่าจ้างได้ สิทธิในการเลือกอาชีพจึงแสดงให้เห็นถึงสิทธิในแรงงานของตัวผู้ใช้แรงงาน และเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของสังคมด้วย    

         3.  ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิในการได้รับค่าจ้าง

             สิทธิในการได้รับค่าจ้าง เป็นสิทธิสำคัญอย่างหนึ่งของความเป็นพลเมือง รัฐธรรมนูญของจีนไม่เพียงแต่กำหนดให้พลเมืองมีสิทธิในแรงงาน อีกทั้งยังให้สิทธิในแรงงานแก่ผู้ใช้แรงงานในการสร้างทรัพย์สินทางวัตถุและทรัพย์สินนั้นจะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญของจีนกำหนดอย่างชัดเจนว่า หลักการทำตามความสามารถ กระจายรายได้ตามแรงงาน เป็นส่วนสำคัญในระบบเศรษฐกิจของจีน ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญก็ยังกำหนดอีกว่า ให้ปฏิบัติต่อชายหญิงอย่างเท่าเทียมในด้านแรงงานและค่าจ้าง ภายใต้พื้นฐานในการพัฒนาการผลิตของประเทศจีน ได้มีการยกระดับค่าจ้างแรงงานรวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆของแรงงาน หลังจากที่มีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศจีนได้กำหนดกฎระเบียบต่างๆเกี่ยวกับเงินเดือนมากมาย การบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านี้ เป็นหลักประกันว่าผู้ใช้แรงงานจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นการกระตุ้นความกระตือรือล้นในการทำงานของผู้ใช้แรงงาน และเป็นการส่งเสริมการพัฒนาการผลิต ตามที่ได้มีการปฏิรูประบบแรงงาน ความสัมพันธ์ทางแรงงานด้านต่างๆค่อยๆถูกนำเข้าสู่ระบบตลาด  และสำหรับเรื่องค่าจ้างแรงงาน ก็ได้กลายเป็นรายละเอียดสำคัญที่จำเป็นจะต้องระบุในสัญญาจ้างงานที่เซ็นระหว่างผู้ใช้แรงงานและหน่วยงานผู้ว่าจ้าง ผู้ใช้แรงงานลงแรง ก็มีสิทธิได้รับค่าจ้างตามที่ระบุในสัญญาและต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สิ่งนี้ถือเป็นสิทธิของผู้ใช้แรงงาน ขณะเดียวกันหน่วยงานผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ใช้แรงงานให้ตรงเวลาและเต็มจำนวน หากหน่วยงานผู้ว่าจ้างผิดต่อหน้าที่ ผู้ใช้แรงงานสามารถร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ถามหาความรับผิดชอบจากหน่วยงานผู้ว่าจ้าง การได้รับค่าตอบแทนเป็นการใช้สิทธิอย่างต่อเนื่องของผู้ใช้แรงงานอันเป็นหลักประกันด้านวัตถุที่ไม่อาจขาดได้

          4. ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิในการลาหยุดพัก

             รัฐธรรมนูญของจีนกำหนดว่า ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิในการหยุดพัก จีนได้มีการปรับปรุงเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้แรงงานในเรื่องการลาหยุด ลาป่วย โดยมีการกำหนดเวลาทำงานและระบบการลาของพนักงาน กฎหมายแรงงานของจีนกำหนดให้เวลาพักผ่อนประกอบด้วย การพักระหว่างช่วงเวลาทำงาน เวลาพักผ่อนหลังเลิกงาน วันหยุดสุดสัปดาห์ วันหยุดเทศกาลตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงการลาพักร้อน ลาเยี่ยมญาติ ลางานแต่งงานศพ ลากิจ ลาคลอด ลาป่วย เป็นต้น หลายปีมานี้จีนได้ปรับระบบการลาของพนักงานครั้งใหญ่ จากแต่เดิมทำงานสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง เปลี่ยนเป็น 44 ชั่วโมง การลดเวลาทำงานถือเป็นวิธีการหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน อีกทั้งยังสอดคล้องกับความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานด้วย การกำหนดกฎหมายลาหยุดพักเป็นทั้งหลักประกันสำคัญแก่การใช้สิทธิลาพักของผู้ใช้แรงงาน และอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นการคุ้มครองแรงงานด้วย กฎหมายแรงงานกำหนดว่า หน่วยงานผู้ว่าจ้างไม่สามารถขยายเวลาทำงานตามใจชอบได้   

          5.  ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิในการได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน

              การคุ้มครองความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน คือ การคุ้มครองความปลอดภัยและสุขภาพทางร่างกายแก่ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งถือเป็นการคุ้มครองโดยตรงต่อประโยชน์ทางร่างกายของผู้มีสิทธิในแรงงาน เนื่องจากการทำงานนั้นจะมีเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป ในกระบวนการผลิตมีปัจจัยที่อันตรายและไม่ถูกสุขอนามัยนานาชนิด หากไม่หานโยบายป้องกัน ก็อาจทำให้ได้รับอุบัติเหตุจากงานหรือเกิดโรคภัยไข้เจ็บจากการประกอบอาชีพได้ อันจะเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน ถ้าหากงานคุ้มครองแรงงานกระทำอย่างไม่ดีเพียงพอ ผลที่ตามมาไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียผลประโยชน์บางอย่าง แต่จะมีผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นความตายของผู้ใช้แรงงาน กล่าวได้ว่า สำหรับผู้ใช้แรงงานแต่ละคน การมีชีวิตคือเงื่อนไขแรกในการใช้สิทธิในแรงงานของตน หากไม่มีชีวิต การได้สิทธิอย่างอื่นก็ไร้ประโยชน์ ปัจจุบันประเทศจีนได้มีการกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองความปลอดภัยของแรงงานขนานใหญ่จนกลายเป็น ระบบกฎหมายเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและสุขอนามัยในการประกอบอาชีพ รวมถึงระบบตรวจสอบการคุ้มครองแรงงาน แต่มีหน่วยงานผู้ว่าจ้างบางแห่งยังมีความรู้ถึงความสำคัญในการคุ้มครองแรงงานไม่เพียงพอ บางแห่งก็ไม่เห็นถึงความสำคัญต่อความรับผิดชอบในการคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะกิจการในระดับท้องถิ่นและบรรดากิจการร่วมทุนทั้งหลายที่มุ่งแต่แสวงหากำไร ลดมาตรฐานด้านเงื่อนไขในการทำงาน จนถึงขนาดทำให้เกิดอุบัติเหตุอย่างร้ายแรง กฎหมายแรงงานกำหนดว่า หน่วยงานผู้ว่าจ้างจะต้องสร้างระบบการรักษาความปลอดภัยและสุขอนามัยที่รอบด้านแก่ผู้ใช้แรงงาน ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบของประเทศเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด รวมถึงติดตั้งเครื่องมือเครื่องใช้ในการป้องกันอันตรายต่างๆในการทำงาน ดำเนินการฝึกอบรมเฉพาะทางแก่ผู้ที่ทำงานในหน้าที่ต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน อันเป็นการลดอันตรายในการประกอบอาชีพลง  

         6.  สิทธิในการได้รับการอบรมทักษะในอาชีพการงาน

             การฝึกอบรมทักษะในอาชีพการงาน หมายถึง บุคคลที่จะเตรียมเข้าทำงานหรือพนักงานที่มีงานทำแล้ว ไปดำเนินการศึกษาและอบรมความรู้ด้านทักษะวิชาชีพและฝึกฝนความสามารถจริงในการทำงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อ อบรมทักษะด้านอาชีพขั้นพื้นฐานหรือเพื่อยกระดับทักษะความสามารถทางวิชาชีพของตน รัฐธรรมนูญของจีนกำหนดไว้ว่า พลเมืองมีสิทธิและหน้าที่ในการได้รับการศึกษา ซึ่งประกอบไปด้วย การได้รับการศึกษาทั่วไป และรวมถึงการศึกษาด้านวิชาชีพ พลเมืองมีสิทธิในแรงงาน หากจะใช้สิทธินี้ก็ไม่สามารถหนีพ้นการที่ตนเองจะต้องมีความสามารถในอาชีพ ในยุคปัจจุบันที่ทักษะความสามารถทางอาชีพที่นับวันจะยิ่งต้องพึ่งพาการศึกษาอบรมมากขึ้นเรื่อยๆ หากพลเมืองไม่มีสิทธิในการรับการอบรมด้านอาชีพ สิทธิในการมีงานทำก็ยากจะเป็นจริงได้  

          7.  สิทธิในการได้รับประกันสังคมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ

             ประกันสังคม คือ ข้อตกลงที่รัฐบาลหรือหน่วยงานผู้ว่าจ้างทำตามที่กฎหมายหรือตามที่สัญญากำหนด โดยเสนอระบบประกันสังคมในรูปของความช่วยเหลือทางวัตถุเพื่อเป็นหลักประกันด้านความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต แก่ผู้ใช้แรงงานที่มีความสัมพันธ์ทางแรงงานตามสัญญา เมื่อพวกเขาสูญเสียความสามารถในการทำงานชั่วคราวหรือถาวร รวมถึงการตกงานชั่วคราวด้วย  ภาวะการเจ็บป่วย ชรา เป็นเรื่องที่ผู้ใช้แรงงานทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ประกันสังคมจึงเป็นความจำเป็นชนิดหนึ่งที่เกิดจากการใช้แรงงาน นับแต่ที่ประเทศจีนสร้างระบบประกันสังคมมา ระบบประกันสังคมก็ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นมาโดยตลอดตามการพัฒนาของงานสร้างสรรค์การผลิต มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสุขภาพของผู้ใช้แรงงาน แก้ปัญหาความกังวลเรื่องภาระข้างหลังของผู้ใช้แรงงาน กระตุ้นความกระตือรือล้นในการผลิต ประกันสังคมของจีนครอบคลุมถึง การคลอดบุตร บำนาญ การเจ็บป่วย บาดเจ็บทุพพลภาพ การเสียชีวิตรวมถึงเลี้ยงดูผู้ที่เป็นทายาทด้วย  ในปี 1986 ระบบประกันสังคมยังได้มีการเพิ่มเรื่องการคุ้มครองระหว่างรองาน แต่ ณ ปัจจุบันระบบประกันสังคมของจีนยังมีปัญหาอยู่บ้าง เช่น ระบบกองทุนประกันสังคมยังไม่รอบด้าน กองทุนประกันสังคมมีเงินสะสมจากช่องทางเดียว เป็นภาระที่หนักมากของประเทศ กิจการเข้ารับภาระอย่างไม่สม่ำเสมอ การใช้ประกันสังคมยังคุ้มครองไม่ครอบคลุมกว้างขวาง พัฒนาได้ไม่สมส่วน ระดับของการเป็นชุมชนเมืองยังต่ำอยู่ จึงมีผลต่อการความสมดุลย์ของการอพยพโยกย้ายแรงงาน 

         8.  สิทธิในการฟ้องร้องให้มีการจัดการข้อพิพาทด้านแรงงาน

             ข้อพิพาทด้านแรงงานหมายถึง คู่สัญญาของความสัมพันธ์ทางแรงงาน เกิดข้อพิพาทจากการปฏิบัติใช้ข้อกำหนดในกฎหมายแรงงานหรือสัญญาจ้างงานและสัญญาจ้างงานแบบรวมหมู่ คู่สัญญาเป็นตัวหลักของความสัมพันธ์ทางแรงงาน แต่ละฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเกิดความไม่ลงรอยทางความคิดจึงยากจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อหน่วยงานผู้ว่าจ้างและผู้ใช้แรงงานเกิดกรณีพิพาท ผู้ใช้แรงงานสามารถยื่นฟ้องแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้ตัดสินข้อพิพาท คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านแรงงานเป็นกลุ่มตัวแทนที่มาจากหน่วยงานผู้ว่าจ้าง สหภาพแรงงาน และตัวแทนพนักงาน ส่วนคณะกรรมการตัดสินข้อพิพาทแรงงานจะเป็นกลุ่มผู้แทนซึ่งมาจากตัวแทนจากฝ่ายบริหารด้านแรงงานของรัฐ สหภาพแรงงานที่มีตำแหน่งเท่ากัน และหน่วยงานผู้ว่าจ้าง การแก้ปัญหาข้อพิพาทด้านแรงงานควรปฏิบัติโดยยึดหลักถูกกฎหมาย ยุติธรรม และทันเวลาในการจัดการ สิทธิในการยื่นคำร้องให้จัดการข้อพิพาทเมื่อเกิดปัญหา ก็ถือเป็นการประกันสิทธิอื่นๆ ตามกฎหมายให้แก่ผู้ใช้แรงงานด้วย     

ที่มา : เวปไซด์ของกระทรวงคุ้มครองแรงงาน


10. การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน

           ผู้ใช้แรงงานบอกเลิกสัญญาจ้างงาน หมายถึง สัญญาจ้างงานที่ยังไม่ครบกำหนดสัญญา แต่ผู้ใช้แรงงานเป็นผู้เรียกร้องให้ทั้งหน่วยงานผู้ว่าจ้างและผู้ใช้แรงงานหยุดปฏิบัติตามสัญญาก่อนกำหนด และจะสิ้นสุดความสัมพันธ์ด้านแรงงานที่ได้เซ็นในสัญญาจ้างงานร่วมกัน ตามที่กฎหมายแรงงานของจีนกำหนด ผู้ใช้แรงงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้ในสองกรณี

          1. ผู้ใช้แรงงานเสนอยกเลิกสัญญาจ้างงาน แต่จะต้องทำหนังสือแจ้งถึงหน่วยงานผู้ว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 30 วัน ในกรณีที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างไม่ได้ทำผิดสัญญาแต่ตัวผู้ใช้แรงงานต้องการบอกเลิกสัญญาเอง จะต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งแก่หน่วยงานผู้ว่าจ้างอย่างเป็นทางการล่วงหน้า 30 วัน ไม่สามารถบอกว่าลาออกและไปในทันทีได้
          2. ผู้ใช้แรงงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานกับหน่วยงานผู้ว่าจ้างได้ทุกเมื่อ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

              1)  บอกยกเลิกสัญญาจ้างงานภายในระยะเวลาทดลองงาน ระยะเวลาทดลองงานไม่เพียงแต่เป็นระยะเวลาที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างใช้ทดสอบพนักงานที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ในทุกๆด้าน แต่ยังเป็นช่วงที่พนักงานใหม่สำรวจเงื่อนไขการทำงานของหน่วยงานผู้ว่าจ้างรวมถึงเรื่องของค่าจ้างด้วย ว่าถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือไม่ ภายในระยะเวลาทดลองงาน หากผู้ใช้แรงงานพบว่า สภาพความเป็นจริงของหน่วยงานผู้ว่าจ้างไม่ตรงตามที่แนะนำไว้กับเมื่อตอนทำสัญญา ผู้ใช้แรงงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานเมื่อใดก็ได้ ถ้าสาเหตุมาจากตัวผู้ใช้แรงงานเองที่ไม่มีความสามารถหรือไม่ชอบในงานนั้นๆ ขอเพียงอยู่ในช่วงระยะเวลาทดลองงานก็สามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้ทุกเมื่อ
              2)  หน่วยงานผู้ว่าจ้างบังคับให้ทำงานโดยใช้ความรุนแรง คุกคาม หรือใช้วิธีจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลโดยผิดกฎหมาย “การใช้ความรุนแรง” หมายถึง การกระทำกับผู้ใช้แรงงานโดยการจับมัด กระชากลากฉุด ทุบตี หรือมีพฤติกรมมทำร้ายต่างๆ “คุกคาม” หมายถึง การกระทำกับผู้ใช้แรงงานด้วยความรุนแรงหรือใช้วิธีบังคับอื่นๆ เสรีภาพส่วนบุคคล หมายถึง ร่างกายของผู้ที่เป็นพลเมือง รวมไปถึงที่อยู่อาศัย เกียรติและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เป็นต้น จะต้องไม่ถูกรุกล้ำ ซึ่งเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งในบรรดาสิทธิเสรีภาพอื่นๆของความเป็นพลเมือง เป็นเงื่อนไขที่พลเมืองคนหนึ่งๆจะต้องมีก่อนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและในการใช้สิทธิด้านอื่นๆ เสรีภาพส่วนบุคคลของความเป็นพลเมืองจีนจะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมาตรา 37 กำหนดว่า “เสรีภาพส่วนบุคคลของพลเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีนจะต้องไม่ถูกรุกล้ำ หากไม่ได้ผ่านการอนุมัติหรือตัดสินจากสภาตรวจสอบแห่งประชาชน หรือผ่านความเห็นชอบจากศาลประชาชน โดยมีหน่วยงานของตำรวจเป็นผู้ดำเนินการจับกุม ไม่ว่าพลเมืองคนใดก็ตามจะไม่สามารถถูกจับกุมได้ ห้ามมิให้มีการกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือใช้วิธีการอื่นๆ เพิกถอนหรือจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลของพลเมือง” เพื่อการปฏิบัติใช้สิทธิดังกล่าว กฎหมายอาญาของจีน กฎหมายการฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นต้น ล้วนกำหนดอย่างเคร่งครัดในเรื่องเงื่อนไข และขั้นตอนในการจับกุม กักขังผู้ต้องหา  หากกิจการใดๆใช้วิธีการบังคับให้ทำงาน เช่น กักขังผู้ใช้แรงงานในสถานที่ที่จัดไว้อย่างมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อบังคับให้ทำงาน หรือไม่อนุญาตให้พวกเขาออกมา ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้ทุกเมื่อ และยังสามารถฟ้องร้องหาเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงโดยผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
              3)  หน่วยงานผู้ว่าจ้างควรปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ถ้าหน่วยงานผู้ว่าจ้างไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานกฎข้อบังคับของประเทศหรือตามที่สัญญาจ้างงานกำหนดในการจัดการสภาพการทำงาน อันจะทำให้ความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงานมีสภาพเลวร้าย ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายสุขภาพของพนักงานอย่างร้ายแรง รวมทั้งได้รับการยืนยันจากหน่วยงานด้านแรงงานหรือสาธารณสุข ผู้ใช้แรงงานก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้ 

ที่มา : เวปไซด์ของกระทรวงคุ้มครองแรงงาน


11.  เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างแรงงาน

             การแบ่งแยกกิจการหมายถึง การที่กิจการหนึ่ง แตกตัวเป็นสองกิจการขึ้นไป ส่วนการควบรวมกิจการหมายถึง  กิจการตั้งแต่สองกิจการขึ้นไปมารวมกันเป็นหนึ่งกิจการ หรือ หรือการที่กิจการหนึ่งเข้าควบรวมอีกกิจการหนึ่งหรือหลายกิจการ สิทธิและหน้าที่ของหน่วยงานผู้ว่าจ้างก่อนจะมีการแบ่งแยกและควบรวมกิจการ จะตกเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกิดหลังจากแบ่งแยกและควบรวมกิจการนั้น

             เงื่อนไขที่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างงานได้ คือ กิจการเปลี่ยนการผลิต มีการปรับภาระหน้าที่ในการผลิต สถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้เกิดจากตัวผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากการแบ่งแยกและควบรวมกิจการแล้ว ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ มีผลทำให้สัญญาจ้างงานฉบับเก่าไม่สามารถใช้ปฏิบัติต่อได้ ให้อิงตามประกาศของกระทรวงแรงงานเดิม (ประกาศกระทรวงแรงงาน ปี 1995 ฉบับที่ 309) เรื่อง “ข้อคิดเห็นสำหรับปัญหาบางประการเกี่ยวกับการปฏิบัติใช้ กฎหมายแรงงานแห่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน”  ซึ่งกำหนดดังนี้  หลังจากที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างได้มีการแบ่งแยกและควบรวมกิจการแล้ว  หน่วยงานที่เกิดขึ้นทีหลังสามารถอ้างอิงกับสภาพการณ์ที่เป็นจริงดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาจ้างงาน โดยเคารพหลักความเท่าเทียม สมัครใจ และปรึกษาหารือร่วมกับผู้ใช้แรงงานของหน่วยงานผู้ว่าจ้างเดิม กิจการสามารถยื่นข้อเสนอแก่ผู้ใช้แรงงานในการเปลี่ยนแปลงสัญญา และยังต้องอธิบายถึงเหตุผลและเนื้อหาของการเปลี่ยนแปลงใช้ชัดเจน หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ปรึกษากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงดำเนินการเปลี่ยนแปลงสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในขั้นตอนนี้ การปรับเปลี่ยนสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย จะต้องไม่ขัดกับหลักกฎหมายและข้อกำหนดของฝ่ายบริหาร กิจการควรจะกำหนดเงินเดือน รางวัล ประกันและสิทธิประโยชน์ต่างๆตามที่กฎหมายกำหนด ห้ามทำให้ผู้ใช้แรงงานเสียสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย 

ที่มา : เวปไซด์ของกระทรวงคุ้มครองแรงงาน


12.  สัญญาจ้างแรงงานที่เป็นโมฆะ

            สัญญาจ้างงานที่ผิดกฎหมาย หรือกฎระเบียบของฝ่ายบริหาร รวมถึง  สัญญาจ้างงานที่เขียนขึ้นด้วยการล่อหลอก คุกคามถือเป็นโมฆะ สัญญาที่เป็นโมฆะ ให้ถือว่าไม่มีผลผูกพันตั้งแต่เขียนสัญญา สัญญาจ้างงานจะเป็นโมฆะได้โดยผ่านการยอมรับจากคณะอนุญาโตตุลาการแผนกคดีพิพาทด้านแรงงานหรือศาลประชาชน

ที่มา : เวปไซด์กระทรวงคุ้มครองแรงงาน


13. ขั้นตอนของการทำนสัญญาจ้างงาน

            ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด การสร้างความสัมพันธ์ด้านแรงงานควรมีการทำสัญญาจ้างงาน เพราะหน่วยงานผู้ว่าจ้างจะจ้างพนักงาน บ้างก็เป็นระดับหัวหน้างานบ้างก็เป็นพนักงาน ดังนั้นขั้นตอนการเขียนสัญญาจ้างงานจะไม่เหมือนกัน ตามที่กฎหมายแรงงานรวมถึงที่กฎหมายอื่นๆได้กำหนดไว้ การเขียนสัญญาจ้างงานมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

         1. รายงานตัวโดยสมัครใจและยื่นเอกสารที่เป็นหลักฐานต่างๆ สำหรับการรับพนักงานโดยจัดสอบเป็นกลุ่ม ผู้ที่จะเข้าร่วมการสอบสามารถแจ้งชื่อโดยสมัครใจ เลือกประเภทงานที่เหมาะกับตนเอง ผู้เข้าสอบจะต้องยื่นหลักฐาน คือ ทะเบียนสำมะโนครัว วุฒิบัตรการศึกษาหรือหลักฐานอื่นๆ (เช่น ถ้าเป็นการทำงานครั้งแรก ควรจะมีเอกสารรับรองจากโรงเรียนหรือหน่วยงานของรัฐในระดับชุมชนด้วย) เพื่อเอาสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งยืนยันสถานะของพนักงานที่จะจ้าง และเป็นสิ่งยืนยันว่าหน่วยงานผู้ว่าจ้างเข้าใจระดับการศึกษาและความสามารถของพนักงาน เพื่อความสะดวกในการแจกจ่ายงาน ใช้งานในสิ่งที่พวกเขาถนัด และเพื่อเป็นการป้องกันการหยุดเรียนกลางคัน และป้องกันคนจากต่างถิ่นเข้ามาร่วมสอบ หากหน่วยงานผู้ว่าจ้างมีความจำเป็นแน่ชัดว่าต้องการคนงานจากชนบท นอกจากจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายแล้ว ยังต้องแจ้งให้รัฐบาลท้องถิ่นระดับมณฑล เขตปกครองตนเอง หรือมหานครให้พิจารณาอนุมัติด้วย
         2. จะต้องสอบความสามารถในทุกๆด้าน เลือกใช้งานด้านที่เด่นที่สุด เมื่อหน่วยงานผู้ว่าจ้างจะรับคนเข้าทำงานหรือใช้พนักงานแต่ละคน ควรจะมีการทดสอบพวกเขาอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านคุณธรรม สติปัญญา และร่างกาย ส่วนเนื้อหาและมาตรฐานการสอบ สามารถเน้นหนักด้านใดก็ได้ตามความต้องการเนื้องานและรูปแบบการผลิต จะรับพนักงานฝึกหัดจะเน้นที่ความรู้ หากจะใช้คนด้านเทคนิคโดยตรง เน้นความรู้ทางวิชาชีพและทักษะในการทำงาน หากต้องการคนงานที่ต้องใช้แรงงานหนัก ก็เน้นที่สภาพร่างกาย การทำเช่นนี้ จึงเป็นการยกระดับคุณภาพในการรับพนักงาน เป็นหลักประกันด้านการผลิต แก้ปัญหาการรับพนักงานไม่ตรงสาขา และมีความสำคัญมากต่อการส่งเสริมการศึกษาของคนหนุ่มสาว
         3. กรอกแบบฟอร์มอนุมัติพนักงานใหม่ และยื่นแก่รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองหรือจังหวัดให้อนุมัติ อีกทั้งยังต้องมีหนังสือแจ้งการรับเข้าทำงานซึ่งอนุมัติโดยหน่วยงานของรัฐแจ้งแก่พนักงานใหม่ด้วย
         4. ผู้ผ่านการรับเข้าทำงานยื่นเอกสารหรือหลักฐานอื่นๆ เมื่อผู้ผ่านการรับเข้างานไปรายงานตัวต่อหน่วยงานผู้ว่าจ้าง ควรยื่นเอกสารรายงานตัว เมื่อหน่วยงานผู้ว่าจ้างตรวจสอบแล้ว จึงอนุญาตให้รายงานตัว โดยหน่วยงานที่รับพนักงานเข้าใหม่จะออกหนังสือแจ้งการยอมรับเข้าทำงานให้แก่พนักงาน
         5. หน่วยงานผู้ว่าจ้างแนะนำตัวอย่างเนื้อหาและเงื่อนไขของสัญญาจ้างงานแก่ผู้ที่ผ่านการรับเข้าทำงาน ก่อนเขียนสัญญา หน่วยงานผู้ว่าจ้างควรแนะนำตัวอย่างเนื้อหารายละเอียดของสัญญาจ้างงานอย่างละเอียดและตามความเป็นจริง รวมถึงกรณีต่างๆที่เกี่ยวข้องรวมทั้งในการเซ็นสัญญา หน่วยงานผู้ว่าจ้างยังมีหน้าที่ตอบคำถามที่พนักงานที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ถาม รวมถึงรับฟังความเห็นและข้อเรียกร้องด้วย
         6. สองฝ่ายปรึกษาร่วมจนเห็นพ้องต้องกันในการเขียนสัญญา หน่วยงานผู้ว่าจ้างกับพนักงานที่รับเข้ามาใหม่จะทำสัญญาจ้างงานโดยผ่านการปรึกษาร่วมจนเห็นพ้องต้องกัน ได้ข้อตกลงและผ่านการเซ็นชื่อประทับตราของทั้งสองฝ่าย สัญญาจ้างงานจึงถือว่าสำเร็จ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสามารถกำหนดระยะเวลาทดลองงานในสัญญาจ้างงานได้ (ซึ่งเป็นระยะเวลาที่แน่นอนในการทดสอบพนักงานใหม่) ภายในระยะเวลาทดลองงาน หน่วยงานผู้ว่าจ้างสามารถทดสอบพนักงานในเรื่องคุณธรรม สติปัญญา และร่างกายได้อีกขั้น เพื่อให้เข้าใจมาตรฐานและความสามารถในการทำงานของพวกเขาว่ามีความเหมาะสมกับภาระหน้าที่ที่พวกเขารับผิดชอบหรือไม่ ถ้าพบว่าพนักงานใหม่ไม่เหมาะสมกับเงื่อนไขในการรับเข้าทำงานหรืองานที่รับภาระไม่เหมาะกับเขา หน่วยงานผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาได้
         7. สหภาพแรงงานดำเนินการตรวจตราในสิ่งที่จำเป็น กฎหมายสหภาพแรงงานของจีนกำหนดไว้ว่า เมื่อฝ่ายบริหารของกิจการรับคนงานหรือพนักงานเข้ามาใหม่ ควรแจ้งแก่สหภาพแรงงานชั้นต้นทราบ ถ้าสหภาพแรงงานชั้นต้นพบว่า การรับคนงานหรือพนักงานนั้นกระทำการฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐ มีสิทธิเสนอความเห็นได้ภายในสามวัน การทำเช่นนี้ สามารถป้องกันการที่หน่วยงานไม่ใส่ใจกับความต้องการในเงื่อนไขการผลิต ใช้พนักงานไม่ถูกกับงาน ทำให้กิจการได้รับความเสียหายโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการปกป้องสิทธิตามกฎหมายของคนงานหรือพนักงานที่เข้ามาใหม่ด้วย
         8. ทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด หน่วยงานผู้ว่าจ้างบางประเภท ถ้าจะรับคนงานเข้ามาทำงานเฉพาะช่วงเวลา ควรทำเรื่องแจ้งแก่หน่วยงานของรัฐที่ดูแลกิจการต่างๆและหน่วยงานด้านแรงงานในท้องที่นั้นๆให้มีการลงบันทึก เช่น กิจการเหมืองแร่ ก่อสร้าง งานจราจร งานสร้างทางรถไฟ ไฟฟ้าและไปรษณีย์ที่เป็นของเอกชน เป็นต้น ถ้าหน่วยงานผู้ว่าจ้างรับคนงานจากชนบทที่รับจ้างเป็นงานๆ หรือจ้างคนงานจากชนบทในระบบสัญญาแรงงาน หลังจากที่ได้เซ็นสัญญาจ้างงานโดยไปเซ็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นระดับจังหวัดหรืออำเภอพร้อมกับคนงานแล้ว ควรจะต้องทำเรื่องแจ้งแก่หน่วยงานของรัฐที่ดูแลกิจการและหน่วยงานที่ดูแลด้านแรงงานในท้องที่ให้ทำการลงบันทึก เพื่อให้ระบบสัญญาจ้างงานของจีนสมบูรณ์ขึ้น เมื่อหน่วยงานผู้ว่าจ้างเซ็นสัญญากับพนักงานที่รับเข้ามาใหม่ ควรระวังปัญหาต่อไปนี้

              1)  คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายควรประเมินตนเองว่าตรงกับเงื่อนไขในการรับพนักงานหรือไม่
              2)  การเขียนสัญญาจ้างงานจะต้องถูกต้องตามกฎหมายและนโยบายของประเทศ และต้องอิงกับสภาพความเป็นจริง
              3)  เนื้อหาของสัญญาจะเขียนอย่างกระชับหรือละเอียดต้องดูตามความเหมาะสม สำหรับเนื้อหาที่เป็นกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศ สามารถเขียนอย่างกระชับได้ แต่หากส่วนที่กฎหมายไม่มีการกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ควรเขียนให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
              4)  ภาษาที่ใช้ในสัญญาจะต้องถูกตามมาตรฐาน เข้าใจง่าย เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการที่ผู้ใช้สัญญาจะเกิดการเข้าใจผิดหรือมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน
              5)  ควรกำหนดความรับผิดชอบของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจน ความรับผิดชอบไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในสัญญา แต่ยังเป็นหลักฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งในการตัดสินข้อพิพาทด้านแรงงานด้วย                  
              6)  วันที่เขียนสัญญาและวันที่สัญญามีผลบังคับใช้จะต้องเขียนไว้ให้ชัดเจน


14.  หลักการสำหรับการเขียนสัญญาจ้างงาน

               กฎหมายแรงงานกำหนดว่า “การเซ็นสัญญาและเปลี่ยนแปลงสัญญา ควรเคารพหลักการเรื่องความเท่าเทียม สมัครใจ และปรึกษาร่วมจนเห็นพ้องต้องกัน ห้ามขัดกับข้อกำหนดของกฎหมาย หรือกฎระเบียบของฝ่ายบริหาร” กล่าวให้ชัดเจน คือ การเขียนสัญญาจ้างงานต้องเคารพหลักการดังต่อไปนี้

             1.  หลักการถูกต้องตามกฎหมาย คือ การเขียนสัญญาจะต้องเคารพข้อกำหนดของกฎหมายและนโยบายของประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย 1) องค์ประกอบหลักของสัญญาจะต้องถูกต้องตามกฎหมาย ในฐานะที่เป็นหน่วยงานผู้ว่าจ้างจะต้องเป็นกิจการ องค์กร หน่วยงานของรัฐ สมาคม หรือกิจการส่วนบุคคล ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนผู้ใช้แรงงานจะต้องเป็นพลเมืองที่มีสิทธิและมีความสามารถทางด้านแรงงาน 2) เนื้อหาของสัญญาจะต้องถูกกฎหมาย รายละเอียดและรูปแบบจะต้องไม่ขัดกับข้อกำหนดของกฎหมายและนโยบายของประเทศ ห้ามทำลายผลประโยชน์ของชาติและของสาธารณะ  3)รูปแบบและขั้นตอนการเขียนสัญญาต้องถูกต้องตามกฎหมาย
             2.  หลักการเท่าเทียม สมัครใจ และปรึกษาร่วมจนเห็นพ้องต้องกัน เท่าเทียม หมายถึง คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเวลาเซ็นสัญญาจะมีฐานะทางกฎหมายที่เท่าเทียมกัน จะไม่มีความสัมพันธ์แบบทาส ความสัมพันธ์แบบที่ต้องคล้อยตาม หน่วยงานผู้ว่าจ้างและผู้ใช้แรงงานมีฐานะเท่าเทียมกันในการเขียนสัญญา สมัครใจ หมายถึง การที่สัญญาจ้างงานมาจากความเต็มใจของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายใดก็ไม่อาจใช้ความต้องการของตนเองมาบีบบังคับฝ่ายตรงข้ามได้ และไม่อนุญาตให้มีมือที่สามมาแทรกแซงในการเขียนสัญญา ส่วนการปรึกษาร่วมจนเห็นพ้องต้องกัน หมายถึง คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายแสดงเจตจำนงในรายละเอียดแต่ละข้อบนพื้นฐานความต้องการของตนเอง และผ่านการปรึกษาโดยใช้ฐานะที่เท่าเทียม จนสามารถหาข้อตกลงที่เห็นพ้องต้องกันได้ สัญญาจึงจะถือว่าสำเร็จ หากสัญญาจ้างงานใดๆขัดกับหลักการแห่งความเท่าเทียม สมัครใจ และปรึกษาร่วมจนเป็นพ้องต้องกันแล้ว ไม่เพียงแต่จะมีผลเป็นโมฆะ แต่ยังควรรับภาระรับผิดชอบที่แน่นอนทางกฎหมายด้วย


15. ข้อควรระมัดระวังในการทำสัญญาจ้างงาน

    ตามที่กฎหมายแรงงานแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนกำหนดเอาไว้ การเซ็นสัญญาจ้างงานควรระมัดระวังเรื่องต่อไปนี้

             1.  การเซ็นสัญญาจ้างงานต้องเคารพหลักการแห่งความเท่าเทียม สมัครใจ และปรึกษาร่วมจนเห็นพ้องต้องกัน ห้ามฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อกำหนดของฝ่ายบริหาร เท่าเทียมและสมัครใจ หมายถึง คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีฐานะเท่าเทียมกัน ควรใช้ฐานะที่เท่าเทียมกันในการเซ็นสัญญา  สมัครใจ คือ การเซ็นสัญญาจะต้องเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของเจ้าตัว ห้ามใช้วิธีการบังคับ หลอกลวง หรือคุกคาม เป็นต้น ปรึกษาร่วมจนเห็นพ้องต้องกัน หมายถึง รายละเอียดของสัญญาควรเป็นความเห็นที่ทั้งสองฝ่ายปรึกษาร่วมจนเห็นพ้องต้องกันแล้วจึงค่อยเซ็นสัญญา  
             2.  การเซ็นสัญญาต้องถูกต้องตามกฎหมาย และกฎระเบียบของฝ่ายบริหาร มีบางสัญญากำหนดว่าระหว่างการปฏิบัติใช้สัญญาจ้างงาน ห้ามพนักงานสตรีแต่งงานหรือตั้งครรภ์ หรือมีการตกลงว่า ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บผู้ใช้แรงงานจะจ่ายเอง หรือแม้กระทั่ง ทำสัญญาที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย ซึ่งมีเนื้อหาขาดความยุติธรรมอย่างชัดเจน ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและกฎระเบียบของฝ่ายบริหาร จึงทำให้สัญญาจำพวกนี้เป็นโมฆะตั้งแต่วันที่เซ็น ดังนั้น ก่อนที่จะเซ็นสัญญาจ้างงาน ทั้งสองฝ่ายจะต้องตรวจสอบรายละเอียดแต่ละเรื่องอย่างจริงจังทั้งในเรื่อง สิทธิ หน้าที่ รวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องให้ผ่านการเห็นพ้องต้องกันทั้งสองฝ่าย และต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัดในการเซ็นสัญญาจ้างงาน
            3.  สัญญาจ้างงานควรเซ็นอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังเรื่องเนื้อหาของสัญญาด้วย เพราะสิ่งนี้คือหลักฐานสำคัญในการตัดสินข้อพิพาทด้านแรงงาน สัญญาจ้างงานควรมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ คือ ระยะเวลาของสัญญา เนื้อหาของงาน การคุ้มครองแรงงานและเงื่อนไขในการทำงาน ค่าตอบแทน วินัยในการทำงาน เงื่อนไขที่ทำให้สัญญาสิ้นสุด รวมถึงความรับผิดชอบที่เกิดจากการผิดสัญญา เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ใช้แรงงานและหน่วยงานผู้ว่าจ้างยังสามารถปรึกษาร่วมกันในการกำหนดรายละเอียดอื่นๆได้ด้วย ระยะเวลาของสัญญามี 3 แบบ คือ สัญญาที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน สัญญาที่ไม่มีการกำหนดเวลาที่แน่นอน และสัญญาที่ถือเอาเวลาที่งานสำเร็จเป็นจุดสิ้นสุด สัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน คือ มีการกำหนดวันเวลาในการสิ้นสุดของสัญญา สัญญาที่ถือเอาเวลาที่งานสำเร็จเป็นจุดสิ้นสุด หมายถึง เอาเวลาที่งานสำเร็จลุล่วงเป็นเวลาสิ้นสุดของสัญญาจ้างงาน หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาในรูปแบบพิเศษ ส่วนสัญญาที่ไม่มีการกำหนดระยะเวลาจะไม่มีการลงวันเวลาที่ชัดเจนในการสิ้นสุด แต่ก็จะต้องลงเงื่อนไขในการสิ้นสุดหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาไว้ด้วย สำหรับเนื้อหาในการทำงาน ที่สำคัญจะหมายถึง จำนวนหรือปริมาณของภาระหน้าที่ในงานที่ควรทำให้สำเร็จ เนื่องจากกฎหมายแรงงานกำหนดไว้ว่า ถ้าหากผู้ใช้แรงงานไม่สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้ ถึงแม้ว่าได้ผ่านการอบรมหรือเปลี่ยนตำแหน่งงานแล้ว หน่วยงานผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาได้ ดังนั้น เวลาเซ็นสัญญาต้องตรวจดูให้ดีว่า เนื้อหางานที่กำหนดไว้จะต้องเหมือนกับพนักงานคนอื่นๆที่ทำงานตำแหน่งเดียวกันหรือทำงานชนิดเดียวกัน
            4. ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของฝ่ายบริหาร และก็ยังต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง การเซ็นสัญญาจ้างงานที่ไม่อิงกับกฎหมาย และกฎระเบียบของฝ่ายบริหาร อาจก่อให้เกิดเป็นสัญญาโมฆะขึ้น แต่เราก็ไม่อาจเขียนสัญญาทุกฉบับโดยลอกตามตัวอักษรทุกตัวในกฎหมายได้ แต่ก็จะต้องเขียนให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยเฉพาะต้องระวังในเรื่องช่องว่างของกฎหมาย เนื่องจากช่องว่างพวกนี้มีเพื่อช่วยผู้ใช้ในกรณีพิเศษ เช่น ในกฎหมายแรงงานกำหนดว่า ระบบเวลาทำงานในแต่ละวันไม่เกิน 8 ชั่วโมง หนึ่งสัปดาห์เฉลี่ยไม่เกิน 44 ชั่วโมง ขอเพียงแต่ละวันทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง ส่วนเวลาทำงานจริงๆจะกำหนดไว้เป็นกี่ชั่วโมง ก็เป็นเรื่องที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายปรึกษาตกลงกัน ดังนี้ จึงถือว่าเป็นการใช้ช่องว่างของกฎหมายอย่างถูกต้อง
            5. เนื้อหาของสัญญาจ้างงานจะเขียนอย่างกระชับหรือเขียนอย่างละเอียดก็ได้ การเซ็นสัญญาจ้างงานจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล หน่วยงาน และเนื้องาน ถ้าสัญญาที่เขียนอย่างกระชับ จะง่ายในการจดจำ สะดวกในการเซ็น มีความยืดหยุ่นในการปรึกษาตกลงกันสูง แต่ถ้าเขียนกระชับเกินไปหรือขาดหลักการ ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งหรือความเข้าใจที่ไม่ตรงกันได้จนทำให้เกิดผลเสียตามมา แต่หากสัญญามีความละเอียด เวลาปฏิบัติใช้จะง่ายแก่การทำความเข้าใจ สามารถลดการเกิดข้อพิพาทและการเข้าใจที่ไม่ตรงกันได้ แต่เวลาเซ็นสัญญาจะค่อนข้างยุ่งยาก อีกทั้งเนื้อหาของสัญญาจะเขียนให้ละเอียดอย่างไรก็ไม่อาจครอบคลุมได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงควรเขียนให้พอเหมาะ เช่น สำหรับเรื่องที่กฎหมายหรือกฎระเบียบของฝ่ายบริหารมีกำหนดไว้เรียบร้อยและไม่มีช่องว่างให้เปลี่ยนแปลง เราสามารถเขียนเพียงให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายข้อนั้นๆก็ใช้ได้ เช่นนี้ถือว่าเป็นสัญญาอย่างกระชับ แต่สำหรับกฎหมายที่ไม่ได้มีข้อกำหนดที่เป็นรูปธรรมหรือมีการอนุญาตให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้นั้น ก็ควรต้องเขียนอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ง่ายแก่การเกิดข้อพิพาท
            6. ภาษาที่ใช้ในกฎหมาย ต้องแสดงเจตจำนงให้ชัดเจน เข้าใจง่าย การเซ็นสัญญาโดยปฏิบัติตามกฎหมายถือว่าได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องถึงสิทธิ ความรับผิดชอบ และผลประโยชน์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลที่แน่นอนทางกฎหมาย ดังนั้น เวลาเซ็นสัญญา ภาษาที่ใช้จะต้องง่ายแก่การเข้าใจ เขียนให้ชัดเจนที่สุด เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดกรณีพิพาท           


16. ระบบการเตรียมพร้อมด้านแรงงานของจีน

              กลุ่มเป้าหมายของการใช้ระบบการเตรียมพร้อมแรงงาน คือ นักเรียนตามหัวเมืองต่างๆรวมถึงนักเรียนในชนบทที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือตอนปลาย แต่ไม่ได้ศึกษาต่อ และเตรียมจะเข้าทำงานที่ไม่ใช่ภาคเกษตรกรรมหรือจะเข้าไปทำงานในเมือง แต่สำหรับนักเรียนที่จบระดับมัธยมที่จะเตรียมเข้าทำงานในภาคการเกษตรนั้น แต่ละพื้นที่สามารถดำเนินการจัดฝึกอบรมในรูปแบบอื่นตามสภาพความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ และแต่ละพื้นที่ยังสามารถชี้นำคนงานตามหัวเมืองที่ตกงานรวมถึงพวกที่ถูกปลดออกจากวิสาหกิจของรัฐให้เข้าร่วมการฝึกอบรมในระบบการเตรียมพร้อมแรงงานให้เหมาะสมตามสภาพของแต่ละพื้นที่ได้ด้วย

              ระบบการเตรียมพร้อมแรงงานดำเนินการโดยผ่านการขยายการศึกษาและอบรมวิชาชีพอย่างรอบด้าน เป็นการใช้ทรัพยากรด้านการศึกษาและการอบรมทางวิชาชีพที่มีอยู่ เพื่อขับเคลื่อนพลังทางสังคมทุกๆด้านให้ขยายไปอย่างกว้างขวาง โดยให้การศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพอย่างดีแก่บุคลากรในระบบการเตรียมพร้อมแรงงาน ส่วนโรงเรียนเทคโนโลยี ศูนย์ฝึกอบรมการทำงานและหน่วยงานฝึกอบรมทางอาชีพอื่นๆ จะต้องกระตือรือล้นในการรับภาระฝึกอบรมบุคลากรในระบบเตรียมพร้อมแรงงาน ฝึกอบรมสร้างคนมีความสามารถที่สังคมต้องการในทุกๆด้าน รวมทั้งต้องพัฒนาสถาบันการศึกษาด้านอาชีพ เช่น วิทยาลัยอาชีวะศึกษาและสถาบันเทคโนโลยีต่างๆให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นและใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในการฝึกอบการการผลิต การจัดการ การบริหาร เป็นต้น ซึ่งเป็นสาขาเร่งด่วนอันดับต้นที่ต้องการคนมีความสามารถจำนวนมาก โครงสร้างการอบรมแต่ละชนิดที่กิจการได้จัดทำขึ้นก็ต้องใช้ประโยชน์จากระบบการฝึกอบรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดึงเอาศักยภาพในการฝึกอบรมออกมา ช่วยให้พนักงานที่ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมมาเข้ารับการฝึกอบรมตามตำแหน่งหน้าที่


17. ระบบเวลาทำงานของของจีน

                รัฐธรรมนูญของจีนกำหนดว่า รัฐบาลเป็นผู้กำหนดระบบเวลาทำงานของพนักงาน กฎหมายแรงงานมาตรา 36 กำหนดว่า รัฐบาลปฏิบัติใช้ระบบเวลาในการทำงาน โดยให้ผู้ใช้แรงงานทำงานในแต่ละวันไม่เกิน 8 ชั่วโมง เฉลี่ย 1 สัปดาห์ไม่เกิน 44 ชั่วโมง

                ระบบเวลาทำงานของจีน มีกำหนดมานานตั้งแต่สมัยที่จีนยังใช้ “ข้อบังคับร่วม” ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นรัฐธรรมนูญ ว่า การดำเนินกิจการของรัฐหรือเอกชน โดยปกติจะใช้ระบบเวลาทำงาน 8-10 ชั่วโมง ต่อมาในปี 1952 เมื่องานฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคประชาชนเพิ่งจะเสร็จสิ้น สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดไว้ในประกาศเรื่อง “เกี่ยวกับการตัดสินปัญหาเรื่องการมีงานทำของผู้ใช้แรงงาน” ว่า “เพื่อเป็นการคุ้มครองสุขภาพของพนักงาน เพิ่มอัตราการผลิต และเพื่อขยายการมีงานทำ ควรมีการวางแผนและยืนหยัดการใช้ระบบเวลาทำงาน 8-10 ชั่วโมง กิจการของรัฐหรือของเอกชนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ที่ดำเนินการด้านเหมืองแร่ งานด้านการคมนาคมขนส่ง ควรใช้เวลาทำงาน 8 ชั่วโมง ส่วนการทำโอทีในกิจการของรัฐและเอกชนควรจะมีข้อจำกัดอย่างเข้มงวด ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน1956 สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศเรื่อง “ข้อกำหนดเกี่ยวกับกิจการก่อสร้างให้ปฏิบัติใช้ระบบเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน  ทุก 2 สัปดาห์ให้หยุด 3 วัน” โดยชี้ว่า เนื่องจากกิจการก่อสร้าง ณ เวลานั้น มีระบบเวลาทำงานที่ยุ่งเหยิงขาดเอกภาพ มีทั้งทำงาน 8 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงครึ่ง 9 ชั่วโมง แม้กระทั่ง10 ชั่วโมง และเนื่องจากเวลาในการทำงานที่ยาวนานเกินไป จะส่งผลต่อสุขภาพรวมถึงการเรียนเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของผู้ใช้แรงงาน ดังนั้นจึงกำหนดให้ นับแต่ 1 กรกฎาคม 1956 เป็นต้นไป ให้กิจการก่อสร้างทั้งหมดปฏิบัติใช้ระบบเวลาทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ทุก2 สัปดาห์หยุด 3 วัน แต่หลังจากยุคทศวรรษที่ 1970 มานี้ประเทศจีนได้มีการปฏิรูปเวลาทำงานของอาชีพหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับภูเขาสูง งานที่อยู่ใต้ดิน เคมี หลอมโลหะ ทอผ้า เป็นต้น ณ ปัจจุบัน กิจการทอผ้าใช้ระบบ 4 กะเปลี่ยน 3 รอบ เหมืองบ่อใช้ระบบ 4กะ กะละ 6 ชั่วโมง ส่วนอุตสาหกรรมเคมีได้อิงตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเคมีและสำนักงานใหญ่แรงงานแห่งชาติ ประกาศไว้เมื่อปี 1981 ในประกาศเรื่อง “เกี่ยวกับข้อคิดเห็นในการปฏิรูประบบเวลาทำงานของพนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับกิจการอุตสาหกรรมเคมีที่มีสารพิษ” ว่า สำหรับแรงงานที่ทำงานที่มีสารพิษมีอันตรายให้อิงกับสภาพเงื่อนไขพิเศษด้านการผลิต โดยใช้ระบบการทำงานอีกแบบคือ ทำงาน 3 วันหยุด 1 วัน และ ระบบทำงานวันละ 6-7 ชั่วโมง และยังมี“กำหนดการหมุนเวียนเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง” โดยให้หยุดหนึ่งเดือนครึ่งถึงสองเดือน แล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่   

                ตามการปฏิรูปและเปิดประเทศที่นับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบกฎหมายที่เกี่ยวกับเวลาทำงานของจีนก็ได้รับพัฒนาให้สมบูรณ์ตามไปด้วย วันที่ 24 มกราคม1994 สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศเรื่อง “เกี่ยวกับการกำหนดเวลาทำงานของพนักงาน” เพื่อให้พนักงานทำงานและพักผ่อนอย่างสมเหตุสมผล เป็นการปกป้องสิทธิในการพักผ่อนของพนักงาน กระตุ้นความกระตือรือล้นของพนักงาน อันเป็นการส่งเสริมการพัฒนาการสร้างสรรค์สังคมนิยมให้มีความทันสมัย และตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด มีการออกประกาศคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง “ประเทศจีนปฏิบัติใช้ระบบเวลาทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เฉลี่ยสัปดาห์ละ 44 ชั่วโมง” ซึ่งกำหนดว่า หากทำงานภายใต้เงื่อนไขหรือสภาพการณ์พิเศษจะต้องลดเวลาทำงานลงตามความเหมาะสม โดยให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องของประเทศ และยังกำหนดอีกว่า หากเนื่องจากลักษณะของงานและข้อจำกัดด้านหน้าที่ พนักงานที่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติงานโดยไม่มีการกำหนดเวลาที่แน่นอน พนักงานแต่ละคนจะต้องทำงานไม่เกิน 44 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ หลังจากที่มีการปฏิบัติใช้ระบบเวลาทำงานใหม่ได้ครึ่งปีแล้ว วันที่ 5 กรกฎาคม1994 ในการประชุมคณะกรรมาธิการสมัชชาผู้แทนประชาชนทั่วประเทศครั้งที่ 8 ของสมัยสมัชชาที่ 8 ได้มีมติให้ผ่าน “กฎหมายแรงงานแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน” กฎหมายแรงงานไม่เพียงแต่ยกเอาระบบเวลาทำงานแบบใหม่ให้เป็นระบบกฎหมายของประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังเน้นย้ำ “ระบบสองไม่เกิน” ในการทำงานคือ “ประเทศจีนใช้ระบบเวลาทำงานวันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง เฉลี่ยไม่เกิน 44 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์”


18. หน้าที่ที่ผู้ใช้แรงงานควรปฏิบัติ

               หน้าที่ของผู้ใช้แรงงานคือ ข้อกำหนดพฤติกรรมที่แน่นอนที่กฎหมายแรงงานกำหนดแก่ผู้ใช้แรงงาน ในการต้องกระทำหรือไม่กระทำอะไร สิทธิและหน้าที่เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด สิทธิใดๆจะเกิดขึ้นได้ก็มักมีการปฏิบัติหน้าที่เป็นเงื่อนไข ไม่มีสิทธิก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ และถ้าไม่มีหน้าที่ก็ไม่มีสิทธิ กฎหมายแรงงานของสาธารณรัฐประชาชนจีน มาตรา 3 วรรคที่2 กำหนดว่า ผู้ใช้แรงงานควรปฏิบัติหน้าที่การงานให้สำเร็จ พัฒนาทักษะทางวิชาชีพ ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน เคารพวินัยในการทำงานและจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ

                ผู้ใช้แรงงานมีหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่การงานให้สำเร็จ ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิในการมีงานทำ และทันทีที่ผู้ใช้แรงงานและหน่วยงานผู้ว่าจ้างมีความสัมพันธ์ด้านแรงงานเกิดขึ้น ก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ หน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือ หน้าที่ในการผลิตสร้างผลงานให้สำเร็จ นี่คือหน้าที่ในกรอบความสัมพันธ์ทางแรงงานที่กฎหมายกำหนดและถือเป็นหน้าที่บังคับ ถ้าผู้ใช้แรงงานไม่สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วง ก็หมายถึงผู้ใช้แรงงานทำผิดข้อตกลงในสัญญาจ้างงาน หน่วยงานผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้

                การพัฒนาทักษะทางวิชาชีพ ปฎิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน เคารพวินัยในการทำงานและจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ เป็นทั้งหน้าที่ของผู้ใช้แรงงาน และเป็นทั้งหลักประกันแก่ผู้ใช้แรงงานในการทำงานให้สำเร็จด้วย การที่ผู้ใช้แรงงานแข็งขันในการพัฒนาทักษะและความรู้ทางวิชาชีพและความสามารถในการทำงานจริง จะทำให้ตนเองกลายเป็นแรงงานผู้มีความชำนาญที่เหมาะสมกับการสร้างสรรค์สังคมนิยม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มระดับอัตราการผลิต เพิ่มความรวดเร็วในการสร้างสรรค์ระบบสังคมนิยม ผู้ใช้แรงงานจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของประเทศรวมถึงระเบียบที่กำหนดขึ้นโดยกิจการในด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน เพื่อเป็นการประกันความปลอดภัยในการดำเนินการผลิต อันจะเป็นการประกันความสำเร็จลุล่วงในภาระหน้าที่อีกที การเคารพวินัยในการทำงานและจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพเป็นเงื่อนไขอย่างต่ำที่สุดที่ผู้ใช้แรงงานจะต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญกำหนดว่า การเคารพวินัยในการทำงานมีความหมายสำคัญมากและเป็นหน้าที่พื้นฐานของพลเมือง วินัยในการทำงาน คือ กฎระเบียบในการทำงานที่ผู้ใช้แรงงานร่วมกันจะต้องร่วมปฏิบัติตาม ซึ่งวินัยนี้จะกำหนดให้ผู้ใช้แรงงานแต่ละคนปฏิบัติตามกฎเรื่องเวลา คุณภาพ ขั้นตอน และวิธีการในการรับผิดชอบงานของตนเองให้ลุล่วง ผู้ใช้แรงงานควรปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ หมั่นเพิ่มพูนสำนึกรับผิดชอบในการเป็นเจ้าของประเทศ ทำงานจริงจัง มุมานะและซื่อสัตย์ ทำงานที่กำหนดให้สำเร็จอย่างรักษาทั้งคุณภาพและปริมาณ เคารพวินัยในการทำงานอย่างมีสำนึกในตนเอง รักษาระบบระเบียบในการทำงาน จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพเป็นจริยธรรมที่ผู้ที่ทำงานแต่ละสาขาอาชีพควรเคารพปฏิบัติ จรรยาบรรณนี้เองเป็นตัวไกล่เกลี่ยความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมและความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ ซึ่งเกิดและพัฒนา ขึ้นภายใต้กิจกรรมการประกอบอาชีพ จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพก็คือ จริยธรรมทั่วไปของสังคมซึ่งปรากฏอยู่ในกิจกรรมทางอาชีพ โดยมีเงื่อนไขพื้นฐานคือ ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และรับผิดชอบต่อสังคม การเคารพวินัยในการทำงานและจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพถือเป็นสิ่งจำเป็นในการประกันว่าการผลิตจะดำเนินได้อย่างเป็นปกติและสามารถยกระดับอัตราการผลิตแรงงานได้ การผลิตแบบจำนวนมากในสังคมปัจจุบัน มีความจำเป็นที่ผู้ใช้แรงงานแต่ละคนจะต้องเคารพปฏิบัติตามวินัยในการทำงานอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นหลักประกันว่าแรงงานรวมหมู่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันจะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตแรงงาน การที่ผู้ใช้แรงงานปกปักรักษากิจการและขณะเดียวกันก็รักษาผลประโยชน์ส่วนบุคคล และตนเองก็ยังเป็นผู้เสนอสินค้าและบริการเพื่อรับใช้สังคม สิ่งเหล่านี้คือหน้าที่ที่กฎหมายในยุคปัจจุบันต้องการให้ผู้ใช้แรงงานปฏิบัติตาม  


19. สวัสดิการสำหรับผู้ใช้แรงงานที่ป่วยจากการประกอบอาชีพ

              หมายถึง ในระหว่างการทำงานผู้ใช้แรงงานได้รับอันตรายจากปัจจัยอันตรายต่างๆ จนเกิดเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ จึงควรได้รับสวัสดิการในการรักษาโรคจากการประกอบอาชีพตามที่กฎหมายกำหนด และหน่วยงานผู้ว่าจ้างควรปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศ จัดส่งผู้ป่วยที่เป็นโรคจากอาชีพเข้ารับการรักษา ฟื้นฟูสภาพร่างกายและตรวจสุขภาพตามกำหนดเวลา หน่วยงานผู้ว่าจ้างควรปรับตำแหน่งงานใหม่อย่างเหมาะสมให้แก่ผู้ป่วยที่ไม่เหมาะที่จะทำงานตำแหน่งเดิม ระบบประกันสังคมของผู้ป่วยที่เป็นโรคจากอาชีพ ในเรื่องการตรวจรักษา ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสุขภาพ ทุพพลภาพ รวมถึงการสูญเสียความสามารถในการทำงาน ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประเทศที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคมด้านการได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน

              นอกจากนี้ยังได้กำหนดหลักประกันแก่ผู้ที่ป่วยจากการประกอบอาชีพ หากเกิดกรณีพิเศษขึ้นอีก 3 ข้อ และยังมีการกำหนดชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายรวมถึงสิทธิที่ผู้ใช้แรงงานจะได้รับด้วย ดังต่อไปนี้

          1. ผู้ใช้แรงงานได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ แต่หน่วยงานผู้ว่าจ้างไม่ได้เข้าร่วมระบบประกันสังคม ค่ารักษาพยาบาลและหลักประกันด้านชีวิตให้หน่วยงานผู้ว่าจ้างแห่งล่าสุดเป็นผู้รับผิดชอบ เว้นแต่หากหน่วยงานผู้ว่าจ้างแห่งล่าสุดมีหลักฐานยืนยันว่า โรคจากการประกอบอาชีพนั้นๆเกิดจากการทำงานให้หน่วยงานอื่นก่อนหน้า ก็ให้หน่วนงานก่อนหน้านั้นๆเป็นผู้รับผิดชอบ
          2. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ เมื่อมีการเปลี่ยนงาน สวัสดิการที่พวกเขาได้รับตามกฎหมายก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
          3. หากหน่วยงานผู้ว่าจ้างเกิดเหตุการณ์แตกหรือควบรวมกิจการ เลิกกิจการ ล้มละลาย เป็นต้น ควรจะดำเนินการตรวจร่างกายให้กับผู้ใช้แรงงานที่ทำงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอันจะทำให้การเกิดโรคจากการประกอบอาชีพ และควรจัดการกับผู้ป่วยที่เป็นโรคจากการประกอบอาชีพอย่างเหมาะสมตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องได้กำหนดเอาไว้

คัดจาก คำอธิบายกฎหมายการป้องกันและรักษาโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน


20. เงื่อนไขที่ผู้ใช้แรงงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้

               การบอกเลิกสัญญาจ้างงาน หมายถึง สัญญาจ้างงานที่ยังไม่ครบกำหนดสัญญา แต่ผู้ใช้แรงงานเป็นผู้เรียกร้องให้ทั้งหน่วยงานผู้ว่าจ้างและผู้ใช้แรงงานหยุดปฏิบัติตามสัญญาก่อนกำหนด และจะสิ้นสุดความสัมพันธ์ด้านแรงงานที่ได้เซ็นในสัญญาจ้างงานร่วมกัน ตามที่กฎหมายแรงงานของจีนกำหนด ผู้ใช้แรงงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้ในสองกรณี

            1. ผู้ใช้แรงงานเสนอยกเลิกสัญญาจ้างงาน แต่จะต้องทำหนังสือแจ้งถึงหน่วยงานผู้ว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 30 วัน ในกรณีที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างไม่ได้ทำผิดสัญญาแต่ตัวผู้ใช้แรงงานต้องการบอกเลิกสัญญาเอง จะต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งแก่หน่วยงานผู้ว่าจ้างอย่างเป็นทางการล่วงหน้า 30 วัน ไม่สามารถบอกว่าลาออกและไปในทันทีได้
            2. ผู้ใช้แรงงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานกับหน่วยงานผู้ว่าจ้างได้ทุกเมื่อ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

                 1)  บอกยกเลิกสัญญาจ้างงานภายในระยะเวลาทดลองงาน ระยะเวลาทดลองงานไม่เพียงแต่เป็นระยะเวลาที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างใช้ทดสอบพนักงานที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ในทุกๆด้าน แต่ยังเป็นช่วงที่พนักงานใหม่สำรวจเงื่อนไขการทำงานของหน่วยงานผู้ว่าจ้างรวมถึงเรื่องของค่าจ้างด้วย ว่าถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือไม่ ภายในระยะเวลาทดลองงาน หากผู้ใช้แรงงานพบว่า สภาพความเป็นจริงของหน่วยงานผู้ว่าจ้างไม่ตรงตามที่แนะนำไว้กับเมื่อตอนทำสัญญา ผู้ใช้แรงงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานเมื่อใดก็ได้ ถ้าสาเหตุมาจากตัวผู้ใช้แรงงานเองที่ไม่มีความสามารถหรือไม่ชอบในงานนั้นๆ ขอเพียงอยู่ในช่วงระยะเวลาทดลองงานก็สามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้ทุกเมื่อ
                 2)  หน่วยงานผู้ว่าจ้างบังคับให้ทำงานโดยใช้ความรุนแรง คุกคาม หรือใช้วิธีจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลโดยผิดกฎหมาย “การใช้ความรุนแรง” หมายถึง การกระทำกับผู้ใช้แรงงานโดยการจับมัด กระชากลากฉุด ทุบตี หรือมีพฤติกรรมทำร้ายต่างๆ “คุกคาม” หมายถึง การกระทำกับผู้ใช้แรงงานด้วยความรุนแรงหรือใช้วิธีบังคับอื่นๆ เสรีภาพส่วนบุคคล หมายถึง ร่างกายของพลเมือง รวมไปถึงที่อยู่อาศัย เกียรติและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เป็นต้น จะต้องไม่ถูกรุกล้ำ ซึ่งเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งในบรรดาสิทธิเสรีภาพอื่นๆของความเป็นพลเมือง เป็นเงื่อนไขที่พลเมืองคนหนึ่งๆจะต้องมีก่อนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและในการใช้สิทธิด้านอื่นๆ เสรีภาพส่วนบุคคลของความเป็นพลเมืองจีนจะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมาตรา 37 กำหนดว่า “เสรีภาพส่วนบุคคลของพลเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีนจะต้องไม่ถูกรุกล้ำ หากไม่ได้ผ่านการอนุมัติหรือตัดสินจากสภาตรวจสอบแห่งประชาชน หรือผ่านความเห็นชอบจากศาลประชาชน โดยมีหน่วยงานของตำรวจเป็นผู้ดำเนินการจับกุม ไม่ว่าพลเมืองคนใดก็ตามจะไม่สามารถถูกจับกุมได้ ห้ามมิให้มีการกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือใช้วิธีการอื่นๆ เพิกถอนหรือจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลของพลเมือง” เพื่อการปฏิบัติใช้สิทธิดังกล่าว กฎหมายอาญาของจีน กฎหมายการฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นต้น ล้วนกำหนดอย่างเคร่งครัดในเรื่องเงื่อนไข และขั้นตอนในการจับกุมกักขังผู้ต้องหา  หากกิจการใดๆใช้วิธีการบังคับให้ทำงาน เช่น กักขังผู้ใช้แรงงานในสถานที่ที่จัดไว้อย่างมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อบังคับให้ทำงาน หรือไม่อนุญาตให้พวกเขาออกไปข้างนอก ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้ทุกเมื่อ และยังสามารถฟ้องร้องหาเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงโดยผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย
              3)  หน่วยงานผู้ว่าจ้างควรปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ถ้าหน่วยงานผู้ว่าจ้างไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานกฎข้อบังคับของประเทศหรือตามที่สัญญาจ้างงานกำหนดในการจัดสภาพการทำงาน อันจะทำให้ความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงานมีสภาพเลวร้าย ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายสุขภาพของพนักงานอย่างร้ายแรง รวมทั้งได้รับการยืนยันจากหน่วยงานด้านแรงงานหรือสาธารณสุข ผู้ใช้แรงงานก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้ 


21. เงื่อนไขที่ผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้

             เพื่อเป็นการประกันสิทธิของหน่วยงานผู้ว่าจ้างในการเลือกพนักงานด้วยตนเอง กฎหมายแรงงานได้กำหนดว่า หน่วยงานผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้โดยลำพัง ในกรณีดังต่อไปนี้

         1.  กฎหมายแรงงาน มาตรา 25 กำหนดว่า ถ้าผู้ใช้แรงงานมีลักษณะดังต่อไปนี้ หน่วยงานผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้

              1) ภายในระยะเวลาทดลองงาน ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เหมาะกับการรับเข้าทำงาน
              2) ฝ่าฝืนวินัยในการทำงาน หรือระบบกฎเกณฑ์ของหน่วยงานผู้ว่าจ้างอย่างร้ายแรง
              3) ขาดงาน ทำงานเอื้อผลประโยชน์ส่วนตน ทำให้หน่วยงานผู้ว่าจ้างเสียผลประโยชน์อย่างร้ายแรง
              4) ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

        2.  กฎหมายแรงงาน มาตรา 26 กำหนดว่า หากผู้ใช้แรงงานมีลักษณะดังต่อไปนี้ หน่วยงานผู้ว่าจากสามารถบอกเลิกสัญญาได้ โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 30 วัน

             1) ผู้ใช้แรงงานป่วยเป็นโรคหรือได้รับบาดเจ็บโดยที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน เมื่อรักษาครบกำหนดแล้ว ไม่สามารถรับภาระในการทำงานเดิมได้ และไม่สามารถทำงานอื่นที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างจัดให้ได้
             2) ผู้ใช้แรงงานไม่สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้ ถึงแม้จะผ่านการอบรมหรือเปลี่ยนตำแหน่งแล้วก็ตาม
             3) เมื่อสัญญาจ้างงานที่เซ็นไป แต่สถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงโดยไม่ได้เกิดจากตัวผู้ใช้แรงงานเอง ทำให้สัญญาจ้างงานฉบับเก่าไม่สามารถปฏิบัตใช้ได้ และเมื่อผ่านการปรึกษาหารือระหว่างทั้งสองฝ่ายแต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อตกลงได้

      3.  กฎหมายแรงงาน มาตรา 27 กำหนดไว้ว่า หากหน่วยงานผู้ว่าจ้างประสบกับภาวะใกล้ล้มละลาย หรือการดำเนินกิจการเกิดภาวะวิกฤต จำเป็นต้องลดจำนวนพนักงาน ควรแจ้งสภาพความเป็นจริงแก่พนักงานทั้งหมดล่วงหน้า 30 วัน รับฟังความคิดเห็นจากสหภาพหรือจากผู้ใช้แรงงาน และต้องผ่านการรายงานต่อหน่วยงานบริหารหลักประกันด้านแรงงานก่อน แล้วจึงค่อยดำเนินการลดพนักงาน 


22.  กฎเกณฑ์การจ่ายค่าจ้าง

       1. รูปแบบการจ่ายค่าจ้าง กฎหมายกำหนดให้เป็นเงิน ไม่สามารถใช้สิ่งของหรือใบแทนหนึ้ในการจ่ายได้
       2. ผู้รับค่าจ้าง จะต้องเป็นตัวผู้ใช้แรงงานเอง ตัวผู้ใช้แรงงานหากมีเหตุให้ไม่สามารถมารับเงินด้วยตนเอง ก็สามารถไหว้วานให้ญาติหรือผู้อื่นมารับแทนได้ ไม่ว่ากิจการจะใช้รูปแบบการจ่ายเงินแบบใด ล้วนจะต้องออกใบสลิปเงินเดือนแสดงแก่ผู้ใช้แรงงานด้วย และจะต้องมีการเซ็นรับเป็นหลักฐานกำกับ
       3. ระยะเวลาการจ่ายเงินเดือน อย่างน้อยออกเดือนละครั้ง ถ้ากิจการคิดค่าจ้างเป็นรายปี ควรแบ่งจ่ายเป็นรายเดือน ให้ชำระเมื่อถึงกำหนด และวันจ่ายเงินค่าจ้างจะต้องกำหนดชัดเจน ถ้าหากวันจ่ายค่าจ้างตรงกับวันหยุด วันเทศกาล ควรจ่ายในวันทำงานสุดท้ายก่อนหยุด หากกิจการมีพฤติกรรมจ่ายค่าจ้างเลยวันที่กำหนด ให้ถือว่าจ่ายค่าจ้างล่าช้า
       4. จำนวนค่าจ้างที่จ่าย คือ เท่าที่ผู้ใช้แรงงานทำตามที่ตกลงในสัญญาจ้างงาน ในกรณีที่ผู้ใช้แรงงานทำงานตามเวลาที่กฎหมายกำหนด กิจการควรจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนให้แก่ผู้ใช้แรงงาน หากจ่ายเงินไม่ครบเต็มจำนวนแก่ผู้ใช้แรงงานโดยไม่มีเหตุอันควร ถือว่า โกงเงินเดือน การโกงเงินเดือนนอกจากกิจการจะต้องจ่ายส่วนที่หักไปคืนแล้ว ยังต้องชดเชยเงินแก่ผู้ใช้แรงงานตามที่กำหนดไว้ด้วย      


23. การเปลี่ยนตำแหน่งของผู้ใช้แรงงานในระหว่างสัญญาจ้างงานยังไม่สิ้นสุด 
   
           ผู้ว่าจ้างสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของผู้ใช้แรงงานในระหว่างสัญญาจ้างงานได้ในสองกรณี   ตามประกาศของสำนักงานบริหารของกระทรวงแรงงาน(เดิม) ปี 1996 ฉบับที่ 100 เรื่อง “หนังสือตอบกลับเรื่องปัญหาที่เกี่ยวกับการเกิดกรณีพิพาทด้านแรงงานระหว่างผู้ใช้แรงงานกับผู้ว่าจ้างอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนตำแหน่งงาน” ดังที่กำหนดต่อไปนี้ ผู้ว่าจ้างสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของผู้ใช้แรงงานได้ เมื่อ

       1. หลังจากทำสัญญาแล้ว หากสถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงโดยไม่ได้เกิดจากตัวผู้ใช้แรงงานเอง เช่น สภาพการดำเนินการผลิตของกิจการเกิดปัญหาอย่างหนัก จำเป็นต้องปรับตำแหน่งของพนักงาน แต่ตำแหน่งงานที่จะเปลี่ยนให้ ควรผ่านความเห็นชอบจากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายก่อน หากตกลงกันไม่ได้ ก็สามารถบอกยกเลิกสัญญาจ้างงานได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย
       2. ถ้าเนื่องจากผู้ใช้แรงงานไม่สามารถรับผิดชอบงานให้สำเร็จได้ ผ้ว่าจ้าง สามารถใช้สิทธิของตนตัดสินเปลี่ยนตำแหน่งให้ผู้ใช้แรงงานได้  


24. การสิ้นสุดของสัญญาจ้างงาน

            การสิ้นสุดสัญญาจ้างงาน คือ การสิ้นสุดผลทางกฎหมายของสัญญาจ้างงาน หากกล่าวตามความหมายอย่างแคบล้ว การสิ้นสุดสัญญาจ้างงานหมายถึง การที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ที่ระบุในสัญญาจ้างงานเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และยิ่งกว่านั้นก็ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของคู่สัญญาเสนอให้มีการสานต่อนิติกรรมความสัมพันธ์ด้านแรงงาน หากพูดในความหมายอย่างกว้าง การสิ้นสุดสัญญารวมถึงการบอกยกเลิกสัญญาจ้างงานด้วย แต่ที่จะกล่าวต่อไปนี้จะหมายถึงความหมายแคบ

           หลังจากมีการทำสัญญาจ้างงานแล้ว คู่สัญญาสองฝ่ายจะไม่สามารถบอกเลิกดสัญญาได้ตามใจชอบ แต่จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายแรงงานอนุญาตตามเงื่อนไขดังที่จะกล่าวต่อไป คู่สัญญาจึงจะสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้

         1. สัญญาจ้างงานถึงอายุครบกำหนด คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ สัญญาจึงเสร็จสิ้นโดยตัวของมันเอง
         2. มีการปรากฏขึ้นของเงื่อนไขที่จะทำให้สัญญาสิ้นสุดตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจ้างงาน สัญญาจึงเป็นอันสิ้นสุดลง เช่น เมื่อพนักงานเซ็นสัญญากับหน่วยงานผู้ว่าจ้าง โดยมีข้อตกลงที่ผ่านการเห็นชอบจากหน่วยงานผู้ว่าจ้างว่า พนักงานสามารถเข้าร่วมการสอบคัดเลือกระดับประเทศเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ ถ้าพนักงานสามารถสอบเข้าเป็นนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันอาชีวะได้ สัญญาจ้างงานที่เซ็นไว้กับหน่วยงานผู้ว่าจ้างให้ถือว่ายกเลิก หากอยู่ภายในระยะเวลาของสัญญา ทันทีที่พนักงานสอบเข้าสถาบันอุดมศึกษาหรืออาชีวะศึกษาได้ เขาก็จะสิ้นสุดสัญญาจ้างงานกับกิจการทันที แต่สิ่งที่จะต้องชี้แจงในที่นี้คือ ถ้าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำข้อตกลงเอาไว้ตอนทำสัญญา หากพนักงานสอบเข้าสถาบันอุดมศึกษาหรืออาชีวะศึกษาได้ ก็สามารถปรึกษาหารือกับกิจการได้ ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างเห็นชอบ ก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้เช่นกัน

        สัญญาจ้างงานสิ้นสุดลงได้ผลกฎหมาย  เกิดได้ในกรณีดังต่อไปนี้

       (1) คู่สัญญาฝ่ายผู้ใช้แรงงานถึงแก่กรรม ทำให้ไม่สมารถปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาได้อีกต่อไป สัญญาจึงสิ้นสุด
       (2) สัญญาจ้างงานที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติ แต่กิจการถูกปิด พนักงานจะได้รับการจัดสรรงานให้โดยผ่านหน่วยงานที่ดูแลเรื่องแรงงาน สัญญาจ้างเดิมระหว่างกิจการกับพนักงานเป็นอันสิ้นสุด
       (3) ขณะที่สัญญาจ้างงานอยู่ระหว่างการปฏิบัติ ถ้ากิจการประกาศล้มละลายโดยอาศัยกฎหมายล้มละลาย เมื่อกิจการประกาศล้มละลาย แสดงให้เห็นถึงการที่กิจการไม่สามารถปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างงานได้ สัญญาจ้างงานจึงต้องสิ้นสุดลง
       (4) เมื่อผู้ว่าจ้างรับพนักงานเข้ามาโดยฝ่าฝืนกฎหมายกฎระเบียบที่กำหนด กระทำการโดยพลการอันเป็นการมิชอบ รับพนักงานอย่างผิดกฎหมาย หากถูกพบจะต้องให้ลาออก สัญญาระหว่างหน่วยงานกับพนักงานจึงเป็นอันสิ้นสุดตามไปด้วย    


25. การบอกเลิกสัญญาจ้างงานก่อนสัญญาครบกำหนด

             การบอกเลิกสัญญาจ้างงานหมายถึง การที่คู่สัญญาสองฝ่ายเสนอให้สิ้นสุดผลทางกฎหมายของสัญญาจ้างงาน ให้ยกเลิกความสัมพันธ์ทางสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายก่อนเวลาที่กำหนด กฎหมายแรงงานของจีนกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้มีอยู่ 2 กรณี คือ กรณีที่ผู้ใช้แรงงานมีความผิดและผู้ใช้แรงงานไม่มีความผิด ดังที่กำหนดไว้ต่อไปนี้

              1. กฎหมายแรงงานมาตรา 25 กำหนดว่า ถ้าผู้ใช้แรงงานมีลักษณะดังต่อไปนี้ ผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้

                  (1)  ภายในระยะเวลาทดลองงานพบว่าผู้ใช้แรงงานไม่เหมาะกับเงื่อนไขที่รับเข้าทำงาน (ระยะเวลาทดลองงานหมายถึง ช่วงเวลาที่จำกัดซึ่งผู้ว่าจ้างใช้ทดสอบพนักงานที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ ในด้านต่างๆ เช่นคุณธรรม ท่าทีในการทำงาน ความสามารถที่แท้จริงในการทำงาน สภาพร่างกาย เป็นต้น ตามระบบการาจ้างงาน ตามที่กฎหมายแรงงานของประเทศจีนกำหนด ในสัญญาจ้างงานสามารถมีการกำหนดระยะเวลาทดลองงานได้ สำหรับระยะเวลาในการทดลองงานนั้นให้กำหนดแตกต่างกันไปตามสภาพความเป็นจริงของแต่ละกิจการ แต่ระยะเวลาการทดลองงานที่นานที่สุดจะต้องไม่เกิน 6 เดือน หากในระยะเวลาทดลองงาน ถ้าพบว่าพนักงานมีเงื่อนไขไม่สอดคล้องกับการรับเข้าทำงาน เช่น เงื่อนไขทางสุขภาพ ระดับการศึกษา ความสามารถในการทำงานจริงไม่สอดคล้องกับงานที่จะให้ทำ ผู้ว่าจ้างมีสิทธิในการบอกเลิกสัญญาจ้างงานเพื่อเป็นการรักษาคุณภาพของบรรดาพนักงาน และเพื่อพัฒนาอัตราการผลิตอย่างต่อเนื่อง
                 (2)  เมื่อลูกจ้างฝ่าฝืนวินัยในการทำงานหรือระบบกฎเกณฑ์ของผู้ว่าจ้างอย่างร้ายแรง เพราะวินัยในการทำงานเป็นกรอบและมาตรฐานที่พนักงานที่ใช้แรงงานร่วมกันต้องเคารพปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด พฤติกรรมฝ่าฝืนวินัยในการทำงานหรือระบบกฎเกณฑ์ของผู้ว่าจ้างที่สำคัญประกอบด้วย การฝ่าฝืนวินัยในการทำงานอย่างร้ายแรง มักจะมาสาย เลิกก่อน ขาดงาน ไม่กระตือรือล้นในการทำงาน อันจะมีผลกระทบต่อการผลิตและระเบียบในการทำงาน ไม่จริงจังในการทำงาน ฝ่าฝืนกฎด้านการปฏิบัติการทางเทคนิคหรือกฎด้านความปลอดภัย ทำเครื่องมืออุปกรณ์เสียหาย ทำให้สิ้นเปลืองวัตถุดิบและทรัพยากร มีท่าทีในการบริการแย่ มักมีเรื่องทะเลาะกับลูกค้าหรือทำให้ผู้บริโภคเสียผลประโยชน์ เมื่อพนักงานมีพฤติกรรมด้งกล่าวข้างต้น กิจการควรอบรมพนักงานอย่างเร่งด่วน หรือให้บทลงโทษตามสมควรตามที่กำหนดไว้ใน “ข้อกำหนดการให้รางวัลและลงโทษพนักงานของกิจการ” ถ้าให้การอบรมหรือลงโทษแล้ว พนักงานยังไม่แก้ไขข้อผิดพลาด ผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้โดยตรง และไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนในการแจ้งล่วงหน้าก่อนแล้วค่อยบอกเลิกสัญญา
                   (3)  เมื่อลูกจ้างไม่รับผิดชอบงานอย่างร้ายแรง ทำงานพลการโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักแก่หน่วยงานผู้ว่าจ้าง พฤติกรรมสำคัญที่เข้าข่ายนี้ ประกอบด้วย ทำงานไม่จริงจัง ขัดคำสั่ง จนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ทำให้เกิดการเสียชีวิตและทรัพย์สิน ใช้สิทธิในหน้าที่อย่างไม่มีเหตุผล ฝ่าฝืนนโยบาย ฝ่าฝืนวินัยทางการเงินและหลบเลี่ยงภาษี หาผลประโยชน์เข้าตนทำให้ส่วนรวมเสียหายจนทำให้กิจการเกิดความเสียหายทางการเงิน ละโมบ ยักยอก ทำให้กิจการได้รับความเสียหายแต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นอาชญากรรม หากพนักงานมีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น กิจการมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยตรง และไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนในการแจ้งล่วงหน้าก่อนแล้วค่อยบอกเลิกสัญญา 
                   (4)  ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ถ้าผู้ใช้แรงงานทำผิดกฎหมายจนถึงขั้นเป็นอาชญากรรม ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย กิจการมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้
      ตามที่กล่าวมาสี่ข้อข้างต้น เป็นลักษณะของการที่ผู้ใช้แรงงานมีความผิด ถ้าผู้ใช้แรงงานมีพฤติกรรมตรงกับที่กล่าวข้างต้นข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างเมื่อใดก็ได้ ไม่ต้องทำเรื่องแจ้งล่วงหน้าก่อน 1เดือน และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆทั้งสิ้นแก่ผู้ใช้แรงงาน

             2. กฎหมายแรงงานมาตรา 26 กำหนดว่า ถ้าผู้ใช้แรงงานมีลักษณะดังต่อไปนี้ กิจการสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้

                  (1) ผู้ใช้แรงงานป่วยหรือได้รับบาดเจ็บที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน เมื่อรักษาครบกำหนดแล้วก็ไม่สามารถทำงานในตำแหน่งเดิมได้ และไม่สามารถทำงานอื่นๆที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างจัดให้ได้ ตามที่กำหนดใน “ข้อกำหนดชั่วคราวเรื่องระบบสัญญาจ้างงานที่วิสาหกิจของรัฐปฏิบัติใช้” ว่า ในระบบสัญญาจ้างงาน ถ้าผู้ใช้แรงงานป่วยหรือได้รับบาดเจ็บที่ไม่ได้เกิดที่เกิดจากการทำงาน โดยทั่วไปให้เวลาพักรักษา 3 เดือนถีง 1 ปี ถ้าหากพนักงานทำงานในหน่วยงานนั้นๆ 20 ปีขึ้นไป ระยะเวลาพักรักษาตัวอาจขยายให้นานขึ้นได้ตามความเหมาะสมของโรคนั้นๆ สำหรับผู้ที่รักษาตัวครบกำหนดแล้ว ยังไม่สามารถทำงานเดิมหรืองานอื่นที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างกำหนดให้ได้ กิจการมีสิทธิยกเลิกสัญญาจ้างงานได้
                  (2) ผู้ใช้แรงงานที่ผ่านการอบรมหรือปรับตำแหน่งแล้ว แต่ยังไม่สามารถรับผิดชอบงานให้สำเร็จได้
                  (3) เมื่อสัญญาจ้างงานที่เซ็นไป แต่สถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงโดยไม่ได้เกิดจากตัวผู้ใช้แรงงานเอง ทำให้สัญญาจ้างงานเดิมไม่สามารถปฏิบัติใช้ได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสามารถเปลี่ยนเนื้อหาของสัญญาได้ การเปลี่ยนแปลงสัญญาต้องผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายจึงจะกระทำได้ หากคู่สัญญาปรึกษากันแล้วไม่สามารถหาข้อตกลงได้ กิจการก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างงาน
                   ตามที่กล่าวมาข้างต้นสามข้อ เป็นลักษณะของการที่ผู้ใช้แรงงานไม่มีความผิด เมื่อผู้ใช้แรงงานไม่มีความผิด แต่ผู้ว่าจ้างต้องการบอกเลิกสัญญาจ้างงาน จะต้องแจ้งกับพนักงานล่วงหน้าอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน 30 วัน และยังต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ใช้แรงงานตามอายุงานที่ผู้ใช้แรงงานทำงานในหน่วยงานนั้นด้วย
 สิ่งที่จำเป็นต้องกล่าวอีกเรื่องคือ ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด  เมื่อผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญา หากสหภาพแรงงานเห็นว่าไม่ชอบด้วยเหตุผล ก็มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้ ถ้าผู้ว่าจ้างฝ่าฝืนกฎหมายกฎข้อบังคับ หรือทำผิดสัญญาจ้างงาน สหภาพแรงงานมีสิทธิเรียกร้องให้มีการทบทวนใหม่ได้ หากผู้ใช้แรงงานยื่นเรื่องหรือฟ้องร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวของทำการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพ่ทแรงงาน  สหภาพแรงงานมีหน้าที่ต้องให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ การกระทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาความชอบธรรมของผู้ประกอบการ ช่วยให้กิจการใช้สิทธิในการบริหารได้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นประโยชน์ต่อการที่สิทธิตามกฎหมายของพนักงานจะไม่ถูกรุกล้ำ อันจะเป็นการช่วยรักษาอารมณ์และจิตใจของพนักงานให้มีความมั่นคงอีกด้วย


26.  สัญญาจ้างงานที่เป็นโมฆะ

              สิ่งสำคัญ คือ เวลาทำสัญญาจ้างงานให้ยืนหยัดหลักการถูกต้องตามกฎหมาย คือ เมื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายปรึกษาหารือในการกำหนดรายละเอียดของเนื้อหาในสัญญา จะต้องเคารพกฎหมายและกฎระเบียบของฝ่ายบริหารอย่างเคร่งครัด เช่น ถ้ารับพนักงานที่ยังอายุไม่ถึง 16 ปีเต็มเข้ามา ก็เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่ว่าห้ามใช้แรงงานเด็กแล้ว ถ้าในสัญญากำหนดว่า พนักงานสตรีห้ามมีการแต่งงานและตั้งครรภ์ หากพนักงานนั้นอยู่ในวัยที่กฎหมายอนุญาตก็ถือว่าขัดกับ กฎหมายประกันสิทธิสตรี และกฎหมายการสมรส เป็นต้น หรือถึงขนาดมีสัญญาบางฉบับกำหนดว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาการบาดเจ็บจากการทำงานพนักงานจะต้องออกเอง หรือ ครึ่งปีจ่ายค่าจ้างหนึ่งครั้ง หรือ หากป่วยหรือได้รับบาดเจ็บที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานพนักงานต้องออกค่าใช้จ่ายเอง เป็นต้น พวกนี้ยิ่งถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายและกฎระเบียบที่ฝ่ายบริหารกำหนดได้

              นอกจากนี้ การทำสัญญาจ้างงานจะต้องยึดหลักการเรื่องความเสมอภาค สมัครใจ และปรึกษาร่วมจนเห็นพ้องต้องกัน จะเป็นการหลีกเลี่ยงสัญญาตกเป็นโมฆะ นับแต่วันที่เกิดความสัมพันธ์ด้านแรงงาน ฐานะของผู้ว่าจ้างและผู้ใช้แรงงานจะเท่าเทียมกัน การกำหนดรายละเอียดแต่ละข้อของสัญญา จะต้องผ่านการปรึกษาและเห็นพ้องกันของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่อาจทำสัญญาโดยใช้การบีบบังคับหรือใช้วิธีหลอกลวง คุกคาม เป็นต้น เช่น มีผู้ใช้แรงงานบางคนใจเร็วด่วนอยากได้งานทำ จึงยอมรับข้อตกลงที่ไม่ยุติธรรมที่ผู้ว่าจ้างกำหนดทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ นอกจากนี้ ยังมีผู้ว่าจ้างบางแห่ง ไม่มีความจริงใจหรือแนะนำหน่วยงานของตนเกินจริงโดยหมายล่อลวงให้ผู้ใช้แรงงานทำสัญญา และยังมีผู้ใช้แรงงานบางคนปิดบังสภาพความเป็นจริงของตนเองกับผู้ว่าจ้างในการเซ็นสัญญาจ้างงาน เป็นต้น เหล่านี้ล้วนทำให้จ้างงานสัญญานั้นตกเป็นโมฆะนับแต่วันที่ทำสัญญาแล้ว ผลก็คือ เป็นการเสียสิทธิตามกฎหมายของทั้งสองฝ่าย  

 
27.  การทำสัญญาจ้างงานซ้อน

               ประกาศกระทรวงแรงงาน(เดิม) ปี 1996 ฉบับที่ 354 เรื่อง “แจ้งให้ทราบถึงปัญหาบางประการเกี่ยวกับการปฏิบัติใช้ระบบสัญญาจ้างงาน” กำหนดว่า ผู้ว่าจ้างควรตรวจสอบหลักฐานการสิ้นสุดสัญญาจ้างงานของพนักงานที่เพิ่งรับเข้ามา รวมถึงหลักฐานอื่นๆที่แสดงว่า พนักงานคนนั้นๆไม่มีความสัมพันธ์ด้านแรงงานกับหน่วยงานใดๆ จึงจะสามารถเซ็นสัญญาจ้างงานได้ หน่วยงานผู้ว่าจ้างควรปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงการรับผู้ใช้แรงงานที่ยังไม่ยุติความสัมพันธ์ด้านแรงงานกับหน่วยงานอื่นเข้ามา จนเกิดเป็นการรับภาระหน้าที่ทับซ้อน

 

 
 
 
  [ หน้าที่ 1 ]  
   
   
 

Copy Right © 2009 www.chineselawclinic.moc.go.th All Rights Reserved
เจ้าของลิขสิทธ์:สำนักงานยุทธศาสตร์การพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์
บริษัท ที่ปรึกษากฎหมายฟาร์อีสต์ จำกัด ,บริษัท โซซิโอ-เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัด