ข้อมูล
  รู้ก่อนไปจีน
  ข้อมูลทั่วไป
  ยุทธศาสตร์
  กฎหมายทั่วไป
  กฎหมายการค้า
  กฎหมายการลงทุน
  กฎหมายเฉพาะ
  ข้อตกลงไทย-จีน
  การจัดตั้งบริษัท
  ทรัพย์สินทางปัญญา
  การขอฉลากสินค้า
  การตรวจสินค้านำเข้า
  ภาษีธุรกิจต่างชาติ
  บริษัทนำเข้า-ส่งออก
  ระบบการชำระเงินการค้าระหว่างประเทศ
  เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  ระบบระงับข้อพิพาทและฟ้องคดี
  อาเซียน - จีน
  กฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติ
  กฎระเบียบบริหาร
  คำพิพากษาศาลประชาชนสูงสุด
  กฎระเบียบท้องถิ่น
USER ID :
PASSWORD :
     
     
 
 
 

 
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับข้อมูลจีนใน Chinese Law Clinic





 
Untitled Document
.....ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ศูนย์ความรู้เพื่อการค้าและการลงทุนกับจีน....
ถาม - ตอบปัญหากฎหมายการค้าการลงทุนในจีน โดย นายวิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์
 
กฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติ >> กฎหมายบริษัทจำกัด (ตัวบท)
     
 
คำสั่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
หมายเลข 29
 
             คำประกาศของคณะกรรมาธิการแห่งสภาผู้แทนประชาชนว่าด้วยการทบทวนแก้ไขกฎหมายบริษัท  ซึ่งได้รับรองในการประชุมคณะกรรมาธิการครั้งที่ 13 ของการประชุมใหญ่สภาผู้แทนประชาชนสมัยที่ 9  เมื่อวันที่  25  ธันวาคม ค.ศ. 1999   บัดนี้  ขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน  และกฎหมายบริษัทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งคำประกาศนี้ให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ได้ประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

                                   เจียง เจ๋อหมิน
                                ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
              วันที่  25  ธันวาคม ค.ศ. 1999  
 

คำประกาศของคณะกรรมาธิการแห่งสภาผู้แทนประชาชน
ว่าด้วยการทบทวนแก้ไขกฎหมายบริษัทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 
(รับรองในการประชุมคณะกรรมาธิการครั้งที่ 13 ของการประชุมใหญ่สภาผู้แทนประชาชนสมัยที่ 9  เมื่อวันที่  25  ธันวาคม ค.ศ. 1999)  
  
       ด้วยในการประชุมคณะกรรมาธิการครั้งที่ 13 ของการประชุมใหญ่สภาผู้แทนประชาชนสมัยที่ 9  ในการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายบริษัทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเสนอโดยสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้มีมติเห็นชอบให้แก้ไขบทบัญญัติในกฎหมายบริษัท ดังต่อไปนี้
 
         ข้อ 1  ให้แก้ไขมาตรา  67  เป็นดังนี้ “ให้คณะผู้กำกับตรวจสอบของบริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ  ประกอบด้วยบุคคลที่แต่งตั้งโดยสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นส่วนใหญ่  หรือโดยสถาบันหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากสำนักนายกรัฐมนตรี   และให้รวมถึงผู้แทนพนักงานและคนงานของบริษัท    องค์คณะของคณะผู้กำกับตรวจสอบ ให้มีไม่น้อยกว่า  3  คน   คณะผู้กำกับตรวจสอบพึงใช้อำนาจหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในมาตรา  54  (1) และ (2)  ของกฎหมายฉบับนี้  และใช้อำนาจหน้าที่อื่นตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด
         ให้ผู้กำกับตรวจสอบเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหาร โดยไม่มีสิทธิ์ออกเสียง
         ห้ามมิให้กรรมการบริหาร  ผู้จัดการ ตลอดจนบุคคลที่รับผิดชอบด้านการเงินของบริษัท ดำรงตำแหน่ง ผู้กำกับตรวจสอบในเวลาเดียวกัน”
         ข้อ 2  ให้เพิ่มวรรค 2 ในมาตรา 229 ดังนี้ “ในส่วนที่เกี่ยวกับบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงสมัยใหม่  สัดส่วนการลงทุนในรูปของสิทธิในการใช้ทรัพย์สินโรงงาน หรือเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้จดสิทธิบัตรที่นำมาประเมินมูลค่าเป็นเงินทุนจดทะเบียนของบริษัท   ในการกำหนดเงื่อนไขที่บริษัทต้องบรรลุเพื่อการออกหุ้นใหม่  หรือใช้เพื่อขอนำหุ้นออกขายในตลาดหลักทรัพย์  ให้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะโดยสำนักนายกรัฐมนตรี”
         ให้มีการแก้ไขกฎหมายบริษัทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนตามที่ได้กล่าวไว้ในคำประกาศและได้ประกาศใช้บังคับ
         เป็นการดีสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงสมัยใหม่  เพื่อสนับสนุนบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงสมัยใหม่   (ในกรณีเงื่อนไขอนุญาตให้ทำได้) ในความพยายามที่จะเข้าตลาดหุ้นเพื่อแสวงหาแหล่งทุนโดยตรง   ฉะนั้น บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงสมัยใหม่  ที่ประสงค์จะใช้ประโยชน์จากตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มทุนในการพัฒนา  จะต้องยึดมั่นในนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐและมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขของการใช้เทคโนโลยีระดับสูงสมัยใหม่   ในแง่ของลักษณะบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงสมัยใหม่  ก็ให้มีการจัดตั้งเครือข่ายเป็นการเฉพาะขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ปัจจุบันเพื่อการค้าหุ้นของบริษัทที่เสนอขายในตลาดหลักทรัพย์    และเนื่องจากยังขาดประสบการณ์ในงานด้านนี้  โดยมิพักต้องกล่าวถึงความเสี่ยงที่ตามมา  ขอให้ดำเนินงานนี้ด้วยความกระตือรือร้น อย่างต่อเนื่อง  เป็นระบบ และมีการวางแผนที่ดี
         คำประกาศนี้ ให้มีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ได้มีการประกาศให้ใช้คำประกาศนี้  
 
         --------------------------------

กฎหมายบริษัทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
 

(ได้มีการรับรองในการประชุมคณะกรรมาธิการครั้งที่ 5  ของการประชุมใหญ่สภาผู้แทนประชาชนสมัยที่ 8 เมื่อวันที่  29  ธันวาคม  ค.ศ. 1993  และแก้ไขเพิ่มเติมในการประชุมกรรมาธิการ ครั้งที่ 13 ของการประชุมใหญ่สภาผู้แทนประชาชนสมัยที่ 9  เมื่อวันที่  25  ธันวาคม ค.ศ. 1999  ตามคำประกาศแก้ไขกฎหมายบริษัท แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน )
 
 
สารบัญ
 
หมวดที่  1  บททั่วไป
 
หมวดที่  2  การก่อตั้งบริษัทและโครงสร้างบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป 
                  ตอนที่ 1  การก่อตั้ง
                  ตอนที่ 2  โครงสร้างด้านองค์กร
                  ตอนที่ 3  บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ
หมวดที่  3  การก่อตั้งบริษัทและโครงสร้างบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม
                 ตอนที่ 1  การก่อตั้ง
                 ตอนที่ 2  การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
                 ตอนที่ 3  คณะกรรมการบริหารและผู้จัดการ 
                 ตอนที่ 4  คณะผู้กำกับตรวจสอบ
หมวดที่  4  การออกหุ้นและการโอนหุ้นในบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม
                 ตอนที่ 1  การออกหุ้น
                 ตอนที่ 2  การโอนหุ้น
                 ตอนที่ 3  บริษัทที่ขึ้นบัญชีในตลาดหลักทรัพย์
 
หมวดที่  5  หุ้นกู้ของบริษัท
หมวดที่  6  การเงินและบัญชีของบริษัท
หมวดที่  7  การควบรวมและการแยกบริษัท
 
หมวดที่  8  การล้มละลาย  เลิกบริษัท และการชำระบัญชีบริษัท
 
หมวดที่  9  สาขาบริษัทต่างชาติ
หมวดที่ 10 ความรับผิดทางกฎหมาย
หมวดที่ 11 บทเฉพาะกาล
 
 
หมวดที่  1  บททั่วไป
 
           มาตรา 1   กฎหมายนี้ตราขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองตอบความต้องการในการจัดตั้งระบบวิสาหกิจสมัยใหม่  เพื่อให้องค์กรและกิจกรรมของบริษัทมีมาตรฐาน   เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัท  ผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้   เพื่อรักษาระเบียบทางสังคมเศรษฐกิจ  รวมทั้ง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยม
 
           มาตรา 2  คำว่า  “บริษัท” ที่ระบุในกฎหมายฉบับนี้ หมายถึง บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป หรือ บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ที่จัดตั้งขึ้นภายในอาณาเขตของสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้กฎหมายฉบับนี้
 
             มาตรา 3  “บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป” หรือ “บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม” เป็นวิสาหกิจนิติบุคคล
            ในกรณีของบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป ผู้ถือหุ้นเป็นผู้รับผิดชอบต่อบริษัทเท่ากับมูลค่าเงินทุนที่ลงไป   และบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบในหนี้สินต่าง ๆ เท่ากับทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัท
            ในกรณีของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม เงินทุนทั้งหมดจะถูกแบ่งเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน  ผู้ถือหุ้นเป็นผู้รับผิดชอบต่อบริษัทเท่ากับจำนวนหุ้นที่ตนถือไว้     และบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบในหนี้สินต่าง ๆ เท่ากับทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัท
 
            มาตรา  4  ให้ผู้ถือหุ้นในบริษัท พึงได้รับสิทธิความเป็นเจ้าของตามจำนวนเงินลงทุนที่ได้ลงไป ในการรับประโยชน์จากทรัพย์สินบริษัท  ตลอดจนเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ และเลือกสรรพนักงานฝ่ายบริหาร  ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามปริมาณเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นนั้นในบริษัท 
            บริษัท พึงได้รับสิทธิในบรรดาทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทในฐานะนิติบุคคล ที่เกิดจากการลงทุนของผู้ถือหุ้น  และพึงได้รับสิทธิทางแพ่งและรับผิดทางแพ่งภายใต้กฎหมาย 
            กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เป็นของรัฐในบริษัทนั้น ๆ  ให้ตกเป็นของรัฐ
 
           มาตรา  5  บริษัท พร้อมด้วยบรรดาทรัพย์สินของบริษัทในฐานะนิติบุคคล พึงดำเนินการอย่างอิสระ และรับผิดชอบในผลกำไรและขาดทุนภายใต้กฎหมาย 
            ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ   บริษัทพึงดำเนินการและผลิตอย่างเป็นอิสระ โดยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด  เพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความสามารถในการผลิตของแรงงาน  รวมทั้ง ดำรงรักษาและเพิ่มมูลค่าของทรัพย์สินบริษัท
 
           มาตรา  6  ให้มีกลไกการจัดการภายในบริษัทขึ้น  ซึ่งได้มีการระบุอย่างชัดเจนในเรื่องการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ  การจัดการแบบวิทยาศาสตร์  ตลอดจนรวบรวมเรื่องที่บริษัทสนับสนุนและไม่สนับสนุนให้ดำเนินการ
 
          มาตรา  7  ให้รัฐวิสาหกิจที่แปรรูปเป็นบริษัท  ดำเนินการแปลงกลไกการจัดการและค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนบัญชีทรัพย์สินและเงินทุน  ผ่อนปรนด้านทรัพย์สินทางปัญญา  ดำเนินการหักล้างหนี้สิน ประเมินทรัพย์สินและจัดตั้งกลไกการจัดการภายในบริษัทให้เป็นมาตรฐานตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎหมายและกฎระเบียบด้านการบริหาร
 
         มาตรา  8  การก่อตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป หรือบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม พึงดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในบทบัญญัติของกฎหมายนี้   บริษัทที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้  ให้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป หรือบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม   ในส่วนของบริษัทที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามเงื่อนไขกฎหมายนี้  ไม่อาจจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป หรือบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม 
         หากตามกฎหมายหรือกฎระเบียบด้านการบริหาร บังคับให้การก่อตั้งบริษัทต้องผ่านหน่วยงานตรวจสอบและอนุมัติก่อน ให้ดำเนินการขอรับการตรวจสอบและอนุมัติให้เสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมายก่อน  จึงขอจดทะเบียนบริษัทดังกล่าวต่อไป
 
         มาตรา  9  ให้บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายนี้   ระบุข้อความ  “บริษัทจำกัดความรับผิด” อย่างชัดเจนที่ชื่อของบริษัท 
         ให้บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายนี้  ระบุข้อความ  “บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม” อย่างชัดเจนที่ชื่อของบริษัท
 
         มาตรา 10  ภูมิลำเนาของบริษัท คือสถานที่ที่สำนักงานบริหารแห่งใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่
 
         มาตรา 11  ในการจัดตั้งบริษัทขึ้น  ร่างข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายฉบับนี้   ข้อกำหนดดังกล่าว จะต้องมีอำนาจผูกพันบริษัท  ผู้ถือหุ้น  กรรมการบริหาร  ผู้กำกับตรวจสอบ และ ผู้จัดการ 
         วัตถุประสงค์ของการดำเนินธุรกิจของบริษัท ให้ระบุไว้ในข้อกำหนดของหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนตามกฎหมาย  และบรรดารายการที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของบริษัทซึ่งเป็นข้อห้ามตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับทางการบริหาร  จะต้องได้รับความเห็นชอบตามกฎหมายก่อน 
         บริษัท พึงดำเนินกิจการทางธุรกิจภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้  บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ได้โดยการแก้ไขข้อกำหนดในหนังสือก่อตั้งบริษัทตามกระบวนการทางกฎหมาย และให้จดทะเบียนกับสำนักทะเบียนบริษัท
 
         มาตรา 12  บริษัทอาจเข้าไปลงทุนในบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป หรือในบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมอื่น  และให้มีความรับผิดต่อบริษัทที่เข้าไปลงทุนนั้นเท่ากับจำนวนเงินทุนหรือหุ้นที่ลงไป 
         นอกเหนือจากบริษัทลงทุนหรือบริษัทผู้ถือหุ้น (โฮลดิ้งคอมพานี) ดังที่สำนักนายกรัฐมนตรีระบุไว้   หากบริษัทไปลงทุนในบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป หรือในบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมอื่น  ยอดจำนวนเงินลงทุนรวม จะต้องไม่เกินร้อยละ 50 ของทรัพย์สินสุทธิของบริษัท  ทั้งนี้ ไม่นับรวมการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนอันเกิดจากผลกำไรของบริษัท ภายหลังจากการลงทุนในชั้นแรกไปแล้ว  
 
         มาตรา  13  บริษัทอาจจัดตั้งบริษัทสาขา ซึ่งไม่มีสถานะเป็นวิสาหกิจนิติบุคคล และบริษัทผู้จัดตั้งเป็นผู้รับผิดทางแพ่งของบริษัทสาขา 
         บริษัทอาจจัดตั้งบริษัทลูก  ซึ่งมีสถานะเป็นวิสาหกิจนิติบุคคล  และรับผิดทางแพ่งตามกฎหมายได้ด้วยตนเอง
 
         มาตรา  14  ในการดำเนินธุรกิจและมีผลผูกพันตามกฎหมาย บริษัทต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักจรรยาบรรณของวิชาชีพ   เสริมสร้างโครงสร้างวัฒนธรรมและอุดมการณ์ทางสังคมนิยมให้เข้มแข็ง และยอมรับการกำกับตรวจสอบจากรัฐบาลและประชาชน 
         สิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายของบริษัท จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและจะฝ่าฝืนมิได้
 
         มาตรา  15  บริษัทจำต้องคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของพนักงานและคนงาน  และเสริมสร้างการคุ้มครองแรงงานให้แข็งแกร่ง  เพื่อให้บรรลุถึงความปลอดภัยในการผลิต 
         ให้บริษัทจัดทำรูปแบบที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างการศึกษาวิชาชีพ และฝึกอบรมระหว่างปฏิบัติงานให้แก่พนักงานและคนงานให้เข้มแข็ง  เพื่อปรับปรุงคุณภาพของแรงงาน
 
          มาตรา  16  ภายใต้กฎหมาย  ให้พนักงานและคนงานของบริษัทจัดตั้งสหภาพแรงงาน  เพื่อดำเนินกิจกรรมของสหภาพ และคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายของพนักงานและคนงาน  ให้บริษัทจัดหาปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการดำเนินกิจกรรมสหภาพให้แก่สหภาพแรงงาน 
          บริษัทที่รัฐบาลถือหุ้นเบ็ดเสร็จ และบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปที่ลงทุนหรือจัดตั้งขึ้นโดยรัฐวิสาหกิจตั้งแต่สองแห่งขึ้นไป หรือหน่วยลงทุนของรัฐตั้งแต่สองหน่วยขึ้นไป  ให้บริหารจัดการอย่างเป็นประชาธิปไตยผ่านทางสภาคนงานและพนักงานภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
 
          มาตรา 17  ให้องค์กรรากหญ้าของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนที่อยู่ในบริษัท  ดำเนินกิจกรรมภายใต้บทบัญญัติของธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์จีน
 
          มาตรา  18  ให้กฎหมายนี้ ใช้บังคับต่อบริษัทจำกัดความรับผิดที่ลงทุนโดยต่างชาติ  ซึ่งหากกฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมทุนระหว่างจีนกับต่างชาติ   กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมประกอบการระหว่างจีนกับต่างชาติ และกฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจทุนต่างชาติ บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้ยึดเอาบทบัญญัติของกฎหมายนั้นเป็นเกณฑ์

หมวดที่  2  การก่อตั้งและโครงสร้างบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป
 
ตอนที่  1  การก่อตั้ง
 
          มาตรา 19  การก่อตั้งของบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป จะต้องประกอบด้วยเงื่อนไขต่อไปนี้
                            (1) จำนวนของผู้ถือหุ้นเป็นไปตามระเบียบ
                            (2) จำนวนเงินทุนที่ผู้ถือหุ้นลงทุนขั้นต่ำเป็นไปตามระเบียบ
                            (3) ผู้ถือหุ้นร่วมกันจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ 
                            (4) ได้มีการตั้งชื่อบริษัท และโครงสร้างของบริษัทเป็นไปตามเงื่อนไขสำหรับบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป และ
                           (5) มีสถานที่ทำงานถาวรและมีเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการผลิตและดำเนินกิจการ
 
          มาตรา 20  บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป เป็นการร่วมกันลงทุน และก่อตั้งขึ้นโดยผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 2 คน และไม่เกิน  50  คน 
          สถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ  หรือ กรมที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ  อาจลงทุนโดยอิสระในบริษัท  และจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดที่รัฐถือหุ้นโดยเบ็ดเสร็จ
 
          มาตรา 21  หากรัฐวิสาหกิจ  ซึ่งจัดตั้งขึ้นก่อนการใช้บังคับของกฎหมายฉบับนี้ มีเงื่อนไขตรงตามข้อกำหนดในกฎหมายฉบับนี้ เกี่ยวกับการก่อตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป     หากกรณีเป็นเรื่องวิสาหกิจที่มีหน่วยงานเดียวเข้าถือหุ้น  รัฐวิสาหกิจนั้นอาจปรับโครงสร้างเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดที่รัฐถือหุ้นเบ็ดเสร็จ ตามความหมายของกฎหมายฉบับนี้    หรือในกรณีเป็นเรื่องวิสาหกิจที่มีหลายหน่วยงานเข้าถือหุ้น   รัฐวิสาหกิจนั้นอาจปรับโครงสร้างเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปตามความหมายในวรรคแรกของมาตราก่อน 
          ขั้นตอนการดำเนินการและมาตรการเฉพาะสำหรับการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัท  ให้กำหนดไว้ในระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี
 
          มาตรา 22  ในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป ให้มีรายการดังต่อไปนี้
                            (1) ชื่อและภูมิลำเนาของบริษัท
                            (2) วัตถุประสงค์ของบริษัท
                            (3) จำนวนเงินทุนจดทะเบียนของบริษัท
                            (4) ชื่อหรือตำแหน่งของผู้ถือหุ้น
                            (5) สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้น
                            (6) วิธีการและเงินทุนที่ผู้ถือหุ้นลงทุนในการเข้าร่วมบริษัท
                            (7) เงื่อนไขในการโอนเงินทุนที่ผู้ถือหุ้นลงไว้ 
                            (8) การจัดองค์การของบริษัท   วิธีการก่อตั้ง  หน้าที่และอำนาจ และขั้นตอนการทำงาน
                            (9) ตัวแทนตามกฎหมายของบริษัท
                           (10) เหตุผลในการเลิกบริษัท และวิธีการชำระบัญชี  และ
                           (11) รายการอื่น ๆ  ซึ่งผู้ถือหุ้นเห็นว่ามีความจำเป็นให้ระบุไว้ 
                          ให้ผู้ถือหุ้นลงนามและประทับตราบริษัทลงในหนังสือบริคณห์สนธิ
 
         มาตรา 23 ทุนจดทะเบียนของบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป เป็นจำนวนเงินทุนที่ผู้ถือหุ้นได้ชำระไว้ตามที่ได้จดทะเบียนกับสำนักงานทะเบียนบริษัท 
         ทุนจดทะเบียนของบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป ให้มีจำนวนขั้นต่ำดังต่อไปนี้ 
          (1) 500,000  หยวน  สำหรับบริษัทที่ประกอบธุรกิจในด้านการผลิต 
          (2) 500,000  หยวน  สำหรับบริษัทที่ประกอบธุรกิจในด้านขายส่งสินค้า 
          (3) 300,000  หยวน  สำหรับบริษัทที่ประกอบธุรกิจในด้านขายปลีกสินค้า 
          (4) 100,000  หยวน  สำหรับบริษัทที่ประกอบธุรกิจในด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  เป็นที่ปรึกษา   หรือ บริการ 
           หากเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของบริษัทจำกัดความรับผิดในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง จำเป็นต้องเพิ่มสูงขึ้นกว่าจำนวนที่ระบุไว้ในวรรคก่อน   ให้บัญญัติแยกไว้ในกฎหมาย และกฎระเบียบทางบริหาร
 
         มาตรา 24  ในการลงทุนของผู้ถือหุ้นอาจลงโดยเงินทุน  หรือ  โดยสิ่งของ  การให้สิทธิในการใช้โรงงาน   การให้ใช้เทคโนโลยีที่ไม่ได้จดสิทธิบัตร และการให้ใช้สิทธิในที่ดินตามราคาที่ได้ประเมินไว้     ในการประเมินราคา สิ่งของ  สิทธิในการใช้โรงงาน  เทคโนโลยีที่ไม่ได้จดสิทธิบัตร  หรือการใช้สิทธิในที่ดินที่จะนำเข้าลงทุน  จะต้องให้มีการรับรอง  และต้องไม่ประเมินสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาปกติ    การประเมินราคาการใช้สิทธิในที่ดิน ให้ดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบทางบริหาร 
          การลงทุนในรูปของการให้ใช้สิทธิในการใช้โรงงานรวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่ไม่ได้จดสิทธิบัตรตามราคาประเมิน  จะต้องไม่สูงกว่าร้อยละ 20  ของทุนจดทะเบียนบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป  ทั้งนี้  เว้นแต่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นโดยระเบียบของรัฐเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีระดับสูงสมัยใหม่
 
         มาตรา 25  ให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคนนำเงินลงทุนเต็มจำนวนตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ     หากเป็นการลงหุ้นโดยเงินทุน  ให้นำเงินทุนเต็มจำนวนนั้นฝากไว้ในบัญชีธนาคารที่เปิดไว้ชั่วคราวระหว่างทำการจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป    สำหรับการลงทุนในรูปของสิ่งของ  การใช้สิทธิในโรงงาน   การใช้เทคโนโลยีที่ไม่ได้จดสิทธิบัตร หรือการใช้ที่ดิน นั้น    วิธีการในการโอนสิทธิดังกล่าว  ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย 
          ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้ลงเงินทุนตามจำนวนที่ได้ระบุไว้ในวรรคก่อน  จะถือว่าเป็นผู้ละเมิดสัญญาที่ได้ทำไว้กับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ที่ได้ลงเงินทุนเต็มจำนวน
 
         มาตรา 26  ภายหลังจากที่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดได้ลงเงินทุนเต็มจำนวนแล้ว  ให้จดทะเบียนการลงเงินทุนไว้กับสถาบันจดทะเบียนหุ้น ซึ่งจะเป็นผู้ออกหนังสือรับรองการจดทะเบียนเงินลงทุน
 
        มาตรา 27  ภายหลังการจดทะเบียนรับรองการลงทุนกับสถาบันจดทะเบียนหุ้นแล้ว  ให้ยื่นคำร้องแจ้งต่อสำนักงานทะเบียนบริษัท เพื่อจดทะเบียนการก่อตั้งบริษัท  โดยผู้แทนที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นทั้งหมด หรือผู้แทนที่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดให้ความไว้วางใจ  ดำเนินการยื่นเอกสารเพื่อจดทะเบียน  พร้อมหนังสือบริคณห์สนธิ และหนังสือรับรองการจดทะเบียนหุ้น 
        ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแนบเอกสารที่ได้รับอนุญาตโดยหน่วยงานตรวจสอบและอนุญาตอื่น ๆ ที่ใช้อำนาจตามกฎหมายหรือกฎระเบียบทางบริหารที่เกี่ยวข้อง    ให้แนบเอกสารดังกล่าวมาพร้อมกับการยื่นหนังสือขอจดทะเบียนบริษัท 
        ให้สำนักงานทะเบียนบริษัท  ออกหนังสืออนุญาตการจดทะเบียน และหนังสืออนุญาตประกอบกิจการบริษัท  ให้แก่บริษัทที่มีเงื่อนไขครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในกฎหมายนี้    ห้ามมิให้สำนักงานทะเบียนบริษัท  จดทะเบียนให้แก่บริษัทที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขของกฎหมายนี้ 
         ให้ถือว่าวันออกหนังสืออนุญาตประกอบกิจการ  เป็นวันจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป
 
         มาตรา 28  ภายหลังจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปแล้ว  หากได้ค้นพบว่าราคาที่แท้จริงของสิ่งของ  สิทธิในการใช้โรงงาน   เทคโนโลยีที่ไม่ได้จดสิทธิบัตร  หรือสิทธิในการใช้ที่ดิน ที่นำมาลงทุน มีราคาต่ำกว่าราคาที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิมาก    ให้ผู้ถือหุ้นรายนั้นดำเนินการเพิ่มทุนในส่วนที่ยังขาดอยู่  และ ให้ผู้ถือหุ้นในเวลาที่มีการจัดตั้งบริษัทนั้นเป็นผู้รับผิดชอบร่วมในภาระต่าง ๆ ของบริษัท
 
        มาตรา 29  ในกรณีที่ได้มีการจัดตั้งสาขาบริษัทพร้อมกับการจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป  ให้ยื่นคำร้องจดทะเบียนจัดตั้งสาขาบริษัทต่อสำนักงานทะเบียนบริษัท  เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการ 
        ในกรณีจัดตั้งสาขาบริษัทภายหลังจากจัดตั้งบริษัทแล้ว    ให้ผู้แทนบริษัทยื่นขอจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนบริษัท  เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการ
 
        มาตรา 30  ภายหลังจากจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปแล้ว ให้บริษัทออกหนังสือรับรองการลงทุนให้แก่ผู้ถือหุ้น
             ในหนังสือรับรองการลงทุน  ให้มีรายการต่อไปนี้
              (1) ชื่อบริษัท
              (2) วันจดทะเบียนบริษัท
              (3) จำนวนทุนจดทะเบียนบริษัท
              (4) ชื่อหรือตำแหน่งของผู้ถือหุ้น   จำนวนเงินทุนและวันที่ได้เข้าถือหุ้น    และ
              (5) หมายเลขของหนังสือรับรองเงินทุนที่ลงไป  และวันที่ออกหนังสือรับรอง
              ให้ประทับตราบริษัทลงบนหนังสือรับรองการถือหุ้น
 
          มาตรา 31  ให้บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปเตรียมบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งประกอบด้วยรายการต่อไปนี้
              (1) ชื่อ หรือตำแหน่ง และภูมิลำเนาของผู้ถือหุ้น
              (2) จำนวนเงินทุนที่ผู้ถือหุ้นได้ลงทุน    และ
              (3) หมายเลขหนังสือรับรองเงินทุนที่ลงไป
 
         มาตรา 32 ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ในการขอดูรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น  รวมทั้งรายงานการเงินและบัญชีของบริษัท
 
         มาตรา 33 ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลตามสัดส่วนเงินทุนที่ตนลงไป  ในกรณีที่บริษัทต้องการเพิ่มทุน  ให้ผู้ถือหุ้นในขณะนั้นเป็นผู้มีสิทธิ์ก่อนในการลงทุนเพิ่ม
 
         มาตรา 34 ในทันทีที่ได้จดทะเบียนบริษัทแล้ว  ผู้ถือหุ้นไม่อาจถอนเงินทุนของตนออกได้
 
         มาตรา 35 ผู้ถือหุ้นบริษัท อาจขายหุ้นที่ลงไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่ผู้ถือหุ้นคนอื่น 
         ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นประสงค์ที่จะขายหุ้นให้กับบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท จะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นอื่นมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ถือหุ้นทั้งหมด    ให้ผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นชอบให้มีการขายหุ้นให้แก่บุคคลภายนอก  เป็นผู้ซื้อหุ้นที่จะขายนั้น   หากผู้ถือหุ้นนั้นไม่ดำเนินการซื้อหุ้น  ให้ถือว่าผู้ถือหุ้นนั้นยินยอมให้มีการขายหุ้นแก่บุคคลภายนอกได้ 
         ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน  ผู้ถือหุ้นรายอื่น เป็นผู้มีสิทธิ์ก่อนในการซื้อหุ้นที่จะขายโดยความยินยอมของผู้ถือหุ้นอื่น ๆ
 
         มาตรา 36 ภายหลังจากที่ผู้ถือหุ้นได้ขายหุ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว   ให้บริษัททำการจดบันทึกชื่อ ตำแหน่ง ภูมิลำเนาของผู้ซื้อหุ้นรายใหม่  รวมทั้งจำนวนเงินทุนลงในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท
 
ตอนที่  2  โครงสร้างด้านองค์กร
 
         มาตรา 37 ให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป  ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นทั้งหมด   การประชุมผู้ถือหุ้นเป็นเครื่องมือการใช้อำนาจของบริษัท และเป็นการใช้อำนาจและหน้าที่ของบริษัทภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายนี้
 
         มาตรา 38 ให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ใช้อำนาจหน้าที่ต่อไปนี้
             (1) ตัดสินใจด้านนโยบายธุรกิจ และแผนการลงทุนของบริษัท
             (2) เลือกคณะกรรมการบริหารของบริษัท และตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับค่าตอบแทนของกรรมการบริหารบริษัท 
             (3) เลือกผู้กำกับตรวจสอบบริษัทที่แต่งตั้งจากตัวแทนผู้ถือหุ้น  และตัดสินใจในเรื่องเกี่ยวกับค่าตอบแทนของผู้กำกับตรวจสอบ
             (4) ตรวจสอบและให้การรับรองรายงานของคณะกรรมการบริหารบริษัท
             (5) ตรวจสอบและให้การรับรองรายงานของคณะผู้กำกับตรวจสอบบริษัทหรือผู้กำกับตรวจสอบ
             (6) ตรวจสอบและให้การรับรองรายงานการเงินประจำปี และรายงานบัญชีประจำปีของบริษัท
             (7) ตรวจสอบและให้การรับรองแผนการแบ่งผลกำไรของบริษัท และแผนการปรับปรุงผลการขาดทุน
             (8) ให้การรับรองมติเกี่ยวกับการเพิ่ม หรือลดทุนจดทะเบียนของบริษัท
             (9) ให้การรับรองมติเกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ของบริษัท
             (10) ให้การรับรองมติเกี่ยวกับการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นบริษัทให้แก่บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น
             (11) ให้การรับรองมติเกี่ยวกับการควบรวมบริษัท การแยกบริษัท การปรับรูปแบบบริษัท  การล้มเลิกและการชำระบัญชีบริษัท    และ 
             (12) การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิบริษัท
 
         มาตรา 39 เว้นแต่ได้มีการบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในกฎหมายนี้ การกำหนดขั้นตอนในการพิจารณาและลงคะแนนเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น  ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
                         การประชุมผู้ถือหุ้นในเรื่องเกี่ยวกับการเพิ่มหรือลดทุนจดทะเบียน  การแยกบริษัท  การควบรวม   การล้มเลิก  หรือเปลี่ยนรูปบริษัท  จะต้องได้รับการรับรองจากผู้ถือหุ้นของบริษัทตั้งแต่ 2 ใน 3 ขึ้นไปของผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด
 
        มาตรา 40 บริษัทอาจแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ การแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิจะต้องรับรองโดยผู้ถือหุ้นของบริษัทตั้งแต่ 2 ใน 3 ขึ้นไปของผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด
 
       มาตรา 41 ผู้ถือหุ้นพึงใช้สิทธิ์ในการออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนเงินทุนที่ตนลงไป
 
       มาตรา 42 การประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทครั้งแรก ให้ดำเนินการประชุมโดยประธานในที่ประชุมมาจากผู้ลงเงินทุนมากที่สุดของบริษัท  และให้ใช้อำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมาย
 
       มาตรา 43 การประชุมผู้ถือหุ้น ประกอบด้วยการประชุมสามัญและการประชุมวิสามัญ
                       ให้มีการประชุมสามัญตามข้อกำหนดที่บัญญัติไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท  การประชุมวิสามัญ อาจเสนอให้มีการประชุม โดยผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 1 ใน 4 ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงขึ้นไป  หรือคณะกรรมการบริหารหรือคณะผู้กำกับตรวจสอบจำนวนตั้งแต่ 1 ใน 3 ขึ้นไป เสนอให้มีการประชุม
                      ในกรณีบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหาร  การประชุมผู้ถือหุ้นให้จัดโดยคณะกรรมการบริหารบริษัท  และให้ประธานคณะกรรมการบริหารเป็นประธานการประชุม   หากเกิดกรณีพิเศษทำให้ประธานไม่สามารถทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้  ให้รองประธานหรือกรรมการบริหารคนหนึ่งคนใดที่ประธานแต่งตั้ง เป็นประธานในที่ประชุม
 
        มาตรา 44 ให้แจ้งการประชุมผู้ถือหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นล่วงหน้าไม่น้อยกว่า  15  วัน
                         ในการประชุมผู้ถือหุ้น ให้จดรายงานการประชุมเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องที่ได้อภิปราย  และให้ผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมลงนามในรายงานการประชุม
 
       มาตรา 45 ในบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป ให้มีคณะกรรมการบริหาร มีจำนวนตั้งแต่  3-13 คน
                         ให้มีผู้แทนพนักงานและคนงานของบริษัท  เป็นกรรมการบริหารในคณะกรรมการบริหารบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป ที่เป็นการลงทุนและจัดตั้งขึ้นโดยรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป   หรือโดยหน่วยการลงทุนของรัฐตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป  ทั้งนี้ ผู้แทนพนักงานและคนงานดังกล่าวถูกเลือกจากพนักงานและคนงานของบริษัทโดยวิธีการประชาธิปไตย
                       ในคณะกรรมการบริหาร ให้มีประธาน  1 คน  รองประธาน 1 หรือ  2  คน  วิธีการเลือกประธานและรองประธาน ให้กำหนดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
                      ให้ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท  เป็นผู้แทนบริษัทโดยชอบด้วยกฎหมาย
 
       มาตรา 46 ให้คณะกรรมการบริหารบริษัท  รับผิดชอบต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น  และใช้อำนาจหน้าที่ ดังนี้
            (1) รับผิดชอบในการจัดประชุมผู้ถือหุ้น และรายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น
            (2) นำมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปปฏิบัติ
            (3) ตัดสินใจเกี่ยวกับแผนธุรกิจและแผนการลงทุนของบริษัท
            (4) กำหนดแผนการเงินประจำปีและจัดทำรายงานทางบัญชีประจำปีของบริษัท 
            (5) กำหนดแผนการแบ่งผลกำไร และแผนการปรับปรุงผลการขาดทุน
            (6) กำหนดแผนการเพิ่มหรือลดทุนจดทะเบียนของบริษัท
            (7) กำหนดแผนการควบรวม  การแยกบริษัท  การเปลี่ยนรูปบริษัท การล้มเลิกบริษัท
            (8) ตัดสินใจในการกำหนดองค์กรการจัดการภายในบริษัท
            (9) แต่งตั้งหรือให้ออก ผู้จัดการบริษัท (ผู้จัดการใหญ่)  (ต่อไปในกฎหมายฉบับนี้เรียก “ผู้จัดการ”)  และ โดยการเสนอแนะของผู้จัดการ  แต่งตั้งรองผู้จัดการ (อาจมีมากกว่าหนึ่งคน)  และบุคคลที่ทำหน้าที่ด้านการเงินของบริษัท   รวมถึงตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างของบุคคลดังกล่าว     และ
            (10) กำหนดระบบการบริหารจัดการพื้นฐานของบริษัท
 
        มาตรา 47 วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการบริหารบริษัท ให้กำหนดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท  แต่จะต้องมีวาระไม่เกิน 3 ปี  กรรมการบริหารที่อยู่ครบวาระแล้ว อาจอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันได้อีก หากได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง
                    ที่ประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท  ไม่อาจปลดกรรมการบริหารออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ 
 
       มาตรา 48 ในการจัดประชุมคณะกรรมการบริหาร  ให้ประธานคณะกรรมการบริหารเป็นประธานดำเนินการประชุม   หากเกิดกรณีพิเศษทำให้ประธานไม่สามารถทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้  ให้รองประธานหรือกรรมการบริหารคนหนึ่งคนใดที่ประธานแต่งตั้ง เป็นประธานในที่ประชุม   ทั้งนี้ กรรมการบริหารจำนวนตั้งแต่ 1 ใน 3 ขึ้นไปของกรรมการบริหารทั้งหมด อาจเสนอขอให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารได้
 
      มาตรา 49 เว้นแต่บทบัญญัติของกฎหมายนี้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กฎเกณฑ์ในการพิจารณาและการออกเสียงในการประชุมคณะกรรมการบริหาร   ให้เป็นไปตามข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิ
              ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ให้แจ้งให้กรรมการแต่ละคนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันประชุม
              ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร  ให้จดบันทึกรายงานเกี่ยวกับข้อตัดสินใจในเรื่องที่อภิปรายกัน  ให้กรรมการบริหารในที่ประชุมลงนามในรายงานการประชุมด้วย
 
        มาตรา 50 ให้บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป มีผู้จัดการ ซึ่งแต่งตั้งและถอดถอนโดยคณะกรรมการบริหารบริษัท   โดยให้ผู้จัดการรับผิดชอบต่อคณะกรรมการบริหาร  และใช้อำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
             (1)  รับผิดชอบในการผลิต  ดำเนินงานและบริหารจัดการบริษัท  และนำมติคณะกรรมการบริหารไปปฏิบัติ
             (2)  ดำเนินการตามแผนธุรกิจและแผนการลงทุนประจำปีของบริษัท
             (3)  จัดทำแผนในการจัดองค์กรบริหารงานภายในบริษัท
             (4)  จัดทำระบบบริหารงานพื้นฐานในบริษัท
             (5)  จัดทำกฎระเบียบควบคุมในบริษัท
             (6)  เสนอแนะการแต่งตั้งหรือปลดออกรองผู้จัดการ และบุคคลที่ทำหน้าที่ด้านการเงินของบริษัท
             (7)  แต่งตั้งหรือปลดออกพนักงานด้านการจัดการอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริหาร  และ
             (8)  ใช้อำนาจหน้าที่อื่น ๆ ที่ข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิและคณะกรรมการบริหารยินยอมให้กระทำได้
             ให้ผู้จัดการเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการบริหาร โดยไม่มีสิทธิ์ออกเสียง
 
        มาตรา 51 ในกรณีบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปที่มีจำนวนผู้ถือหุ้นน้อยและมีขนาดเล็ก  อาจให้มีกรรมการบริหารหนึ่งคนทำหน้าที่เสมือนคณะกรรมการบริหาร  และในขณะเดียวกันทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของบริษัทด้วย
               อำนาจหน้าที่ของกรรมการบริหาร  ให้กำหนดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา 46 ของกฎหมายฉบับนี้
              ในกรณีที่บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปนี้ ไม่มีองค์คณะกรรมการบริหาร   ให้กรรมการบริหารเป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
 
        มาตรา 52 บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปที่มีขนาดของธุรกิจใหญ่  ให้มีผู้กำกับตรวจสอบบริษัทไม่น้อยกว่า  3  คนเป็นองค์คณะ และให้เลือกผู้กำกับตรวจสอบ 1 คนจากองค์คณะดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินการประชุม
             คณะผู้กำกับตรวจสอบ ประกอบด้วยผู้แทนของผู้ถือหุ้น และผู้แทนจากพนักงานและคนงานในสัดส่วนที่เหมาะสม   การกำหนดสัดส่วนดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิ  ผู้แทนของพนักงานและคนงานของบริษัทในคณะผู้กำกับตรวจสอบ มาจากการเลือกตั้งโดยวิถีทางประชาธิปไตย
             ในกรณีที่บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปมีจำนวนผู้ถือหุ้นน้อยและมีขนาดธุรกิจเล็ก  ผู้กำกับตรวจสอบอาจมีจำนวน 1หรือ 2 คน
             กรรมการบริหาร ผู้จัดการ หรือพนักงานรับผิดชอบด้านการเงินของบริษัท ไม่อาจเป็นผู้กำกับตรวจสอบในเวลาเดียวกันได้
 
         มาตรา 53 ให้วาระการดำรงตำแหน่งของผู้กำกับตรวจสอบอยู่ในตำแหน่งวาระละ 3 ปี  และอาจอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันได้  หากภายหลังหมดวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีก 
 
        มาตรา 54 คณะผู้กำกับตรวจสอบ  หรือผู้กำกับตรวจสอบ อาจใช้อำนาจหน้าที่ต่อไปนี้
            (1)  ตรวจสอบด้านการเงินของบริษัท
            (2)  กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการบริหาร และผู้จัดการ ที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย  กฎระเบียบด้านบริหาร หรือ ข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
            (3)  ให้กรรมการบริหาร และ ผู้จัดการ แก้ไขการปฏิบัติงานที่ไม่ถูกต้องที่อาจส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของบริษัท
            (4)  เสนอให้มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นสมัยวิสามัญ  และ
            (5)  ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ  ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ
            ให้ผู้กำกับตรวจสอบ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารโดยไม่มีสิทธิ์ออกเสียง
 
       มาตรา 55 ก่อนศึกษาวิเคราะห์และตัดสินปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนบุคคลของพนักงานและคนงาน  เช่น  เงินเดือน  สวัสดิการ  ความปลอดภัยในการผลิต  การคุ้มครองและประกันแรงงาน    ให้บริษัทขอความเห็นจากสหภาพแรงงานและพนักงานและคนงานของบริษัท   รวมทั้งให้เชิญผู้แทนของสหภาพแรงงาน หรือพนักงานและคนงานเข้าร่วมประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีสิทธิ์ออกเสียง
 
       มาตรา 56 ให้บริษัทขอความเห็นและข้อเสนอแนะจากสหภาพแรงงานรวมทั้งพนักงานและคนงานของบริษัท  ในการศึกษาวิเคราะห์และตัดสินใจปัญหาเกี่ยวกับการผลิตและการปฏิบัติงาน  รวมทั้ง การกำหนดกฎระเบียบที่สำคัญ
 
       มาตรา 57 ห้ามมิให้บุคคลต่อไปนี้ ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร  ผู้กำกับตรวจสอบ  หรือผู้จัดการบริษัท
             (1) บุคคลที่ไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถในการดำเนินการทางแพ่ง
             (2) บุคคลที่ถูกตัดสินจำคุกในคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์  ติดสินบน  เข้าไปยึดทรัพย์ หรือนำทรัพย์สินไปใช้ในทางที่มิชอบ  หรือเป็นการบ่อนทำลายระเบียบสังคมเศรษฐกิจ โดยที่พ้นโทษออกมายังไม่ครบกำหนดเวลา 5 ปี   หรือบุคคลที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอันเนื่องมาจากการต้องโทษในคดีอาญา และพ้นโทษออกมายังไม่ครบกำหนดเวลา 5 ปี
             (3) กรรมการบริหาร หรือผู้จัดการโรงงาน หรือผู้จัดการ ซึ่งรับผิดชอบในทางส่วนตัวในการชำระบัญชีการล้มละลายของบริษัทหรือวิสาหกิจอันเนื่องมาจากการบริหารงานผิดพลาด  และยังไม่ครบกำหนดเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ได้ชำระบัญชีเสร็จสิ้นสมบูรณ์
             (4) ผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทหรือวิสาหกิจ ที่ถูกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการอันเนื่องมาจากฝ่าฝืนกฎหมาย  ซึ่งผู้แทนบริษัทหรือวิสาหกิจนั้นต้องรับผิดชอบในทางส่วนตัว และยังไม่ครบกำหนดเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ถูกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ  และ
             (5) บุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ภายในกำหนดเวลา
             หากบริษัทได้เลือกหรือแต่งตั้งกรรมการบริหาร  ผู้กำกับตรวจสอบ หรือผู้จัดการ ที่ฝ่าฝืนความในวรรคก่อน  ให้ถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นโมฆะ
 
       มาตรา 58 ผู้มีตำแหน่งในภาคราชการ ไม่อาจดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหาร  ผู้กำกับตรวจสอบ  หรือผู้จัดการบริษัท ในเวลาเดียวกัน
 
      มาตรา 59 ให้กรรมการบริหาร ผู้กำกับตรวจสอบ และผู้จัดการบริษัท ปฏิบัติตามข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท   ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต และรักษาผลประโยชน์ของบริษัท  และจะต้องไม่แสวงหาประโยชน์ใส่ตนโดยอาศัยตำแหน่ง อำนาจและหน้าที่ในบริษัท
             ห้ามมิให้กรรมการบริหาร  ผู้กำกับตรวจสอบ และผู้จัดการบริษัท แสวงหาประโยชน์ใส่ตนจากการใช้อำนาจหน้าที่  โดยการรับสินบน หรือค่าตอบแทนอื่นอันมิชอบด้วยกฎหมาย  หรือยักยอกทรัพย์สินของบริษัท
 
       มาตรา 60 ห้ามมิให้กรรมการบริหาร และผู้จัดการบริษัท นำเงินทุนของบริษัทไปใช้ในทางที่มิชอบ หรือให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินทุนของบริษัท
             ห้ามกรรมการบริหาร และผู้จัดการ ฝากทรัพย์ของบริษัทในบัญชีส่วนตัวของตน หรือในบัญชีส่วนตัวของบุคคลอื่น
             ห้ามกรรมการบริหาร และผู้จัดการ  นำทรัพย์สินของบริษัท เป็นหลักประกันหนี้สินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นบริษัท หรือของบุคคลอื่น
 
       มาตรา 61 ห้ามมิให้กรรมการบริหาร และผู้จัดการบริษัท ประกอบกิจการของตนเองหรือเพื่อบุคคลอื่นอันมีสภาพดุจเดียวกับกิจการของบริษัท ซึ่งธุรกิจหรือกิจกรรมดังกล่าวอาจส่งผลเสียหายต่อผลประโยชน์ของบริษัท   หากฝ่าฝืนให้นำรายได้ที่ได้จากธุรกิจหรือกิจการนั้นมาเป็นของบริษัท
             ห้ามมิให้กรรมการบริหาร และผู้จัดการ เข้าทำสัญญาหรือดำเนินธุรกรรมกับบริษัท  เว้นแต่ได้บัญญัติไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ หรือได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
 
       มาตรา 62 ห้ามมิให้กรรมการบริหาร ผู้กำกับตรวจสอบ และผู้จัดการ เปิดเผยความลับของบริษัท  เว้นแต่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้ หรือได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
 
       มาตรา 63 ให้กรรมการบริหาร ผู้กำกับตรวจสอบและผู้จัดการ รับผิดชอบในการชดเชยความเสียหาย    ถ้าหากในการปฏิบัติหน้าที่ได้มีการฝ่าฝืนกฎหมาย  กฎระเบียบบริหาร หรือข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท

ตอนที่  3  บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ
 
       มาตรา 64 บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จตามกฎหมายฉบับนี้  หมายถึง  บริษัทจำกัดความรับผิดที่ลงทุนและจัดตั้งขึ้นแต่ผู้เดียวโดยสถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ หรือ โดยหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ
             บริษัทที่ผลิตสินค้าพิเศษที่กำหนดไว้โดยสำนักนายกรัฐมนตรี  หรือบริษัทที่จัดอยู่ในประเภทการค้าพิเศษ  ให้จัดตั้งบริษัทเหล่านี้ในรูปของบริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ
 
       มาตรา 65 หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ  ให้กำหนดโดยสถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ หรือ โดยหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ ตามข้อบัญญัติในกฎหมายนี้  หรือกำหนดโดยคณะกรรมการบริหารของบริษัทแล้วยื่นขอความเห็นชอบจากสถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ หรือ จากหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ
 
       มาตรา 66 บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ  มิให้มีการประชุมผู้ถือหุ้น   สถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ หรือ หน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ  เป็นผู้มอบหมายคณะกรรมการบริหารของบริษัท ในการใช้อำนาจหน้าที่ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น และตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัท    อย่างไรก็ตาม   การควบรวมบริษัท  การแยกบริษัท  การล้มเลิกบริษัท  การเพิ่มหรือลดทุน  และ การออกพันธบัตรของบริษัท  ให้สถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ หรือ หน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ เป็นผู้ตัดสินใจ
 
       มาตรา 67 ให้คณะผู้กำกับตรวจสอบของบริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ  ประกอบด้วยบุคคลที่แต่งตั้งโดยสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นส่วนใหญ่  หรือโดยสถาบันหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากสำนักนายกรัฐมนตรี   และให้รวมถึงผู้แทนพนักงานและคนงานของบริษัท    องค์คณะของคณะผู้กำกับตรวจสอบ ให้มีไม่น้อยกว่า  3  คน   คณะผู้กำกับตรวจสอบพึงใช้อำนาจหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในมาตรา  54  (1) และ (2)  ของกฎหมายฉบับนี้  และใช้อำนาจหน้าที่อื่นตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด
              ให้ผู้กำกับตรวจสอบเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหาร โดยไม่มีสิทธิ์ออกเสียง
              ห้ามมิให้กรรมการบริหาร  ผู้จัดการ ตลอดจนบุคคลที่รับผิดชอบด้านการเงินของบริษัท ดำรงตำแหน่งผู้กำกับตรวจสอบในเวลาเดียวกัน
 
       มาตรา 68 ให้บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ จัดตั้งคณะกรรมการบริหาร ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่บริษัทตามข้อบัญญัติในมาตรา 46 และมาตรา 66  ของกฎหมายฉบับนี้  ทั้งนี้ ให้กรรมการบริหารอยู่ในตำแหน่งวาระละ 3 ปี
              คณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วยบุคคล ตั้งแต่ 3 – 9 คน  ซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยสถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ หรือโดยหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ ตามวาระในตำแหน่งของกรรมการบริหาร    ให้มีผู้แทนพนักงานและคนงานของบริษัทในองค์คณะกรรมการบริหารด้วย  การเลือกผู้แทนพนักงานและคนงานของบริษัทในองค์คณะกรรมการบริหาร ให้กระทำโดยวิถีทางประชาธิปไตย
              ในองค์คณะกรรมการบริหาร ให้มีประธาน 1 คน และอาจมีรองประธาน 1 คน ก็ได้   ให้ประธานและรองประธาน แต่งตั้งจากบุคคลในองค์คณะกรรมการบริหาร  โดยสถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ หรือโดยหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ
              ประธานคณะกรรมการบริหาร เป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
 
        มาตรา 69 ให้บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จมีผู้จัดการ 1 คน  ซึ่งจัดจ้างและปลดออกโดยคณะกรรมการบริหาร  ให้ผู้จัดการ เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติในมาตรา 50  ของกฎหมายฉบับนี้
             โดยความเห็นชอบจากสถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ หรือจากหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ    กรรมการบริหารในองค์คณะกรรมการบริหาร  อาจดำรงตำแหน่งผู้จัดการในเวลาเดียวกัน 
 
       มาตรา 70 โดยปราศจากความเห็นชอบจากสถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ หรือจากหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ    ห้ามมิให้ ประธาน  รองประธาน และกรรมการบริหาร  หรือผู้จัดการของบริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ  ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบในบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป  หรือบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม หรือองค์กรธุรกิจอื่น ๆ
 
      มาตรา 71 ในการโอนทรัพย์สินของบริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ  การดำเนินกระบวนการตรวจสอบและอนุมัติ และการโอนสิทธิ์ในทรัพย์สิน  ให้กระทำโดยสถาบันการลงทุนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ หรือโดยหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ ตามบทบัญญัติของกฎหมายและกฎระเบียบด้านบริหาร
 
      มาตรา 72 บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จที่มีขนาดใหญ่ และมีระบบการบริหารจัดการทางธุรกิจที่มั่นคงและประสบความสำเร็จดี   อาจได้รับมอบอำนาจจากสำนักนายกรัฐมนตรี ในการใช้สิทธิ์ในความเป็นเจ้าของของทรัพย์สิน
   
 
หมวดที่  3 การก่อตั้งบริษัทและโครงสร้างบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม
 
ตอนที่  1  การก่อตั้ง
 
       มาตรา 73 ในการก่อตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  จะต้องประกอบด้วยเงื่อนไขต่อไปนี้
             (1) จำนวนของผู้สนับสนุนเป็นไปตามระเบียบ
             (2) จำนวนเงินทุนที่ผู้สนับสนุนลงทุนซึ่งมาจากสาธารณชน มีจำนวนขั้นต่ำเป็นไปตามระเบียบ
             (3) การออกจำนวนหุ้น  และการเตรียมตัวในการก่อตั้งบริษัทให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย
             (4) หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท  ร่างขึ้นโดยผู้สนับสนุนและให้รับรองในที่ประชุมครั้งแรก
             (5) ให้มีการตั้งชื่อบริษัท และโครงสร้างของบริษัทเป็นไปตามเงื่อนไขสำหรับก่อตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม   และ
             (6) ให้มีสถานที่ทำงานที่ถาวรและมีเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการผลิตและดำเนินกิจการ
 
       มาตรา 74 บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม อาจก่อตั้งขึ้นโดยวิธีการสนับสนุน หรือโดยวิธีการเสนอขายหุ้น
              การก่อตั้งบริษัทโดยวิธีการสนับสนุน หมายถึง การก่อตั้งบริษัทโดยวิธีการที่ผู้สนับสนุนลงชื่อขอซื้อหุ้นทั้งหมดที่ออกโดยบริษัท
              การก่อตั้งบริษัทโดยวิธีการเสนอขายหุ้น หมายถึง การก่อตั้งบริษัทโดยวิธีการที่ผู้สนับสนุนลงชื่อขอซื้อหุ้นจำนวนหนึ่งที่จะออกโดยบริษัท  และเสนอขายหุ้นส่วนที่เหลือให้แก่สาธารณชนทั่วไป
 
        มาตรา 75 การก่อตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ให้มีผู้สนับสนุนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป  ในจำนวนนี้มากกว่ากึ่งหนึ่งต้องมีภูมิลำเนาในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 
              อย่างไรก็ตาม  ในกรณีปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจใหม่เป็นบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม อาจมีผู้สนับสนุนน้อยกว่า  5 คน  บริษัทนั้นจะต้องก่อตั้งโดยวิธีการเสนอขายหุ้น
 
         มาตรา 76 ผู้สนับสนุนบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  จะต้องยื่นความจำนงซื้อหุ้นตามจำนวนที่ตนต้องการตามข้อบัญญัติของกฎหมาย   และให้ดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับการเตรียมการก่อตั้งบริษัท
 
        มาตรา 77 การก่อตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  จะต้องเสนอขออนุมัติต่อสำนักงานที่ได้รับมอบหมายโดยสำนักนายกรัฐมนตรี หรือโดยรัฐบาลในระดับมณฑล
 
       มาตรา 78 ทุนจดทะเบียนของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  เป็นทุนที่ชำระแล้วที่ได้จดทะเบียนไว้กับสำนักงานทะเบียนบริษัท
             จำนวนทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมคือ 10,000,000 หยวน  หากมีความจำเป็นต้องกำหนดให้จำนวนทุนจดทะเบียนขั้นต่ำดังกล่าวสูงกว่านี้  ให้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในกฎหมาย หรือกฎระเบียบบริหาร
 
       มาตรา 79 ในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ให้มีรายการต่อไปนี้บัญญัติไว้
             (1) ชื่อและภูมิลำเนาของบริษัท
             (2) วัตถุประสงค์ของบริษัท
             (3) วิธีการก่อตั้งบริษัท
             (4) จำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าต่อหน่วย และจำนวนเงินทุนจดทะเบียนของบริษัท
             (5) ชื่อหรือตำแหน่งของผู้สนับสนุน และจำนวนหุ้นที่ผู้สนับสนุนเข้าถือ
             (6) สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้น
             (7) องค์ประกอบของบริษัท อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และกฎเกณฑ์ในการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารบริษัท
             (8) ตัวแทนตามกฎหมายของบริษัท
             (9) องค์ประกอบของบริษัท อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และกฎเกณฑ์ในการพิจารณาของคณะผู้กำกับตรวจสอบบริษัท
             (10) วิธีการในการจัดสรรผลกำไรของบริษัท
             (11) เหตุผลในการล้มเลิกบริษัท และวิธีการชำระบัญชี  และ
             (12) วิธีการในการแจ้งผล หรือประกาศ
             (13) รายการอื่น ๆ  ซึ่งที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเห็นว่ามีความจำเป็นให้ระบุไว้ 
 
         มาตรา 80 ผู้สนับสนุน อาจร่วมลงทุนในหุ้นเป็นเงิน  หรือสิ่งของ  สิทธิในการใช้ทรัพย์สินโรงงาน  เทคโนโลยีที่ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตร  หรือสิทธิในการใช้ที่ดิน   ซึ่งจะต้องมีการประเมินมูลค่า  โดยให้มีการรับรองมูลค่าและตีราคาเป็นมูลค่าหุ้นที่ถือ  ทั้งนี้  ห้ามมิให้ตีราคาสูงหรือต่ำเกินไป   ทั้งนี้ ในการประเมินราคาสิทธิในการใช้ที่ดิน  ให้ดำเนินการตามบทบัญญัติในกฎหมาย  กฎระเบียบบริหาร
             จำนวนหุ้นที่ได้ลงโดยผู้สนับสนุน ในรูปของการให้สิทธิในการใช้ทรัพย์สินโรงงาน เทคโนโลยีที่ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตร  ให้มีจำนวนไม่เกินร้อยละ 20  ของทุนจดทะเบียนบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม
 
         มาตรา 81 ในกรณีที่เป็นการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม   ห้ามมิให้แปลงทรัพย์สินของรัฐเป็นหุ้นในราคาที่ต่ำ หรือจำหน่ายในราคาที่ต่ำ หรือให้บุคคลใด ๆ โดยไม่คิดมูลค่า
 
        มาตรา 82 ในกรณีที่บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ก่อตั้งขึ้นโดยวิธีการได้รับการสนับสนุน     ให้ผู้สนับสนุนชำระมูลค่าหุ้นเต็มจำนวนในทันทีที่ได้ยื่นความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อขอซื้อหุ้นที่จะออกตามข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิ   ถ้าหากการชำระมูลค่าหุ้นเป็นสิ่งของ  สิทธิในการใช้ทรัพย์สินโรงงาน  เทคโนโลยีที่ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตร  หรือสิทธิในการใช้ที่ดิน   ให้ผู้สนับสนุนดำเนินกระบวนการแปลงสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวเป็นมูลค่าหุ้นตามบทบัญญัติของกฎหมาย
             ภายหลังจากที่ผู้สนับสนุนได้ชำระมูลค่าหุ้นเต็มจำนวนแล้ว   ให้ทำการเลือกคณะกรรมการบริหารและคณะผู้กำกับตรวจสอบขึ้น    ให้คณะกรรมการบริหารยื่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ต่อสำนักงานทะเบียนบริษัท ได้แก่  หนังสืออนุมัติการก่อตั้งบริษัท  หนังสือบริคณห์สนธิและหนังสือรับรองมูลค่าหุ้นที่จดทะเบียน  และให้ยื่นจดทะเบียนการก่อตั้งบริษัท
 
        มาตรา 83 ในกรณีที่บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ก่อตั้งขึ้นโดยวิธีการเสนอขายหุ้น     ผู้สนับสนุนจะซื้อหุ้นต่ำกว่าร้อยละ  35 ของมูลค่าหุ้นทั้งหมดที่บริษัทออกมิได้ และให้นำหุ้นที่เหลือเสนอขายต่อสาธารณชน
 
       มาตรา 84 ในกรณีเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน  ให้ผู้สนับสนุนยื่นคำร้องต่อสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอขายหุ้นโดยแนบพร้อมเอกสารดังต่อไปนี้
             (1) หนังสืออนุมัติการก่อตั้งบริษัท
             (2) หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
             (3) การคาดการณ์ทางธุรกิจ
             (4) ชื่อหรือตำแหน่งของผู้สนับสนุน  จำนวนหุ้นในส่วนที่ผู้สนับสนุนซื้อ  รูปแบบการลงหุ้นและหนังสือรับรองหุ้นจดทะเบียน
             (5) หนังสือชักชวนการซื้อหุ้น
             (6) ชื่อและที่อยู่ของธนาคารผู้รับชำระเงินค่าหุ้นแทนบริษัท
             (7) ชื่อของหน่วยงานขายหุ้นและข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง
             ห้ามมิให้ผู้สนับสนุนเสนอขายหุ้นแก่สาธารณชน  โดยมิได้รับอนุญาตจากสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี
 
       มาตรา 85 โดยได้รับความเห็นชอบจากสำนักบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี   บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม อาจเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนภายนอกอาณาเขตของประเทศสาธารณรัฐประชาขนจีน  ทั้งนี้ ให้นำมาตรการเฉพาะซึ่งกำหนดโดยสำนักนายกรัฐมนตรีมาใช้กับกรณีดังกล่าวนี้
 
        มาตรา 86 ให้สำนักบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อนุมัติคำร้องขอที่ยื่นเพื่อขออนุมัติในการเสนอขายหุ้นที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้  และไม่อนุมัติในกรณีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้
             ในกรณีที่ได้อนุมัติการเสนอขายหุ้นแล้วต่อมาตรวจพบภายหลังว่าการการเสนอขายนั้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติในกฎหมาย  ให้เพิกถอนการอนุมัตินั้น   หากยังมิได้มีการเสนอขายหุ้น  ให้ยุติการเสนอขายนั้นเสีย    ถ้าหากได้มีการเสนอขายไปแล้ว   ผู้ซื้อหุ้นอาจขอเงินที่ได้ชำระคืนจากผู้สนับสนุนตามจำนวนเงินที่ได้เสนอขอซื้อ รวมดอกเบี้ยเงินฝากคำนวณจากระยะเวลาที่ได้ชำระไป
 
       มาตรา 87 หนังสือชักชวนการซื้อหุ้น  ให้แนบหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทที่ร่างโดยผู้สนับสนุน  โดยให้มีรายการต่อไปนี้
            (1) จำนวนหุ้นที่ผู้สนับสนุนแสดงความจำนงซื้อ
            (2) มูลค่าต่อหน่วยของหุ้นและราคาที่ประกาศขาย issue price
            (3) จำนวนหุ้นทั้งหมดที่นำออกขาย
            (4) สิทฺธิและหน้าที่ของผู้ซื้อหุ้น  และ
            (5) เงื่อนไขของหุ้นที่เสนอขาย และคำชี้แจงถึงผลซึ่งผู้ซื้อหุ้นอาจถอนการซื้อหุ้น หากหุ้นทั้งหมดไม่ได้ถูกซื้อหมดภายในระยะเวลาที่กำหนด
 
         มาตรา 88 ในกรณีเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน ให้ผู้สนับสนุนจัดพิมพ์หนังสือชักชวนการซื้อหุ้นและเตรียมแบบฟอร์มแสดงความจำนงซื้อหุ้น ซึ่งมีรายการตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน   และให้ผู้ซื้อหุ้นกรอกรายการจำนวนหุ้นที่จะซื้อ  จำนวนเงินที่จะลงหุ้น  รวมทั้งภูมิลำเนาของผู้ซื้อ  แล้วจึงลงชื่อในแบบฟอร์มพร้อมกับปิดผนึกหนังสือดังกล่าว    ให้ผู้แสดงความจำนงซื้อหุ้นชำระค่าหุ้นตามจำนวนหุ้นที่ขอซื้อไว้
 
        มาตรา 89 ในกรณีที่ผู้สนับสนุนเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน  ให้มีการจำหน่ายหุ้นโดยหน่วยงานด้านหลักทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับการจำหน่ายหุ้น
 
       มาตรา 90 ในกรณีที่มีการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน ห้ผู้สนับสนุนจัดทำความตกลงกับธนาคารเกี่ยวกับการรับฝากเงินจากการซื้อขายหุ้นแทนบริษัท
             ภายใต้ความตกลงในวรรคก่อน  ให้ธนาคารที่เป็นผู้รับฝากเงินจากการซื้อขายหุ้นแทนบริษัทเก็บรักษาเงินค่าหุ้น และออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ซื้อหุ้นที่ได้ชำระค่าหุ้น  ตลอดจนมีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือรับรองการชำระเงินค่าหุ้นไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 
 
       มาตรา 91 ภายหลังการชำระเงินค่าหุ้นทั้งหมดเต็มมูลค่าแล้ว  ให้หน่วยงานรับรองการถือหุ้นทำการรับรองเงินทุนของบริษัทและออกใบรับรองให้     ให้ผู้สนับสนุนดำเนินการประชุมเริ่มก่อการ  โดยเป็นประธานการประชุมผู้ถือหุ้นทั้งหมด
             ถ้าจำนวนหุ้นไม่ได้ถูกซื้อทั้งหมดภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือชักชวนการซื้อหุ้นที่เสนอขาย  หรือ ภายหลังจากที่ได้มีการชำระค่าหุ้นทั้งหมดแล้ว    ถ้าผู้สนับสนุนไม่ได้จัดประชุมก่อตั้งภายใน 30 วัน หลังจากได้มีการชำระค่าหุ้นทั้งหมดแล้ว    ผู้ถือหุ้นอาจขอเงินค่าหุ้นคืนจากผู้สนับสนุน ตามจำนวนที่ได้ชำระไว้ รวมดอกเบี้ยคำนวณจากระยะเวลาเดียวกัน
 
        มาตรา 92 ผู้สนับสนุนอาจแจ้งผู้ถือหุ้นแต่ละคนให้ทราบถึงวันประชุมก่อตั้ง หรือประกาศแจ้งต่อสาธารณะ  15 วันก่อนการประชุม    ให้มีการประชุมได้เมื่อมีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 50  ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด
             ในการจัดประชุมเริ่มก่อการ ให้ใช้อำนาจหน้าที่ ดังนี้
             (1) ตรวจสอบรายงานของผู้สนับสนุน เกี่ยวกับการเตรียมก่อตั้งบริษัท
             (2) รับรองหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
             (3) เลือกกรรมการเป็นองค์คณะในคณะกรรมการบริหาร
             (4) เลือกกรรมการเป็นองค์คณะในคณะผู้กำกับตรวจสอบ
             (5) ตรวจสอบและรับรองค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการก่อตั้งบริษัท
             (6) ตรวจสอบและรับรองมูลค่าของทรัพย์สินที่ผู้สนับสนุนใช้ชำระเป็นค่าหุ้น  และ
             (7) ล้มเลิกการก่อตั้งบริษัท เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการก่อตั้งบริษัท
             การลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมก่อตั้งบริษัทเกี่ยวกับรายการที่ได้กล่าวถึงในวรรคก่อน จะผ่านการรับรองได้เมื่อผู้ถือหุ้นออกเสียงสนับสนุนมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมทั้งหมดที่มีสิทธิ์ออกเสียง
 
        มาตรา 93 ผู้สนับสนุนและผู้ซื้อหุ้น มิอาจถอนเงินทุนที่ได้ชำระเป็นค่าหุ้นหรือทรัพย์สินที่ได้ชำระไว้แทนเงินค่าหุ้น   เว้นแต่ในกรณีที่หุ้นทั้งหมดไม่ได้ชำระเงินครบภายในกำหนดเวลา หรือผู้สนับสนุนมิได้จัดประชุมก่อตั้งบริษัทภายในระยะเวลาที่กำหนด  หรือผลการประชุมมีมติไม่ก่อตั้งบริษัท
 
        มาตรา 94 ภายในกำหนดระยะเวลา 30 วันหลังจากการประชุมก่อตั้งบริษัท  ให้คณะกรรมการบริหารบริษัท ดำเนินการจัดส่งเอกสารต่อไปนี้แก่สำนักงานทะเบียนบริษัท เพื่อขอจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท
            (1) หนังสือรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
            (2) บันทึกการประชุมก่อตั้งบริษัท
            (3) หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
            (4) รายงานผลการตรวจสอบทางการเงินเกี่ยวกับการเตรียมการก่อตั้งบริษัท
            (5) หนังสือรับรองเงินทุน
            (6) รายชื่อและภูมิลำเนาของกรรมการในคณะกรรมการบริหาร และคณะผู้กำกับตรวจสอบ และ
            (7) ชื่อและภูมิลำเนาของผู้แทนตามกฎหมายของบริษัท
 
         มาตรา 95 ภายในกำหนดระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันได้รับคำร้องขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม   ให้สำนักงานทะเบียนบริษัทแจ้งผลการรับจดทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียน  และให้ทำการจดทะเบียนให้แก่บริษัทที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ระบุในบทบัญญัติของกฎหมาย และออกหนังสืออนุญาตการประกอบการ   บริษัทที่มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย จะรับจดทะเบียนให้มิได้
            ให้นับวันก่อตั้งบริษัท เป็นวันออกหนังสืออนุญาตการประกอบกิจการค้า  และให้ทำการประกาศให้ทราบโดยทั่วกันทันทีที่บริษัทได้ก่อตั้งขึ้น
            ภายหลังการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทแล้ว ให้บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ที่ก่อตั้งขึ้นโดยวิธีการเสนอขายหุ้น รายงานข้อมูลการซื้อหุ้นบริษัทให้แก่สำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี
 
        มาตรา 96 ในกรณีที่มีการจัดตั้งสำนักงานสาขาขึ้นพร้อมกับการก่อตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  ให้บริษัทยื่นคำร้องเพื่อขอจดทะเบียนก่อตั้งสำนักงานสาขา ต่อสำนักงานทะเบียนบริษัท เพื่อขอรับหนังสืออนุญาตการประกอบกิจการค้าให้แก่สำนักงานสาขา
             ในกรณีที่สำนักงานสาขาจัดตั้งขึ้นภายหลังการก่อตั้งบริษัท  ให้ผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสำนักงานสาขา ต่อสำนักงานทะเบียนบริษัท เพื่อขอรับหนังสืออนุญาตการประกอบกิจการค้าให้แก่สำนักงานสาขา
 
       มาตรา 97 ให้ผู้สนับสนุนของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม มีหน้าที่รับผิดชอบดังต่อไปนี้
             (1) ในกรณีที่ไม่สามารถก่อตั้งบริษัทขึ้นได้  ให้มีสิทธิร่วมในการติดตามบรรดาหนี้และค่าใช้จ่ายทั้งหลายจากการดำเนินการก่อตั้งบริษัท
             (2) ในกรณีที่ไม่สามารถก่อตั้งบริษัทขึ้นได้  ให้มีสิทธิร่วมในการคืนเงินค่าหุ้นไปยังผู้ซื้อหุ้น  สำหรับเงินค่าหุ้นที่ได้ชำระแล้ว  และรวมค่าดอกเบี้ยธนาคารคำนวณจากระยะเวลาเดียวกัน
             (3) ในกรณีของผลประโยชน์ของบริษัทที่เสียหายระหว่างการดำเนินการก่อตั้งบริษัท อันเนื่องมาจากความผิดของผู้สนับสนุน  มีสิทธิขอเงินชดเชยให้แก่บริษัท
 
       มาตรา 98 ในการแปรรูปบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป เป็นบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม   บริษัทนั้นจะต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในบทบัญญัติของกฎหมายนี้  และการแปรรูปนี้ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่ระบุในกฎหมายฉบับนี้ เกี่ยวกับการก่อตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม
 
       มาตรา 99 ภายหลังการอนุมัติ การแปรรูปบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป เป็นบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว    ให้ถือว่าจำนวนมูลค่าหุ้นทั้งหมดที่ถูกแปลงไปเท่ากับจำนวนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัท     หากภายหลังการอนุมัติ บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป ที่แปรรูปเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ได้เสนอขายหุ้นให้แก่สาธารณชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทุน  ให้ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นให้แก่สาธารณชน
 
      มาตรา 100 ในการแปรรูปบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป เป็นบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมตามกฎหมายแล้ว   ให้ถือว่า สิทธิและความรับผิดในหนี้ที่เกิดจากบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป  ได้ตกทอดไปยังบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมนั้น   
 
      มาตรา 101 ให้บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม เก็บรักษาหนังสือบริคณห์สนธิ  รายชื่อผู้ถือหุ้น  รายงานการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น  และรายงานทางการเงินและบัญชีงบดุล ไว้ที่ที่ทำการบริษัท

ตอนที่ 2  การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น  
 
        มาตรา 102 ให้บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม จัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นที่ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นทั้งหมด      ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นถือเป็นองค์กรอำนาจของบริษัทและให้ดำเนินการโดยใช้อำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมาย
 
       มาตรา 103 ให้การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ใช้อำนาจหน้าที่ต่อไปนี้
              (1) ตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายในการประกอบธุรกิจและแผนงานลงทุนของบริษัท
              (2) เลือกและเลือกซ่อมกรรมการบริหาร และตัดสินใจเกี่ยวกับค่าตอบแทนของกรรมการ
              (3) เลือกคณะผู้กำกับตรวจสอบบริษัทที่แต่งตั้งจากตัวแทนผู้ถือหุ้น  และตัดสินใจในเรื่องเกี่ยวกับค่าตอบแทนของผู้กำกับตรวจสอบ
              (4) ตรวจสอบและให้การรับรองรายงานของคณะกรรมการบริหารบริษัท
              (5) ตรวจสอบและให้การรับรองรายงานของคณะผู้กำกับตรวจสอบบริษัท
              (6) ตรวจสอบและให้การรับรองแผนการเงินประจำปี และรายงานบัญชีประจำปีของบริษัท
              (7) ตรวจสอบและให้การรับรองแผนการแบ่งผลกำไรของบริษัท และแผนการปรับปรุงผลการขาดทุน
              (8) ลงมติเกี่ยวกับการเพิ่ม หรือลดทุนจดทะเบียนของบริษัท
              (9) ให้การรับรองมติเกี่ยวกับการออกหุ้นของบริษัท
              (10) ให้การรับรองมติเกี่ยวกับการควบรวมบริษัท  การแบ่งแยกบริษัท  การเลิกและชำระบัญชีบริษัท
              (11) การปรับปรุงแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิบริษัท
 
       มาตรา 104 ให้มีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นประจำปีปีละ 1 ครั้งและให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นภายใน  2  เดือน  หากมีเหตุการณ์ต่อไปนี้เกิดขึ้น
               (1) จำนวนกรรมการบริหารในคณะลดลงน้อยกว่าจำนวนที่ระบุในกฎหมาย  หรือน้อยกว่า 2 ใน 3  ของจำนวนตามเงื่อนไขที่ระบุในหนังสือบริคณห์สนธิ
               (2) ยอดประกอบการขาดทุนที่ยังไม่ได้ปรับปรุง มีจำนวนถึง 1 ใน 3 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เป็นเงินทุน
               (3) หากผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นรวมกัน ตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไป เรียกร้องให้จัดประชุมใหญ่
               (4) หากคณะกรรมการบริหารเห็นเป็นการสมควร  และ
               (5) หากคณะผู้กำกับตรวจสอบเสนอให้มีการจัดประชุมใหญ่ขึ้น
 
        มาตรา 105 ให้คณะกรรมการบริหารจัดให้มีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้  และให้ประธานคณะกรรมการบริหารเป็นประธานในที่ประชุม  ในกรณีที่ประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เนื่องจากมีเหตุผลพิเศษ   ให้รองประธานหรือกรรมการบริหารท่านอื่นที่แต่งตั้งโดยประธาน เป็นประธานในที่ประชุม   ให้ผู้ถือหุ้นแจ้งประเด็นที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาล่วงหน้าก่อนวันประชุม 30 วัน    สำหรับในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น  ห้ามมิให้มีการลงมติในประเด็นที่มิได้อยู่ในวาระประชุม
              ในกรณีมีการออกหุ้นที่ไม่ระบุชื่อผู้ถือหุ้นนำออกเสนอขาย   ให้ประกาศต่อสาธารณชนล่วงหน้า 45 วันก่อนจัดการประชุมเกี่ยวกับสาระที่ได้กล่าวในวรรคก่อน
              ให้ผู้ถือหุ้นชนิดไม่ระบุชื่อดังกล่าว ที่เข้าร่วมประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น  ฝากใบหุ้นไว้กับบริษัทเป็นเวลา 5 วันล่วงหน้าก่อนวันประชุมใหญ่จนถึงเวลาสิ้นสุดการประชุม
 
        มาตรา 106 ให้ผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น มีสิทธิออกเสียง 1 เสียงต่อหุ้นที่ถือ 1 หุ้น
               การลงมติในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น จะผ่านต่อเมื่อมีเสียงสนับสนุนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนเสียงผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด   มติเกี่ยวกับการควบบริษัท  การแยกบริษัท หรือการเลิกบริษัท  จะต้องมีเสียงผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่สนับสนุนมากกว่า 2 ใน 3 ของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
 
         มาตรา 107 การแก้ไขข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิ จะต้องมีเสียงผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่สนับสนุนมากกว่า 2 ใน 3 ของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
 
         มาตรา 108 ผู้ถือหุ้นอาจแต่งตั้งตัวแทนเข้าร่วมประชุมใหญ่   ให้ถือว่าตัวแทนเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถือหุ้น และมีสิทธิลงคะแนนเสียงภายในขอบเขตอำนาจที่ได้รับมอบหมาย
 
         มาตรา 109 มติในที่ประชุมเกี่ยวกับประเด็นที่อภิปรายกันในที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ให้จดบันทึกไว้ในรายงานการประชุม  และให้กรรมการบริหารผู้เข้าร่วมประชุมลงนามกำกับไว้ แล้วเก็บไว้ร่วมกับบัญชีลายมือชื่อของผู้ถือหุ้นผู้เข้าร่วมประชุม และหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งตัวแทนเข้าร่วมประชุม
 
        มาตรา 110 ผู้ถือหุ้นมีสิทธิในการตรวจสอบข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิ   บันทึกการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น และบัญชีงบดุลการเงิน   รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะ หรือข้อสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท
 
       มาตรา 111 หากมติในที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือมติของคณะกรรมการบริหาร  ฝ่าฝืนกฎระเบียบด้านบริหาร หรือ ละเมิดสิทธิประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของผู้ถือหุ้น    ให้ผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้อง มีสิทธิในการนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลประชาชน เพื่อขอให้ยุติพฤติการณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการละเมิดสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
 
ตอนที่  3  คณะกรรมการบริหารและผู้จัดการ
 
        มาตรา 112 ให้มีกรรมการในคณะกรรมการบริหาร ของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  จำนวนตั้งแต่  5 ถึง  19 คน
               ให้คณะกรรมการบริหาร รับผิดชอบต่อที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น และดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ ต่อไปนี้
               (1) จัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น และรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทต่อที่ประชุมใหญ่
               (2) นำมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปปฏิบัติ
               (3) ตัดสินใจเกี่ยวกับแผนธุรกิจและแผนการลงทุนของบริษัท
               (4) กำหนดแผนการเงินประจำปีและจัดทำรายงานทางบัญชีประจำปีของบริษัท 
               (5) กำหนดแผนการแบ่งผลกำไร และแผนการปรับปรุงผลการขาดทุน
               (6) กำหนดแผนการเพิ่มหรือลดทุนจดทะเบียนของบริษัท และแผนการออกหุ้นกู้
               (7) กำหนดแผนการควบรวม  การแยกบริษัท  และการล้มเลิกบริษัท
               (8) ตัดสินใจในการกำหนดองค์กรการจัดการภายในบริษัท
               (9) แต่งตั้งหรือให้ออก ผู้จัดการบริษัท ตามข้อเสนอเกี่ยวกับผู้จัดการ  และแต่งตั้งหรือให้ออกรองผู้จัดการ (อาจมีมากกว่าหนึ่งคน)  และบุคคลที่ทำหน้าที่ด้านการเงินของบริษัท   รวมถึงตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างของบุคคลเหล่านี้     และ
               (10) กำหนดระบบการบริหารจัดการพื้นฐานของบริษัท
 
         มาตรา 113 ให้คณะกรรมการบริหารบริษัทมีประธาน  1  คน  รองประธาน  1 หรือ 2 คน    และในการเลือกตั้งประธานและรองประธาน  ประธานและรองประธานของคณะกรรมการบริหารนี้ จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากกรรมการบริหารคนอื่นมากกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารทั้งหมด
               ให้ประธานกรรมการบริหาร เป็นผู้แทนตามกฎหมายของบริษัท
 
        มาตรา 114 ให้ประธานกรรมการบริหาร  ดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
                (1)  เป็นประธานในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น  และดำเนินการและเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการบริหาร
                (2)  ตรวจสอบการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการบริหาร  และ
                (3)  ลงนามในใบหุ้นและใบหุ้นกู้ของบริษัท
                ให้รองประธานกรรมการบริหาร   ช่วยเหลือประธานกรรมการบริหารในการปฏิบัติงาน และใช้อำนาจหน้าที่ของประธานกรรมการบริหาร   ในกรณีที่ประธาน ไม่สามารถใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่ได้
 
         มาตรา 115 ให้ระบุวาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการบริหาร ไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ   แต่การอยู่ในตำแหน่งให้มีได้ไม่เกินวาระละ  3  ปี  โดยกรรมการบริหารอาจอยู่ในตำแหน่งได้ใหม่ติดต่อกันหากได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอีกภายหลังจากหมดวาระแล้ว
               ในที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น มิอาจปลดกรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งออกจากตำแหน่งก่อนที่กรรมการท่านนั้นหมดวาระในตำแหน่ง
 
         มาตรา 116 ให้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารอย่างน้อยปีละ  2  ครั้ง  และแจ้งให้กรรมการบริหารทราบล่วงหน้าอย่างน้อย  10 วันก่อนวันประชุม
               วิธีการแจ้งและกำหนดเวลาในการแจ้งการประชุมวิสามัญคณะกรรมการบริหาร อาจให้มีการแยกกันพิจารณาตัดสินใจ ก็ได้
 
         มาตรา 117 การประชุมคณะกรรมการบริหาร  จะประชุมได้ต่อเมื่อมีกรรมการบริหารเข้าร่วมประชุมเกินกว่ากึ่งหนึ่ง    การลงมติใด ๆ ของคณะกรรมการบริหาร จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารทั้งหมด
 
        มาตรา 118  ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร    ให้กรรมการบริหารเข้าประชุมด้วยตนเอง   หากกรรมการบริหารท่านใดไม่อาจเข้าประชุมได้โดยมีเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง  อาจแต่งตั้งกรรมการบริหารท่านใดท่านหนึ่งเป็นผู้แทนตนเข้าประชุมโดยทำเป็นลายลักษณ์อักษร  ขอบเขตการมอบอำนาจให้ระบุในหนังสือมอบอำนาจ
                ให้จดบันทึกประเด็นที่หารือและข้อตัดสินใจต่าง ๆ ของที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร และให้กรรมการผู้เข้าร่วมประชุมลงนามรับรองพร้อมเจ้าหน้าที่ผู้จดบันทึกรายงาน
                ให้กรรมการบริหาร รับผิดชอบต่อมติใด ๆ ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหาร   หากมตินั้นฝ่าฝืนกฎหมายหรือกฎระเบียบบริหาร หรือข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายอย่างมากต่อบริษัท   ให้กรรมการบริหารผู้เข้าร่วมประชุมลงมตินั้น ๆ รับผิดชอบในการชดเชยความเสียหายให้แก่บริษัท    เว้นแต่หากกรรมการบริหารท่านใดท่านหนึ่งพิสูจน์ได้ว่า ตนได้คัดค้านการลงมตินั้นในที่ประชุม โดยได้มีการจดบันทึกข้อคัดค้านนั้นไว้ในบันทึกการประชุมด้วยแล้ว  ให้กรรมการบริหารผู้คัดค้านนั้น ไม่ต้องรับผิดชดเชยความเสียหายต่อบริษัท
 
        มาตรา 119 ในบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ให้มีผู้จัดการ  1  คน ซึ่งแต่งตั้งและถอดถอนโดยคณะกรรมการบริหารของบริษัท    โดยให้ผู้จัดการรับผิดชอบต่อคณะกรรมการบริหาร  ดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ ต่อไปนี้
               (1)  รับผิดชอบในการผลิต  ดำเนินงานและบริหารจัดการบริษัท  และนำมติคณะกรรมการบริหารไปปฏิบัติ
               (2)  ดำเนินการตามแผนธุรกิจและแผนการลงทุนประจำปีของบริษัท
               (3)  จัดทำแผนในการจัดองค์กรบริหารงานภายในบริษัท
               (4)  จัดทำระบบบริหารงานพื้นฐานในบริษัท
               (5)  จัดทำกฎระเบียบควบคุมในบริษัท
               (6)  เสนอแนะการแต่งตั้งหรือปลดออกรองผู้จัดการ และบุคคลที่ทำหน้าที่ด้านการเงินของบริษัท
               (7)  แต่งตั้งหรือปลดออกพนักงานฝ่าย จัดการอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริหาร  และ
               (8)  ใช้อำนาจหน้าที่อื่น ๆ ที่ข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิและคณะกรรมการบริหารยินยอมให้กระทำได้
               ให้ผู้จัดการเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการบริหาร โดยไม่มีสิทธิ์ออกเสียง
 
         มาตรา 120 ในกรณีจำเป็น  คณะกรรมการบริหารอาจมอบอำนาจให้ประธานกรรมการบริหาร ปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นในช่วงที่ไม่อาจจัดประชุมคณะกรรมการบริหารได้
               คณะกรรมการบริหาร อาจแต่งตั้งกรรมการท่านใดท่านหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดการไปพลางก่อน
 
         มาตรา 121 ก่อนศึกษาวิเคราะห์และตัดสินปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนบุคคลของพนักงานและคนงาน   เช่น  เงินเดือน  สวัสดิการ  ความปลอดภัยในการผลิต  การคุ้มครองและประกันแรงงาน    ให้บริษัทขอความเห็นจากสหภาพแรงงานและพนักงานและคนงานของบริษัท   รวมทั้งให้เชิญผู้แทนของสหภาพแรงงาน หรือพนักงานและคนงานเข้าร่วมประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีสิทธิออกเสียง
 
        มาตรา 122 ให้บริษัทขอความเห็นและข้อเสนอแนะจากสหภาพแรงงานรวมทั้งพนักงานและคนงานของบริษัท  ในการศึกษาวิเคราะห์และตัดสินใจปัญหาเกี่ยวกับการผลิตและการปฏิบัติงาน  รวมทั้ง การกำหนดกฎระเบียบที่สำคัญ
 
        มาตรา 123 ให้กรรมการบริหารและผู้จัดการ  มีพันธะตามที่ระบุในข้อกำหนดตามหนังสือบริคณห์สนธิ  และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตในการคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัท  ห้ามมิให้ใช้ตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของตนในการแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน  
               ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 56 ถึง 63 ในเรื่องคุณสมบัติที่ผิดเงื่อนไขในการเป็นกรรมการบริหารและผู้จัดการ  รวมทั้งในเรื่องพันธะและความรับผิดชอบของกรรมการบริหารและผู้จัดการ นำมาปรับใช้กับกรรมการบริหารและผู้จัดการของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมโดยอนุโลม
 
 
ตอนที่  4  คณะผู้กำกับตรวจสอบ
 
        มาตรา 124 ให้มีองค์คณะผู้กำกับตรวจสอบในบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  โดยมีจำนวนกรรมการในองค์คณะไม่น้อยกว่า 3 คน  และให้เลือกกรรมการท่านหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการประชุม
               คณะผู้กำกับตรวจสอบ ประกอบด้วยผู้แทนของผู้ถือหุ้น และผู้แทนจากพนักงานและคนงานในสัดส่วนที่เหมาะสม   การกำหนดสัดส่วนดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิ  ผู้แทนของพนักงานและคนงานของบริษัทในคณะผู้กำกับตรวจสอบ มาจากการเลือกตั้งโดยวิถีทางประชาธิปไตย
               กรรมการบริหาร  ผู้จัดการ หรือพนักงานผู้รับผิดชอบด้านการเงินของบริษัท ไม่อาจดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับตรวจสอบในเวลาเดียวกันได้
 
       มาตรา 125 ให้วาระการดำรงตำแหน่งของผู้กำกับตรวจสอบอยู่ในตำแหน่งวาระละ 3 ปี  และอาจอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันได้  หากภายหลังหมดวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีก 
 
      มาตรา 126 ให้คณะผู้กำกับตรวจสอบ  ใช้อำนาจหน้าที่ต่อไปนี้
               (1) ตรวจสอบด้านการเงินของบริษัท
               (2) กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการบริหาร และผู้จัดการ ที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย  กฎระเบียบด้านบริหาร หรือ ข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
               (3) ให้กรรมการบริหาร และ ผู้จัดการ แก้ไขการปฏิบัติงานที่ไม่ถูกต้องซึ่งตรวจพบและอาจส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของบริษัท
               (4) เสนอให้มีการจัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นสมัยวิสามัญ  และ
               (5) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ  ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ
               ให้ผู้กำกับตรวจสอบ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารโดยไม่มีสิทธิออกเสียง
 
     มาตรา 127 ให้มีข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาและขั้นตอนการลงคะแนนเสียงของคณะผู้กำกับตรวจสอบ
 
     มาตรา 128 ให้ผู้กำกับตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่การกำกับดูแลด้วยความสุจริตตามบทบัญญัติของกฎหมาย กฎระเบียบทางบริหาร  และข้อกำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิ
               ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 57 ถึง 59 และมาตรา  62 ถึง 63 ของกฎหมายฉบับนี้ในเรื่องคุณสมบัติที่ผิดเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่งผู้กำกับตรวจสอบ   รวมทั้งในเรื่องพันธะและความรับผิดชอบของผู้กำกับตรวจสอบ นำมาปรับใช้กับผู้กำกับตรวจสอบของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมโดยอนุโลม

หมวดที่  4  การออกหุ้นและการโอนหุ้นในบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม
 
ตอนที่ 1  การออกหุ้น
 
        มาตรา 129  ทุนของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  ให้แบ่งเป็นหุ้นที่มีมูลค่าเท่ากัน
                หุ้นของบริษัทให้ทำเป็นหนังสือรับรองหุ้น ซึ่งเป็นใบรับรองมูลค่าหุ้นที่บริษัทออกให้เพื่อรับรองจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นถือไว้
 
       มาตรา 130  การออกหุ้นให้ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักในการประกาศให้ทราบทั่วกัน  ความเสมอภาค และยุติธรรม   หุ้นชนิดเดียวกันย่อมมีสิทธิและผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน
               หุ้นที่ออกมาคราวเดียวกัน ให้มีการออกหุ้นตามเงื่อนไขเดียวกันในราคาที่เท่ากัน  หน่วยงานหรือบุคคลใด ๆ ที่ยื่นความจำนงซื้อหุ้นจะต้องชำระหุ้นแต่ละหุ้นในราคาเดียวกัน
 
      มาตรา 131 หุ้นอาจนำออกขายในราคาหน้าตั๋ว หรือสูงกว่า  แต่จะขายต่ำกว่าราคาหน้าตั๋วไม่ได้     
               หุ้นที่จะนำออกขายสูงกว่าราคาหน้าตั๋ว  ให้ยื่นเรื่องขอความเห็นชอบจากสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี 
               เงินรายได้จากการออกหุ้นที่มีราคาสูงกว่าราคาหน้าตั๋ว ให้นำเข้าสู่กองทุนเงินสำรองของบริษัท
               มาตรการพิเศษในการบริหารจัดการการออกหุ้นที่มีราคาสูงกว่าราคาหน้าตั๋ว ให้บัญญัติแยกไว้โดยสำนักนายกรัฐมนตรี
 
      มาตรา 132 หนังสือรับรองการถือหุ้น อาจจัดทำลงในรูปกระดาษ หรือรูปแบบอื่นตามที่ได้กำหนดโดยสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี
              ในหนังสือรับรองการถือหุ้น ให้แสดงรายการต่อไปนี้ให้ชัดเจนคือ
              (1) ชื่อของบริษัท
              (2) วันจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท
              (3) ประเภทของหุ้น  ราคาหน้าตั๋ว  จำนวนหุ้นที่หนังสือรับรองฉบับนั้นถือไว้
              (4) หมายเลขที่ออกหนังสือรับรองการถือหุ้น
              ให้ประธานกรรมการบริหารลงนามในหนังสือรับรองการถือหุ้น  พร้อมประทับตราบริษัท
               หากผู้สนับสนุนเป็นเจ้าของหนังสือรับรองการถือหุ้นนั้น  ให้ระบุคำว่า  “หนังสือรับรองการถือหุ้นของผู้สนับสนุน” ไว้อย่างชัดเจนด้วย
 
     มาตรา 133 หุ้นที่บริษัทออกให้แก่ผู้สนับสนุน  สถาบันการลงทุนของรัฐ หรือนิติบุคคล จะเป็นหุ้นชนิดที่ระบุชื่อผู้ถือหุ้น โดยให้ระบุชื่อของ ผู้สนับสนุน  สถาบันการลงทุนของรัฐ หรือนิติบุคคล นั้นไว้ในใบหุ้น หุ้นดังกล่าวมิอาจจดทะเบียนเป็นชื่ออื่น หรือชื่อของหน่วยงานตัวแทนอื่น ๆ
              หุ้นที่ออกให้แก่สาธารณชนอาจเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ถือหุ้น หรือไม่ระบุชื่อผู้ถือหุ้นก็ได้
 
     มาตรา 134 ในการออกหุ้นชนิดที่ระบุชื่อผู้ถือหุ้น  ให้บริษัทเตรียมบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น  ซึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้
               (1) ชื่อ หรือตำแหน่ง และภูมิลำเนาของผู้ถือหุ้น
               (2) จำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถือไว้   
               (3) หมายเลขหนังสือรับรองการถือหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถือไว้
               (4) วันที่ที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนได้รับหุ้น
               ในกรณีออกหุ้นชนิดไม่ระบุชื่อผู้ถือหุ้น  ให้บริษัทบันทึกจำนวนหุ้น  หมายเลขหนังสือและวันออกหนังสือรับรองการถือหุ้น
 
    มาตรา 135 สำนักนายกรัฐมนตรีอาจออกระเบียบอื่นเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับการออกหุ้นประเภทอื่น ๆ ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้มิได้กำหนดไว้
 
     มาตรา 136 ให้บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม นำส่งหนังสือรับรองการถือหุ้นไปยังผู้ถือหุ้นในทันทีภายหลังจากได้จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทแล้ว  ห้ามมิให้บริษัทนำส่งหนังสือรับรองการถือหุ้นก่อนการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท
 
    มาตรา 137 ในการออกหุ้นใหม่  บริษัทจะต้องบรรลุเงื่อนไขต่อไปนี้
               (1) หุ้นที่ได้ออกเมื่อคราวก่อนจะต้องมีผู้ซื้อครบจำนวนแล้ว และมีระยะเวลาครบรอบอย่างน้อย 1 ปีนับแต่การออกหุ้นคราวก่อน
               (2) ผลการประกอบการของบริษัทมีกำไรติดต่อกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และสามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้
               (3) ไม่พบความผิดของบริษัทเกี่ยวกับเอกสารบัญชีทางการเงินในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา  และ
               (4) การคาดการณ์อัตราผลกำไรของบริษัท มีเท่าเทียมกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ในช่วงเวลาเดียวกัน
               ห้ามมิให้นำ (2) ของวรรคก่อนมาใช้บังคับในการจำหน่ายหุ้นใหม่ของบริษัทจากผลกำไรของปีปัจจุบัน
 
     มาตรา 138 ในการออกหุ้นใหม่ของบริษัท  ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นจำต้องมีมติในเรื่องต่อไปนี้
               (1) ประเภทและจำนวนของหุ้นใหม่
               (2) ราคาที่นำออกขายของหุ้นใหม่
               (3) วันเปิดและวันปิดรับการซื้อหุ้นใหม่  และ
               (4) ประเภทและจำนวนของหุ้นใหม่ที่ออกให้แก่ผู้ถือหุ้นในขณะนั้น
 
    มาตรา 139 ภายหลังจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นมีมติให้ออกหุ้นใหม่ ให้คณะกรรมการบริหารยื่นคำร้องขออนุมัติต่อสำนักงานที่รับผิดชอบภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี  หรือสำนักงานประจำมณฑลของรัฐบาลท้องถิ่น    หากหุ้นใหม่ที่จะออกนั้นเสนอขายต่อสาธารณชน  จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีด้วย
 
     มาตรา 140 ในกรณีที่บริษัทได้รับความเห็นชอบให้นำหุ้นใหม่ออกขายต่อสาธารณชนได้  จะต้องประกาศคำเชิญชวนให้ซื้อหุ้นที่ออกใหม่นี้และสถานะการเงินของบริษัท พร้อมรายละเอียดระยะเวลาขั้นตอนการซื้อ  รวมทั้งต้องเตรียมแบบฟอร์มแสดงความจำนงขอซื้อหุ้นใหม่
               ในการเปิดขายหุ้นใหม่ต่อสาธารณชนนั้น  ให้ทำการขายหุ้นผ่านหน่วยงานหลักทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ซึ่งได้มีการจัดทำข้อตกลงการเกี่ยวกับการจำหน่ายหุ้นไว้แล้ว
 
    มาตรา 141 ในการออกขายหุ้นใหม่  บริษัทอาจกำหนดราคาที่เสนอขายหุ้นใหม่ โดยคำนวณจากอัตราผลกำไรที่มีติดต่อกันรวมทั้งมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น
 
    มาตรา 142 หากหุ้นใหม่ที่บริษัทเสนอขายมีผู้ซื้อครบจำนวนแล้ว ให้บริษัทยื่นคำร้องแจ้งต่อสำนักงานทะเบียนบริษัท เพื่อจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนของบริษัท แล้วจึงดำเนินการประกาศแจ้งให้สาธารณชนทราบต่อไป
 
 
ตอนที่  2  การโอนหุ้น
 
    มาตรา  143  หุ้นของผู้ถือหุ้นอาจทำการโอนให้ได้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย
 
    มาตรา  144  ผู้ถือหุ้นจะโอนหุ้นได้โดยดำเนินการผ่านตลาดหลักทรัพย์ที่ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมาย
 
    มาตรา  145 หุ้นชนิดที่ระบุชื่อผู้ถือหุ้น จะโอนได้โดยวิธีการผู้ถือหุ้นสลักหลังใบหุ้น  หรือโดยวิธีการอื่นใดที่กำหนดโดยกฎหมาย และกฎระเบียบบริหาร
               ในกรณีโอนหุ้นที่ระบุชื่อผู้ถือหุ้น   ให้บริษัทจดทะเบียนชื่อ หรือตำแหน่งของผู้รับโอนหุ้น และภูมิลำเนา ลงในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
                ห้ามมิให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นในวรรคก่อน ในช่วง 30 วันก่อนวันประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น หรือในช่วง 5 วันก่อนวันที่บริษัทตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรเงินปันผล
 
   มาตรา 146 การโอนหุ้นที่ไม่ระบุชื่อผู้ถือหุ้น ให้มีผลทันทีที่ผู้ถือหุ้นได้ส่งมอบใบหุ้นให้ผู้รับโอนหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามกฎหมาย
 
   มาตรา 147 ในช่วง 3 ปีภายหลังการก่อตั้งบริษัท จะโอนหุ้นที่ถือโดยผู้สนับสนุนบริษัทมิได้
              ให้กรรมการบริหาร  ผู้กำกับดูแล  และผู้จัดการ  แจ้งจำนวนหุ้นที่ตนถืออยู่ต่อบริษัท  และห้ามโอนหุ้นดังกล่าวในระหว่างที่ตนอยู่ในตำแหน่ง
 
   มาตรา 148 สถาบันส่งเสริมการลงทุนของรัฐ  อาจโอนหุ้นที่ตนถือไว้ตามบทบัญญัติในกฎหมาย และอาจซื้อหุ้นที่ถือโดยผู้ถือหุ้นรายอื่น    สำหรับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและอนุมัติการโอนหุ้นหรือซื้อหุ้นดังกล่าวนี้  และมาตรการในการบริหารจัดการในเรื่องนี้  ให้กำหนดขึ้นเป็นการเฉพาะโดยกฎหมาย และกฎระเบียบด้านบริหาร
 
    มาตรา 149 เพื่อวัตถุประสงค์ในการลดทุนของบริษัท  บริษัทไม่อาจซื้อหุ้นของตนเอง  เว้นแต่หากต้องการยกเลิกหุ้นนั้น   หรือบริษัทได้ควบรวมกับบริษัทอื่นที่ได้ถือหุ้นของบริษัทไว้
               ให้บริษัทยกเลิกหุ้นที่ซื้อโดยบริษัทของตนเองตามที่กล่าวไว้ในวรรคก่อนภายใน 10 วัน และให้จดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงทุนของบริษัทตามกฎหมาย และกฎระเบียบทางการบริหาร แล้วประกาศให้สาธารณชนทราบต่อไป
               บริษัท ไม่อาจรับหุ้นของตนเป็นทรัพย์ประธานในการจำนอง
 
    มาตรา 150 ในกรณีที่ใบหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ถือหุ้นถูกลักขโมย  สูญหาย  หรือถูกทำลาย   ผู้ถือหุ้น อาจร้องขอให้ศาลประชาชนประกาศให้ใบหุ้นดังกล่าวเป็นโมฆะ  ทั้งนี้ ให้ดำเนินการประกาศแจ้งให้สาธารณชนทราบเพื่อยืนยันสิทธิตามที่บทบัญญัติในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดไว้
               ภายหลังจากที่ศาลประชาชนได้ประกาศให้ใบหุ้นดังกล่าวในวรรคก่อนเป็นโมฆะ   ผู้ถือหุ้นอาจร้องขอต่อบริษัทเพื่อออกใบหุ้นทดแทนให้
 
 
ตอนที่  3  บริษัทที่ขึ้นบัญชีในตลาดหลักทรัพย์
 
     มาตรา 151 บริษัทที่ขึ้นบัญชีในตลาดหลักทรัพย์ที่กล่าวถึงในกฎหมายฉบับนี้ หมายถึง บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ซึ่งได้นำหุ้นที่ออกไปขึ้นบัญชีและขายในตลาดหลักทรัพย์  โดยได้รับความเห็นชอบจากสำนักนายกรัฐมนตรี หรือสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ที่ได้รับมอบอำนาจจากสำนักนายกรัฐมนตรี
 
     มาตรา 152 หากบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมต้องการขึ้นบัญชีและขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  จะต้องบรรลุเงื่อนไขต่อไปนี้
               (1) ได้มีการออกหุ้นไปยังสาธารณชนโดยได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี
               (2) บริษัทมีทุนทรัพย์หุ้นทั้งหมดไม่น้อยกว่า  50,000,000 หยวน
               (3) บริษัทจะต้องดำเนินกิจการมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี  และในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีผลกำไรติดต่อกัน  สำหรับการดำเนินกิจการของบริษัทซึ่งแปรรูปมาจากรัฐวิสาหกิจตามบทบัญญัติของกฎหมาย  หรือซึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่จากการดำเนินการตามกฎหมายนี้กับรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนหลัก   สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้โดยไม่รบกวนต่อวิสาหกิจที่เป็นต้นกำเนิดหรือผู้สนับสนุนหลักนั้น
               (4) จำนวนผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นมูลค่าหน้าตั๋ว 1,000 หยวนขึ้นไป  มีจำนวนไม่น้อยกว่าพันคน และ หุ้นที่ออกสู่สาธารณะมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นที่ออกทั้งหมด   ในกรณีที่บริษัทมีทุนจดทะเบียนมากกว่า 400,000,000 หยวน  สัดส่วนของหุ้นที่ออกสู่สาธารณะจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหุ้นที่ออกทั้งหมด
               (5) บริษัทจะต้องไม่มีประวัติพัวพันในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา  และข้อมูลสถานะทางการเงินในช่วงเดียวกันเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง  และ
               (6) เงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด
 
     มาตรา 153 ในกรณีที่บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ยื่นความจำนงขอขึ้นบัญชีและนำหุ้นออกขายในตลาดหลักทรัพย์  จะต้องยื่นขออนุมัติต่อสำนักนายกรัฐมนตรี หรือสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ที่ได้รับมอบอำนาจจากสำนักนายกรัฐมนตรี  พร้อมทั้งแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมาย และกฎระเบียบทางการบริหารกำหนดไว้
               ให้สำนักนายกรัฐมนตรีหรือสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ที่ได้รับมอบอำนาจจากสำนักนายกรัฐมนตรี อนุมัติคำร้องขอขึ้นบัญชีและนำหุ้นขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้ และห้ามมิให้อนุมัติคำร้องขอของบริษัทที่มีเงื่อนไขไม่เป็นไปตามกฎหมายฉบับนี้
               หากคำร้องขอขึ้นบัญชีและนำหุ้นขายในตลาดหลักทรัพย์นั้นได้รับอนุมัติ  ให้บริษัทที่ได้รับอนุมัติทำการรายงานต่อสาธารณะเกี่ยวกับรายการหุ้นที่ขึ้นบัญชีนำออกขายในตลาดหลักทรัพย์ และนำเอกสารที่เกี่ยวข้องปิดในสถานที่เปิดเผยเพื่อสาธารณชนได้ตรวจสอบ 
 
     มาตรา 154 หุ้นของบริษัทที่ได้รับอนุมัติให้ขึ้นบัญชีขายในตลาดหลักทรัพย์  ให้ทำการขึ้นบัญชีเพื่อขายในตลาดหลักทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย และกฎระเบียบทางการบริหารที่เกี่ยวข้อง
 
    มาตรา 155 เมื่อสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว  หุ้นของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมอาจนำขึ้นบัญชีและขายในตลาดหลักทรัพย์นอกอาณาเขตประเทศจีน  และให้นำมาตรการเฉพาะที่กำหนดโดยสำนักนายกรัฐมนตรีมาบังคับใช้
 
    มาตรา 156 บริษัทในบัญชีตลาดหลักทรัพย์  โดยปกติจะต้องเปิดเผยสถานะทางการเงินและทางธุรกิจ  ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและกฎระเบียบทางการบริหาร   และให้มีการรายงานฐานะการเงินให้สาธารณะทราบทุกครึ่งปีของแต่ละปีงบประมาณ
 
    มาตรา 157 สำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี  อาจสั่งชะลอการขายหุ้นของบริษัทที่ขึ้นบัญชีขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  หากมีเหตุการณ์ต่อไปนี้เกิดขึ้น
              (1)  จำนวนหุ้นทั้งหมดที่เป็นทุนทรัพย์ และการจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในหุ้น  ได้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถบรรลุเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการเป็นบริษัทที่ขึ้นบัญชีขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
              (2)  บริษัทไม่ได้ประกาศแจ้งสถานะทางการเงิน ตามที่บทบัญญัติในกฎหมายกำหนดไว้  หรือจัดทำหลักฐานทางการเงินอันเป็นเท็จ
              (3)  บริษัทเข้าพัวพันในพฤติกรรมอันเป็นความผิดฉกรรจ์ตามกฎหมาย หรือ
              (4)  บริษัทได้มีผลขาดทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาติดต่อกัน
 
    มาตรา 158 ในกรณีที่มีสถานการณ์ดังที่กล่าวใน (2) หรือ (3) ของมาตราก่อน ซึ่งใช้กับบริษัทที่ขึ้นบัญชีไว้ในตลาดหลักทรัพย์  และมีผลเสียหายร้ายแรง  หรือ เมื่อมีสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวไว้ใน (1) หรือ (4) ของมาตราก่อน โดยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในเวลาที่กำหนด  และทำให้บริษัทขาดคุณสมบัติเป็นบริษัทในบัญชีตลาดหลักทรัพย์   ให้สำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี  สั่งระงับการนำหุ้นของบริษัทดังกล่าวขึ้นบัญชีในตลาดหลักทรัพย์
               หากบริษัทประสงค์จะเลิกกิจการ   อันเนื่องจากถูกหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สั่งปิดกิจการ หรือถูกประกาศให้เป็นบริษัทล้มละลาย   ให้สำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี สั่งระงับการนำหุ้นบริษัทออกขายในตลาดหลักทรัพย์    
 
 
หมวดที่ 5   หุ้นกู้ของบริษัท
 
    มาตรา 159  บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม บริษัทจำกัดความรับผิดซึ่งรัฐถือหุ้นเบ็ดเสร็จ และบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปที่ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป หรือโดยหน่วยการลงทุนของรัฐตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป  อาจออกหุ้นกู้ได้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเพิ่มทุนเพื่อใช้ในการผลิตหรือดำเนินงาน
 
    มาตรา 160  หุ้นกู้ดังกล่าวในกฎหมายนี้  หมายถึง ตราสารที่เปลี่ยนมือได้ที่ออกโดยบริษัทตามกระบวนการทางกฎหมาย ที่การจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยภายในระยะเวลาที่กำหนด
 
   มาตรา 161 ในการออกหุ้นกู้  จะต้องบรรลุเงื่อนไขต่อไปนี้
               (1)  กรณีเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม จะต้องมีทรัพย์สินสุทธิมูลค่า ไม่น้อยกว่า 30,000,000 หยวน   สำหรับบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป  จะต้องมีทรัพย์สินสุทธิมูลค่า ไม่น้อยกว่า 60,000,000 หยวน
               (2)  ยอดมูลค่ารวมของหุ้นกู้ที่ออกไป จะต้องไม่เกินร้อยละ  40 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัท
               (3)  ยอดกำไรที่จะนำมาจัดสรรเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา  จะต้องมีเพียงพอที่จะชำระค่าดอกเบี้ยของใบหุ้นกู้ในระยะเวลา 1 ปี
               (4)  เงินทุนที่จะเพิ่มจะต้องลงทุนในเรื่องที่สอดคล้องกับนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐ
               (5)  อัตราดอกเบี้ยสำหรับหุ้นกู้จะต้องไม่เกินเพดานขั้นสูงสุดที่กำหนดโดยสำนักนายกรัฐมนตรี
               (6)  เงื่อนไขอื่น ๆ ที่กำหนดโดยสำนักนายกรัฐมนตรี
               เงินทุนที่เพิ่มทุนโดยวิธีการออกหุ้นกู้ จะต้องใช้ในวัตถุประสงค์ที่ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานตรวจสอบและอนุมัติ และจะต้องไม่ใช้เพื่อชดเชยการขาดทุนของบริษัท หรือเพื่อใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต
 
   มาตรา 162 ในสถานการณ์แวดล้อมต่อไปนี้  บริษัทจะออกหุ้นกู้ไม่ได้
              (1) หากการออกหุ้นกู้ของบริษัทในคราวก่อน ยังไม่ได้มีการชำระเต็มจำนวน  หรือ
              (2) หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทได้ผิดสัญญา หรือชะลอการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยของหุ้นกู้ที่ออกไปก่อนหน้าหรือหนี้สินใด ๆ ของบริษัท  และข้อเท็จจริงแห่งการผิดสัญญา หรือการชะลอการจ่ายเงินยังปรากฏอยู่
 
   มาตรา 163  สำหรับบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม และบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปที่จะออกหุ้นกู้   ให้คณะกรรมการบริหารกำหนดแผนการเพื่อการนี้  และให้มีการลงมติในเรื่องนี้โดยเฉพาะในที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
               ในกรณีของบริษัทจำกัดความรับผิดที่รัฐถือหุ้นเบ็ดเสร็จจะออกหุ้นกู้  จะต้องได้รับการอนุมัติจากสถาบันการลงทุน หรือสำนักงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ
               ในการดำเนินการตามที่กล่าวใน 2 วรรคก่อน  ให้บริษัทยื่นเรื่องต่อสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติต่อไป
 
   มาตรา 164  ปริมาณของการออกหุ้นกู้  ให้กำหนดโดยสำนักนายกรัฐมนตรี   การออกหุ้นกู้ซึ่งตรวจสอบและอนุมัติโดยสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี จะต้องไม่เกินปริมาณที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด
               ให้สำนักบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี  ทำการอนุมัติคำร้องขอออกหุ้นกู้ของบริษัท  หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนี้ และห้ามมิให้อนุมัติหากไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนี้
               หากปรากฏในภายหลังว่าคำขอที่อนุมัติไปแล้วนั้นไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ให้ถอนคำอนุมัตินั้น   ในกรณีที่ยังไม่ได้มีการออกหุ้นกู้  ให้บริษัทยุติการออกหุ้นกู้นั้นเสีย   หากการออกหุ้นกู้นั้นได้ดำเนินการไปแล้ว  ให้บริษัทผู้ออกหุ้นกู้คืนเงินที่ชำระค่าหุ้นกู้แก่ผู้ซื้อ พร้อมค่าดอกเบี้ยตามอัตราธนาคารคำนวณจากระยะเวลาเดียวกัน
 
   มาตรา 165  ในการยื่นเอกสารหลักฐานต่อสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขออนุมัติออกหุ้นกู้   ให้บริษัทนำเอกสารต่อไปนี้แนบพร้อมคำร้อง
               (1) หนังสือจดทะเบียนบริษัท
               (2) หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
               (3) วิธีการในเสนอขายหุ้นกู้  และ
               (4) รายงานการตีราคามูลค่าทรัพย์สินและหนังสือรับรองมูลค่าทรัพย์สิน
 
   มาตรา 166  ภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติให้ออกหุ้นกู้  ให้บริษัทประกาศแจ้งสาธารณชนทราบถึงวิธีการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท
               วิธีการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท  ให้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
               (1) ชื่อบริษัท
               (2) จำนวนหุ้นกู้ทั้งหมด และราคาหน้าตั๋ว
               (3) อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้
               (4) ระยะเวลาซื้อคืนละวิธีการจ่ายคืนเงินต้นและการจ่ายดอกเบี้ย
               (5) วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดการออกหุ้นกู้
               (6) มูลค่าของทรัพย์สินสุทธิของบริษัท 
               (7) จำนวนหุ้นกู้ทั้งหมดที่ยังไม่ถึงกำหนดซื้อคืนของบริษัท  และ
               (8) ตัวแทนขายหุ้นกู้ของบริษัท
 
   มาตรา 167  ใบหุ้นกู้ที่บริษัทออกจะต้องระบุอย่างชัดเจนในรายการต่าง ๆ คือ  ชื่อบริษัท  ราคาหน้าตั๋ว  อัตราดอกเบี้ย  กำหนดระยะเวลาซื้อคืน  และให้มีลายมือชื่อลงนามโดยประธานคณะกรรมการบริหาร  พร้อมประทับตราบริษัท
 
   มาตรา 168  หุ้นกู้ของบริษัท อาจแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ หุ้นกู้ที่ระบุชื่อผู้ถือ และหุ้นกู้ที่ไม่ระบุชื่อผู้ถือ
 
   มาตรา 169  ให้บริษัทที่ออกหุ้นกู้ เตรียมจัดหาต้นขั้วใบหุ้นกู้ที่ออก
               เมื่อได้มีการออกใบหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ  ต้นขั้วของใบหุ้นกู้จะต้องมีรายละเอียดดังนี้
              (1)  ชื่อ หรือตำแหน่ง และภูมิลำเนาของผู้ถือใบหุ้นกู้
              (2)  วันที่ที่ผู้ถือใบหุ้นกู้ได้รับและหมายเลขประจำของใบหุ้นกู้
              (3)  จำนวนหุ้นกู้ทั้งหมด  ราคาหน้าตั๋ว  อัตราดอกเบี้ย  ของหุ้นกู้  และวิธีการและระยะเวลาในการซื้อคืนใบหุ้นกู้และการชำระดอกเบี้ย  และ
              (4)  วันที่ออกหุ้นกู้
              ในกรณีออกหุ้นกู้ที่ไม่ระบุชื่อผู้ถือ   ต้นขั้วของใบหุ้นกู้จะต้องระบุ จำนวนหุ้นกู้ทั้งหมด  อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้   วิธีการและระยะเวลาในการซื้อคืนใบหุ้นกู้และการชำระดอกเบี้ย  และวันที่ออกใบหุ้นกู้และหมายเลขประจำของใบหุ้นกู้
 
   มาตรา 170 ใบหุ้นกู้อาจโอนได้   โดยให้ดำเนินการโอนผ่านตลาดหลักทรัพย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย
               ค่าโอนใบหุ้นกู้ให้ตกลงกันระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน
 
   มาตรา 171 ใบหุ้นกู้ชนิดที่ระบุชื่อผู้ถือ  ให้โอนโดยผู้ถือหุ้นสลักหลังใบหุ้น หรือโดยวิธีการอื่นตามที่กฎหมาย หรือกฎระเบียบทางการบริหารกำหนดไว้
               ในการโอนใบหุ้นกู้ชนิดที่ระบุชื่อผู้ถือ  ให้ทำการบันทึกชื่อและภูมิลำเนาของผู้รับโอนในต้นขั้วใบหุ้นกู้นั้น
               ในการโอนใบหุ้นกู้ชนิดไม่ระบุชื่อ  การโอนใบหุ้นกู้จะมีผลทันทีต่อเมื่อผู้ถือใบหุ้นได้นำส่งใบหุ้นกู้ให้แก่ผู้รับโอน ณ ตลาดหลักทรัพย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย
 
    มาตรา 172 โดยให้มีมติรับรองในที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น  บริษัทที่ขึ้นบัญชีขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  อาจออกหุ้นกู้ที่สามารถแปลงเป็นหุ้นบริษัท   สำหรับวิธีการในการแปลงหุ้นให้ระบุไว้ในวิธีการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท
               ในการออกหุ้นกู้ที่สามารถแปลงเป็นหุ้นบริษัท จะต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี    หุ้นกู้ที่สามารถแปลงเป็นหุ้นบริษัทนั้น จะต้องบรรลุเงื่อนไขของการออกหุ้นทั่วไปของบริษัท นอกเหนือจากการที่ต้องบรรลุเงื่อนไขในการออกหุ้นกู้แล้ว
               ในการออกหุ้นกู้ชนิดที่สามารถแปลงเป็นหุ้นบริษัท  ให้ระบุคำว่า “หุ้นกู้ชนิดสามารถแปลงเป็นหุ้นบริษัท” ไว้ในใบหุ้นให้ชัดเจน  และให้จดบันทึกจำนวนหุ้นกู้ชนิดที่สามารถแปลงเป็นหุ้นบริษัทในต้นขั้วใบหุ้นกู้ด้วย
 
    มาตรา  173  บริษัทที่ออกหุ้นกู้ชนิดที่สามารถแปลงเป็นหุ้นบริษัทได้  จะต้องให้ผู้ถือหุ้นกู้ดังกล่าวแปลงหุ้นกู้เป็นหุ้นบริษัทได้ตามวิธีการแปลงหุ้นที่กำหนดไว้   อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้นกู้สามารถเลือกที่จะแปลงหรือไม่แปลงหุ้น ก็ได้
 
 
หมวดที่ 6  การเงินและบัญชีของบริษัท
 
    มาตรา  174  ให้บริษัทจัดตั้งแผนกการเงินและบัญชีตามกฎหมาย และกฎระเบียบทางการบริหาร  และให้มีหน่วยงานรับผิดชอบด้านการเงินในสำนักนายกรัฐมนตรี
 
   มาตรา  175  ในทุกสิ้นปีงบประมาณ  ให้บริษัทจัดเตรียมรายงานการเงินและบัญชี  เพื่อตรวจสอบและรับรองตามกฎหมาย
                 รายงานการเงินและบัญชี ประกอบด้วยเอกสารด้านการเงินและบัญชี พร้อมเอกสารอื่น ๆ ดังนี้
                 (1) รายงานงบดุลบริษัท
                 (2) รายงานผลกำไรขาดทุน
                 (3) รายงานการเปลี่ยนแปลงสถานะทางการเงินของบริษัท
                 (4) รายงานชี้แจงสถานะทางการเงินของบริษัท  และ
                 (5) รายงานเกี่ยวกับการจัดสรรผลกำไร
 
    มาตรา  176  ให้บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปส่งรายงานทางการเงินและบัญชีให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนภายในกำหนดเวลาที่ระบุในหนังสือบริคณห์สนธิ
                 ให้บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  จัดทำรายงานทางการเงินและบัญชีเก็บไว้ที่บริษัทเพื่อให้ผู้ถือหุ้นตรวจสอบ ก่อนวันประชุมใหญ่ประจำปี  20 วัน
                 ให้บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมที่ก่อตั้งขึ้นโดยการเสนอขายหุ้น จะต้องประกาศรายงานผลทางการเงินและบัญชี 
 
     มาตรา  177  ในการจัดสรรเงินผลกำไรประจำปีของบริษัทภายหลังชำระภาษีแล้ว  ให้บริษัทจัดสรรเงินจำนวนร้อยละ 10 ของผลกำไรเข้ากองทุนเงินสำรองทั่วไป และอีกร้อยละ 5 -10 ของผลกำไรเข้ากองทุนสวัสดิการทั่วไป   หากยอดสะสมรวมของเงินกองทุนเงินสำรองทั่วไปเกินร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนบริษัท  ก็ไม่จำต้องจัดสรรเงินดังกล่าวอีกต่อไป
                 ในกรณีที่กองทุนเงินสำรองมีไม่เพียงพอในการชดเชยการขาดทุนของบริษัทที่เกิดขึ้นในช่วงปีงบประมาณที่ผ่านมา  ให้บริษัทนำเงินผลกำไรภายหลังหักภาษีประจำปีมาชดเชยการขาดทุนก่อนแล้วจึงนำผลกำไรที่เหลือนั้นไปจัดสรรเข้ากองทุนเงินสำรองทั่วไปและกองทุนสวัสดิการทั่วไป ตามที่ได้กล่าวไว้ในวรรคก่อน
                 ภายหลังการจัดสรรเงินเข้ากองทุนเงินสำรองทั่วไปจากเงินผลกำไรหลังหักภาษีของบริษัท   บริษัทอาจจัดสรรเงินเข้ากองทุนสำรองอื่นตามที่บริษัทเห็นสมควร ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นก่อน
                 ภายหลังจากที่บริษัทได้ดำเนินการแก้ไขผลการขาดทุนแล้ว และจัดสรรเงินเข้ากองทุนเงินสำรองทั่วไปและกองทุนสวัสดิการทั่วไปแล้ว  ให้บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปจัดสรรเงินผลกำไรที่เหลือให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนตามสัดส่วนของเงินลงทุนที่ผู้ถือหุ้นนั้นลงไป   และ ให้บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมจัดสรรเงินผลกำไรที่เหลือตามสัดส่วนของการถือหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถือไว้
                 หากที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือคณะกรรมการบริหารฝ่าฝืนข้อบังคับในวรรคก่อน  โดยการจัดสรรผลกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นก่อนดำเนินการแก้ไขผลการขาดทุนของบริษัทและจัดสรรเงินเข้ากองทุนเงินสำรองทั่วไปและกองทุนสวัสดิการทั่วไป  ผลกำไรที่จัดสรรโดยฝ่าฝืนข้อบังคับของกฎหมายนี้ให้นำส่งคืนบริษัท
 
     มาตรา  178  เงินได้จากการออกหุ้นเกินราคาหน้าตั๋ว ที่ออกโดยบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมตามบทบัญญัติในกฎหมายนี้  และเงินได้อื่นตามกฎระเบียบที่ออกโดยหน่วยงานรับผิดชอบด้านการเงิน ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี จะต้องนำเข้ากองทุนเงินสำรองทั่วไปของบริษัท
 
     มาตรา  179  กองทุนเงินสำรองทั่วไปของบริษัท  ให้ใช้เพื่อการแก้ไขผลการขาดทุนของบริษัท  ขยายการผลิตและการดำเนินงานของบริษัท  หรือเพื่อเพิ่มเงินทุนของบริษัทโดยการแปลงเป็นเงินทุนของบริษัท
                หากบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ทำการแปลงเงินทุนสำรองเป็นเงินทุนบริษัท ซึ่งได้ผ่านมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นแล้ว  ให้บริษัทออกหุ้นใหม่ตามสัดส่วนของหุ้นเดิมที่ผู้ถือหุ้นถือไว้ หรือเพิ่มมูลค่าของราคาหน้าตั๋วของหุ้นเดิม   อย่างไรก็ตาม เมื่อได้แปลงเงินในกองทุนเงินสำรองทั่วไปเป็นเงินทุนบริษัท   เงินส่วนที่เหลือในกองทุนเงินสำรองทั่วไปจะต้องมีไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของเงินทุนจดทะเบียน
 
     มาตรา  180  เงินกองทุนสวัสดิการทั่วไปที่บริษัทสะสมไว้ ให้ใช้เพื่อเป็นสวัสดิการโดยส่วนรวมของพนักงานและคนงานของบริษัท
 
     มาตรา  181  ห้ามมิให้บริษัทจัดทำสมุดบัญชีเพิ่มเติมนอกเหนือจากสมุดบัญชีที่กฎหมายกำหนด
                 ห้ามใช้ชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งในการเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อฝากทรัพย์สินของบริษัท
 
 
หมวดที่ 7  การควบรวมและการแยกบริษัท
 
     มาตรา 182  การควบรวมหรือการแยกบริษัท จะต้องมีมติรับรองจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท
 
    มาตรา  183  การควบรวมหรือการแยกบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม จะต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานรัฐบาลในระดับท้องถิ่น
 
    มาตรา  184  การควบรวมบริษัท อาจเป็นในรูปของการรวมบริษัทโดยใช้ชื่อบริษัทเดิม หรือรวมกันแล้วตั้งเป็นบริษัทใหม่
                การควบรวมบริษัทโดยใช้ชื่อเดิม เป็นการนำบริษัทหนึ่งเข้าไปซื้อกิจการของอีกบริษัท โดยบริษัทที่ถูกซื้อจะเลิกกิจการไป   ในกรณีที่เป็นการควบรวมบริษัทตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไป โดยรวมกันแล้วตั้งเป็นบริษัทใหม่  ทุกบริษัทที่เข้าควบรวมต้องเลิกบริษัทเดิมทิ้งไป
                ในการควบรวมบริษัท  ให้บริษัทที่เข้าควบรวมลงนามในข้อตกลงการควบรวมบริษัท และจัดทำบัญชีงบดุลและบัญชีรายการทรัพย์สินต่าง ๆ  ให้บริษัทแจ้งต่อเจ้าหนี้ของบริษัทที่เข้าควบรวมภายใน 10 วันนับแต่วันที่มีมติให้ควบรวม   และภายใน 30 วันให้ประกาศทางหน้าหนังสือพิมพ์ อย่างน้อย 3 ครั้ง   ให้เจ้าหนี้มีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหรือได้รับการค้ำประกันการชำระหนี้จากบริษัทภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้ง  หรือ  ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้ประกาศให้สาธารณชนทราบเป็นครั้งแรก สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับหนังสือแจ้ง    หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้เต็มจำนวนหรือมิได้ให้การค้ำประกันการชำระหนี้  จะควบรวมกันมิได้
                สิทธิของการเป็นเจ้าหนี้และภาระหนี้ของบริษัทที่เข้าร่วมในการควบรวม ให้ตกทอดต่อไปยังบริษัทควบรวมที่ใช้ชื่อเดิม และบริษัทที่ตั้งใหม่ภายหลังการควบรวม
 
    มาตรา  185  ในกรณีบริษัทดำเนินการแยกบริษัท  ให้แบ่งแยกทรัพย์สินตามสัดส่วนของบริษัทที่แยกออก
                 ในการแยกบริษัท  ให้บริษัทที่แยกตัวเองจัดทำบัญชีงบดุลและบัญชีรายการทรัพย์สินต่าง ๆ  และให้บริษัทแจ้งต่อเจ้าหนี้ของหน่วยงานที่จะแยกภายใน 10 วันนับแต่วันที่มีมติให้แยกบริษัท   และภายใน 30 วันให้ประกาศทางหน้าหนังสือพิมพ์ อย่างน้อย 3 ครั้ง   ให้เจ้าหนี้มีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหรือได้รับการค้ำประกันการชำระหนี้จากบริษัทภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้ง  หรือ  ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้ประกาศให้สาธารณชนทราบเป็นครั้งแรก สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับหนังสือแจ้ง    หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้เต็มจำนวนหรือมิได้ให้การค้ำประกันการชำระหนี้  จะดำเนินการแยกบริษัทมิได้
                  หนี้สินที่มีมาก่อนการแยกบริษัท ให้รับผิดชอบโดยบริษัทที่แยกตัวออกไปตามข้อตกลงที่ได้ตกลงร่วมกัน
 
     มาตรา  186  ในกรณีที่บริษัทประสงค์จะลดจำนวนทุนจดทะเบียน  ให้บริษัทจัดทำบัญชีงบดุลและบัญชีรายการทรัพย์สินต่าง ๆ
                 ให้บริษัทแจ้งต่อบรรดาเจ้าหนี้ทราบถึงแผนการลดเงินทุนจดทะเบียนของบริษัทภายใน 10 วันนับแต่วันมีมติให้ลดเงินทุนจดทะเบียน  และภายใน 30 วันนับแต่วันดังกล่าว ให้ประกาศทางหน้าหนังสือพิมพ์ อย่างน้อย 3 ครั้ง   ให้เจ้าหนี้มีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหรือได้รับการค้ำประกันการชำระหนี้จากบริษัทภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้ง  หรือ  ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้ประกาศให้สาธารณชนทราบเป็นครั้งแรก สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับหนังสือแจ้ง   
                  ภายหลังการลดเงินทุน จำนวนเงินทุนจดทะเบียนของบริษัท จะต้องมีไม่น้อยกว่าเงินทุนขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
 
     มาตรา  187  ในกรณีบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปเพิ่มทุนจดทะเบียน  เงินทุนที่จะนำมาลงในหุ้นใหม่ที่จะเสนอขายให้ผู้ถือหุ้น  ให้นำบทบัญญัติในกฎหมายฉบับนี้ที่เกี่ยวกับการยื่นความจำนงซื้อหุ้นเป็นทุนสำหรับการก่อตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปมาใช้บังคับ
                 ในกรณีที่บริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ออกหุ้นใหม่เพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียน   ให้ผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสนอซื้อหุ้นที่ออกใหม่     ตามบทบัญญัติในกฎหมายฉบับนี้ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าหุ้นในการก่อตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม
 
     มาตรา  188  ในการควบรวมหรือการแยกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงรายการที่มีการจดทะเบียนไว้    ให้ดำเนินการจดทะเบียนรายการที่เปลี่ยนแปลงนั้นต่อสำนักงานทะเบียนบริษัทตามบทบัญญัติของกฎหมาย   หากเป็นกรณีเลิกบริษัท  ให้ยื่นคำร้องขอยกเลิกการจดทะเบียนตามกฎหมาย  หากเป็นกรณีก่อตั้งบริษัทขึ้นใหม่  การจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทให้ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมาย
                 ในกรณีที่เป็นการเพิ่มทุนหรือลดทุนจดทะเบียน   ให้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานทะเบียนบริษัทเพื่อจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย
 
 
หมวดที่ 8  การล้มละลาย  เลิกบริษัท และการชำระบัญชีบริษัท
 
     มาตรา  189  ในกรณีที่บริษัทถูกประกาศให้ล้มละลายตามกฎหมาย  เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระภายในเวลากำหนด  ให้ศาลประชาชน สั่งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ตัวแทนจากผู้ถือหุ้น หน่วยงานราชการและองค์กรวิชาชีพ  เป็นคณะกรรมการชำระบัญชี เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการชำระบัญชีของบริษัทที่ล้มละลาย  ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
 
     มาตรา  190 ในกรณีที่เกิดสถานการณ์แวดล้อมต่อไปนี้  เป็นเหตุให้เลิกบริษัทได้
                (1) กำหนดเวลาในการดำเนินงานตามที่กำหนดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิได้ถึงกำหนด  หรือมีเหตุผลอื่นให้เลิกบริษัทซึ่งได้ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ
                (2) ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้บริษัทเลิกกิจการ  หรือ
                (3) มีความจำเป็นให้เลิกกิจการ เนื่องมาจากการควบรวมหรือการแยกบริษัท
 
     มาตรา  191 ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการตามบทบัญญัติในมาตราก่อนข้อ (1) หรือ (2)  ให้แต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชีขึ้นภายใน 15 วัน    คณะกรรมการชำระบัญชีของบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไปประกอบด้วยผู้ถือหุ้นของบริษัท    สำหรับคณะกรรมการชำระบัญชีของบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ให้แต่งตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น   หากบริษัทมิได้จัดตั้งคณะกรรมการชำระบัญชีเพื่อดำเนินการชำระบัญชีบริษัทภายในกำหนดเวลา   เจ้าหนี้ของบริษัทอาจร้องขอต่อศาลประชาชนเพื่อให้แต่งตั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้งเป็นคณะกรรมการชำระบัญชีและดำเนินการชำระบัญชีบริษัท   ให้ศาลประชาชนรับคำร้องนั้นและแต่งตั้งบุคคลโดยมิชักช้า  เพื่อจัดตั้งเป็นคณะกรรมการชำระบัญชีเพื่อดำเนินการชำระบัญชี
 
      มาตรา  192  ในกรณีของบริษัทที่ถูกสั่งให้ปิดกิจการตามบทบัญญัติของกฎหมาย เนื่องจากฝ่าฝืนกฎหมาย หรือกฎระเบียบด้านการบริหาร  ให้บริษัทนั้นเลิกกิจการไป  ในกรณีนี้  ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่งตั้งผู้ถือหุ้น เจ้าหน้าที่จากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องรวมทั้งองค์กรวิชาชีพ เพื่อจัดตั้งเป็นคณะกรรมการชำระบัญชี เพื่อดำเนินการชำระบัญชีต่อไป
 
     มาตรา  193  ในระหว่างการชำระบัญชี  ให้คณะกรรมการชำระบัญชีดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปนี้
                (1) ตรวจสอบบรรดาทรัพย์สินต่าง ๆ ของบริษัท  และจัดทำบัญชีงบดุลและบัญชีรายการทรัพย์สินต่าง ๆ แยกออกจากกันให้ชัดเจน
                (2) แจ้งให้เจ้าหนี้ได้ทราบโดยทำเป็นหนังสือแจ้งหรือโดยการประกาศ
                (3) ทำการจำหน่ายออกและชำระบัญชีในงานที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ
                (4) ชำระภาษีของบริษัทที่ยังค้างชำระ
                (5) ดำเนินการทวงหนี้และชำระหนี้
                (6) ทำการจำหน่ายทรัพย์สินที่เหลือ ภายหลังจากนำไปใช้หนี้แล้ว และ
                (7) ดำเนินการในฐานะเป็นตัวแทนบริษัทในคดีความแพ่ง
 
     มาตรา  194 ให้คณะกรรมการชำระบัญชีแจ้งต่อเจ้าหนี้ของบริษัทให้ทราบว่ามีการจัดตั้งคณะกรรมการชำระบัญชีภายใน 10 วันนับแต่วันจัดตั้งคณะกรรมการ   และภายใน 60 วันนับแต่วันดังกล่าว  ให้ประกาศทางหน้าหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 3 ครั้ง  และให้เจ้าหนี้แจ้งจำนวนหนี้ที่พึงได้รับชำระต่อคณะกรรมการชำระหนี้ ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้ง  หรือ  ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้ประกาศให้สาธารณชนทราบเป็นครั้งแรกสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับหนังสือแจ้ง
                ในการแจ้งจำนวนหนี้ที่พึงได้รับ  ให้เจ้าหนี้แจกแจงรายละเอียดของหนี้สินแต่ละรายการ พร้อมทั้งเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ   แล้วให้คณะกรรมการชำระหนี้ลงทะเบียนรับไว้
 
     มาตรา  195  ภายหลังจากที่คณะกรรมการชำระบัญชีได้ตรวจสอบบรรดาทรัพย์สินต่างๆ ของบริษัท  รวมทั้งจัดทำบัญชีงบดุลและบัญชีรายการทรัพย์สินแล้ว  ให้คณะกรรมการดังกล่าวจัดทำแผนการชำระบัญชี และยื่นแผนนี้เพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือหน่วยราชการที่รับผิดชอบให้การรับรอง
                 ในกรณีที่ทรัพย์สินของบริษัทมีเพียงพอที่จะชำระหนี้ทั้งหมดของบริษัท  ให้นำทรัพย์สินนั้นมาชำระเป็นค่าธรรมเนียมในการชำระบัญชี  ค่าธรรมเนียมการประกันแรงงานและค่าจ้างของพนักงานและคนงานบริษัท  รวมทั้งค่าภาษี และหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระ
                 ทรัพย์สินที่เหลือจากการชำระหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังกล่าวในวรรคก่อน  ให้นำมาแบ่งปันกัน ในกรณีเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป ให้แบ่งปันตามสัดส่วนของเงินทุนที่ผู้ถือหุ้นแต่ละรายได้ลงไป   ในกรณีเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม ให้แบ่งปันตามสัดส่วนของการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย
                 ในระหว่างการชำระบัญชี   บริษัทมิอาจเข้าไปดำเนินการในกิจการใหม่    ห้ามมิให้นำทรัพย์สินของบริษัทแบ่งปันให้ผู้ถือหุ้นก่อนที่จะได้มีการชำระหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามวรรคสองจนหมดสิ้น
 
      มาตรา  196  ในกรณีที่ได้มีการชำระบัญชีบริษัทอันเนื่องมาจากการเลิกบริษัท และภายหลังการตรวจสอบทรัพย์สินบริษัทและจัดทำบัญชีงบดุลรวมทั้งบัญชีทรัพย์สินต่าง ๆ  คณะกรรมการชำระบัญชี ได้ตรวจพบว่าบริษัทมีทรัพย์สินไม่เพียงพอในการชำระบรรดาหนี้สินต่าง ๆ  ให้คณะกรรมการชำระบัญชีร้องขอต่อศาลประชาชนเพื่อมีคำสั่งประกาศให้เป็นบริษัทล้มละลาย
                 ภายหลังจากศาลประชาชนได้มีคำสั่งให้บริษัทล้มละลาย  ให้คณะกรรมการชำระบัญชีนำเสนอเรื่องการชำระบัญชียื่นต่อศาล
 
    มาตรา  197  ภายหลังการชำระบัญชีสิ้นสุดลง  ให้คณะกรรมการชำระบัญชีจัดทำรายงานนำเสนอในที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือยื่นต่อหน่วยราชการที่รับผิดชอบเพื่อให้การรับรอง และยื่นต่อสำนักงานทะเบียนบริษัท  เพื่อยกเลิกการจดทะเบียนบริษัท พร้อมทั้งดำเนินการประกาศให้สาธารณชนทราบ   หากมิได้ยื่นเพื่อขอยกเลิกการจดทะเบียนบริษัท  ให้สำนักงานทะเบียนบริษัทถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของบริษัทออกและประกาศให้สาธารณชนทราบ
 
    มาตรา  198  ให้กรรมการในคณะกรรมการชำระบัญชีปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถในการทำหน้าที่ชำระบัญชีตามบทบัญญัติของกฎหมาย
                 ห้ามมิให้กรรมการในคณะกรรมการชำระบัญชี รับสินบน หรือเงินได้อื่น ๆ อันมิชอบด้วยกฎหมาย  หรือตีราคาทรัพย์สินบริษัทแตกต่างจากความเป็นจริง โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ใส่ตน
                 กรรมการในคณะกรรมการชำระบัญชี ที่ทำให้บริษัทหรือเจ้าหนี้บริษัทเสียหาย ไม่ว่าโดยเจตนา หรือประมาทเลินเล่อ ก็ดี  จะต้องชดใช้ความเสียหายนั้น

หมวดที่  9  สาขาบริษัทต่างชาติ
 
    มาตรา 199  บริษัทต่างชาติอาจจัดตั้งสาขาขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายภายในอาณาเขตของประเทศจีน  เพื่อดำเนินการผลิตและกิจกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ
                บริษัทต่างชาติที่กล่าวถึงในกฎหมายนี้  หมายถึง บริษัทที่จดทะเบียนหรือก่อตั้งขึ้นภายนอกอาณาเขตของประเทศจีนตามกฎหมายวิสาหกิจทุนต่างชาติ
 
    มาตรา  200  บริษัทต่างชาติที่ประสงค์จะจัดตั้งสาขาภายในอาณาเขตของประเทศจีน  จะต้องยื่นคำร้องขอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศจีน พร้อมกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ และหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทที่ออกโดยประเทศที่บริษัทตั้งอยู่   ในการขออนุมัตินั้น ให้บริษัทต่างชาติ ยื่นคำร้องขอต่อสำนักงานทะเบียนบริษัทเพื่อขออนุมัติจดทะเบียน และขอหนังสืออนุญาตประกอบกิจการค้าให้แก่สาขาของบริษัท
                มาตรการในการตรวจสอบและอนุมัติการจัดตั้งสาขาบริษัทต่างชาติ  ให้กำหนดขึ้นเฉพาะโดยสำนักนายกรัฐมนตรี
 
    มาตรา  201  บริษัทต่างชาติที่จัดตั้งสาขาขึ้นภายในอาณาเขตประเทศจีน จะต้องแต่งตั้งตัวแทนภายในอาณาเขตประเทศจีน เพื่อดูแลรับผิดชอบสาขา และให้จัดสรรเงินทุนแก่สาขาบริษัทในจำนวนที่สอดคล้องกับธุรกิจที่จะดำเนินการ
                 ในกรณีที่จำเป็นต้องกำหนดเงินทุนขั้นต่ำที่สาขาบริษัทต่างชาติต้องมีไว้สำหรับดำเนินกิจการ   ให้สำนักนายกรัฐมนตรีแยกกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
 
    มาตรา  202  ให้สาขาของบริษัทต่างชาติ ระบุอย่างชัดเจนในชื่อ  สัญชาติ และรูปแบบความรับผิดของบริษัทต่างชาตินั้น
                 ให้สาขาบริษัทเก็บสำเนาหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทต่างชาติไว้ที่สำนักงานซึ่งเป็นภูมิลำเนาที่อยู่   
 
    มาตรา  203  บริษัทต่างชาติเป็นนิติบุคคลต่างชาติ  ดังนั้น  สาขาของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในอาณาเขตประเทศจีน จะไม่มีสถานะของนิติบุคคลจีนในประเทศจีน
                ให้บริษัทต่างชาติ เข้าผูกพันรับผิดทางแพ่งต่อการดำเนินกิจการใด ๆ ที่สาขาของบริษัทนั้นได้กระทำไปภายในอาณาเขตประเทศจีน
 
    มาตรา  204  การประกอบธุรกิจภายในอาณาเขตประเทศจีน โดยสาขาบริษัทต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้น  จะ ต้องสอดคล้องกับกฎหมายของจีน และต้องไม่เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของสังคมและสาธารณะ  สิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของสำนักงานสาขา จะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายจีน
 
    มาตรา  205  ในกรณีที่บริษัทต่างชาติต้องการเลิกกิจการของสำนักงานสาขาที่ตั้งขึ้นภายในอาณาเขตประเทศจีน ให้ดำเนินการชำระหนี้ของสำนักงานสาขาตามบทบัญญัติของกฎหมาย และดำเนินการชำระบัญชีตามขั้นตอนการชำระบัญชีบริษัทที่กฎหมายฉบับนี้ได้ระบุไว้    ห้ามมิให้ย้ายโอนทรัพย์สินของสำนักงานสาขาออกนอกอาณาเขตประเทศจีนก่อนที่จะได้ชำระหนี้จนหมดสิ้น
 
หมวดที่  10  ความรับผิดทางกฎหมาย
 
     มาตรา  206   ในกรณีที่บริษัทได้รับหนังสือรับรองการจดทะเบียนโดยยื่นรายงานเงินทุนจดทะเบียน หรือ หนังสือรับรองอื่นอันเป็นเท็จ  หรือใช้กลวิธีอื่นใดปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย  ในการดำเนินการจดทะเบียนบริษัท  ให้บริษัทดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง หากบริษัทจัดทำรายงานอันเป็นเท็จในการแจ้งทุนจดทะเบียน   ให้ปรับบริษัทในจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียนที่แจ้งเท็จ   หากบริษัทยื่นหนังสือรับรองอันเป็นเท็จหรือใช้กลวิธีปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ  ให้ทำการปรับบริษัท ไม่น้อยกว่า 10,000 หยวน   แต่ไม่เกิน 100,000 หยวน  ถ้าหากเป็นความผิดร้ายแรง  ให้ถอนการจดทะเบียนบริษัทนั้นเสีย  หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา  จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
    มาตรา  207   หากบริษัทออกหุ้นหรือหุ้นกู้  โดยใช้ใบชักชวนให้ซื้อหุ้น หรือแบบฟอร์มการซื้อหุ้นที่ไม่ถูกต้อง  หรือวิธีการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทโดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จ  ให้ระงับการออกหุ้น และคืนเงินค่าหุ้นนั้นแก่ผู้ถือหุ้นพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้ซื้อหุ้น   ในการนี้ ให้ปรับบริษัทเป็นเงินจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1  แต่ไม่เกินร้อยละ 5 ของเงินทุนจดทะเบียนบริษัทที่ใช้ข้อความอันเป็นเท็จ   หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
    มาตรา  208 หากผู้สนับสนุน หรือผู้ถือหุ้น ใช้กลฉ้อฉลในการลงเงินทุนเป็นหุ้น  โดยมิได้ชำระเงินหรือทรัพย์สิน หรือโอนสิทธิการใช้ทรัพย์สินตามสัญญา  ซึ่งเป็นการหลอกลวงเจ้าหนี้ หรือสาธารณชน  ให้ผู้ทำการฉ้อฉลนั้น ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง และต้องรับโทษปรับเป็นเงินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5  แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินทุนที่แจ้งความอันเป็นเท็จนั้น   หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
   มาตรา  209 หากผู้สนับสนุน หรือผู้ถือหุ้นของบริษัท  แอบถอนเงินทุนที่ลงหุ้นภายหลังการก่อตั้งบริษัท   ให้ผู้ทำการฉ้อฉลนั้น ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง และต้องรับโทษปรับเป็นเงินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5  แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินทุนที่แอบถอนออกไป   หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
   มาตรา  210 ในกรณีบริษัทออกหุ้นหรือหุ้นกู้ โดยมิได้รับอนุมัติจากหน่วยราชการที่รับผิดชอบตามที่กฎหมายกำหนด  ให้บริษัทนั้นระงับการออกหุ้นหรือหุ้นกู้  และคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ซื้อหุ้น และต้องรับโทษปรับเป็นเงินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1  แต่ไม่เกินร้อยละ 5 ของเงินทุนที่ต้องการเพิ่มจากการออกหุ้นโดยมิได้รับอนุมัติ  หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
   มาตรา  211  ในกรณีบริษัทฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายนี้ โดยการจัดทำสมุดบัญชีเพิ่มเติมนอกเหนือจากสมุดบัญชีที่กฎหมายกำหนด  ให้บริษัทดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย และรับโทษปรับไม่น้อยกว่า 10,000 หยวน แต่ไม่เกิน 100,000 หยวน   หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
                 บุคคลใดนำทรัพย์สินของบริษัทไปฝากธนาคารในบัญชีส่วนตัว  ให้ทำการยึดทรัพย์สินที่ได้โดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น  และให้ปรับบุคคลนั้นเป็นเงินจำนวน 1 – 5 เท่าของจำนวนทรัพย์สินที่ได้โดยมิชอบ หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
    มาตรา  212  ในกรณีที่บริษัทส่งรายงานสถานะทางการเงินและบัญชีอันเป็นเท็จให้แก่ผู้ถือหุ้นและสาธารณชน  หรือปิดบังซ่อนเร้นข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ให้ทำการปรับพนักงานและบุคคลอื่นที่รับผิดชอบโดยตรง เป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่า  10,000 หยวน แต่ไม่เกิน 100,000 หยวน   หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
    มาตรา  213  ในกรณีการแปลงทรัพย์สินของรัฐเป็นหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าปกติมาก หรือขายออกไปในราคาที่ต่ำ หรือจำหน่ายออกไปให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยไม่คิดมูลค่า ให้บุคคลที่รับผิดชอบหรือบุคคลอื่นที่รับผิดชอบโดยตรงต้องรับผิดตามกฎระเบียบทางการบริหาร   หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
    มาตรา  214  ในกรณีกรรมการบริหาร  ผู้กำกับตรวจสอบ  หรือผู้จัดการบริษัท แสวงหาประโยชน์จากการ ใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่ของตน โดยรับสินบน หรือผลประโยชน์อื่นอันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือยักยอกทรัพย์สินบริษัท  ให้ยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบของบุคคลนั้น  หรือสั่งให้คืนทรัพย์สินนั้นให้บริษัท รวมทั้งให้ได้รับโทษด้วย  หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
                 ในกรณีกรรมการบริหารหรือผู้จัดการ  ยักยอกเงินทุนบริษัท  หรือให้บุคคลอื่นยืมเงินทุนของบริษัท  ให้บุคคลนั้นส่งคืนเงินทุนแก่บริษัท   ให้ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการนี้ ตกเป็นของบริษัท และให้บริษัทลงโทษบุคคลผู้นั้น  หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
                 ในกรณีกรรมการบริหารหรือผู้จัดการ  ฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายนี้โดยการใช้ทรัพย์สินของบริษัทเป็นประกันหนี้ส่วนตัวของผู้ถือหุ้นบริษัทหรือของบุคคลอื่น ๆ  ให้กรรมการหรือผู้จัดการนั้น ยกเลิกการประกันนั้นเสีย และให้ชดเชยเงินตามบทบัญญัติของกฎหมาย    ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการให้ประกันดังกล่าว ให้ตกเป็นของบริษัท      หากกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง  ให้บริษัทลงโทษกรรมการหรือผู้จัดการนั้น
 
    มาตรา  215  ในกรณีที่กรรมการบริหาร หรือผู้จัดการ ฝ่าฝืนข้อบัญญัติของกฎหมายนี้โดยดำเนินธุรกิจเพื่อตนเองหรือเพื่อบุคคลอื่นในธุรกิจอันมีสภาพดุจเดียวกับที่บริษัทที่ตนมีตำแหน่งอยู่   รายได้ที่ได้รับจากธุรกิจดังกล่าว  ให้ตกเป็นของบริษัท   นอกจากนี้  บริษัทอาจลงโทษกรรมการหรือผู้จัดการนั้น ก็ได้
 
    มาตรา  216  ในกรณีที่บริษัทมิได้นำเงินจัดสรรเข้ากองทุนสำรองทั่วไป หรือกองทุนสวัสดิการของบริษัทตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้  ให้บริษัทจัดสรรเงินจำนวนหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อนำเข้ากองทุนดังกล่าว  และให้ปรับบริษัทเป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่า  10,000 หยวน แต่ไม่เกิน 100,000 หยวน
 
    มาตรา  217  ในกรณีที่บริษัทมิได้ทำหนังสือแจ้งหรือประกาศแจ้งต่อบรรดาเจ้าหนี้ของบริษัทตามที่บทบัญญัติของกฎหมายนี้ได้กำหนดไว้ในเรื่องของการควบรวม  การแยกบริษัท  การลดเงินทุนจดทะเบียน หรือการชำระบัญชีบริษัท  ให้บริษัทดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง  และให้ปรับบริษัทเป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่า  10,000 หยวน แต่ไม่เกิน 100,000 หยวน
                 ในขั้นตอนการชำระบัญชีบริษัท  หากบริษัทปกปิดซ่อนเร้นทรัพย์สิน  บันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จในบัญชีงบดุลหรือบัญชีทรัพย์สิน หรือจำหน่ายทรัพย์สินบริษัทก่อนชำระหนี้ให้เจ้าหนี้จนครบถ้วน
                 ให้บริษัทดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง  และให้ปรับบริษัทเป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 แต่ไม่เกินร้อยละ  5 ของจำนวนทรัพย์สินที่ซ่อนเร้น หรือจำหน่ายไปก่อนการชำระหนี้ดังกล่าวของบริษัท   ให้ทำการปรับพนักงานและบุคคลอื่นที่รับผิดชอบโดยตรง เป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่า  10,000 หยวน แต่ไม่เกิน 100,000 หยวน  หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
    มาตรา  218  ในกรณีที่คณะกรรมการชำระบัญชีมิได้ยื่นรายงานการชำระบัญชีต่อสำนักงานทะเบียนบริษัทตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้  หรือรายงานที่ยื่นนั้นได้ปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ หรือขาดข้อเท็จจริงที่สำคัญไป  ให้ทำการแก้ไขให้ถูกต้อง
                 ในกรณีที่กรรมการในคณะกรรมการชำระบัญชี  ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ หรือเงินได้อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือยักยอกทรัพย์สินของบริษัท  ให้บุคคลนั้นคืนทรัพย์สินให้แก่บริษัท  และให้ยึดผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ  รวมทั้งให้รับโทษปรับเป็นเงินตั้งแต่  1 – 5 เท่าของจำนวนเงินที่ได้มาโดยมิชอบ  หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
    มาตรา  219  ในกรณีที่สถาบันที่รับผิดชอบในการตีราคาทรัพย์สิน  รับรองการจดทะเบียนเงินทุน  หรือออกหนังสือรับรอง  ออกเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จ  ให้ยึดเงินได้ที่ได้จากการกระทำโดยมิชอบดังกล่าว  และให้รับโทษปรับเป็นเงินตั้งแต่  1 – 5 เท่าของจำนวนเงินที่ได้มาโดยมิชอบ และสำนักงานของรัฐที่กำกับดูแลอาจสั่งพักการประกอบการของสถาบันดังกล่าว และถอนใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพของบุคคลที่รับผิดชอบโดยตรงตามกฎหมาย   หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
                ในกรณีที่สถาบันที่รับผิดชอบในการตีราคาทรัพย์สิน  รับรองการจดทะเบียนเงินทุน  หรือออกหนังสือรับรอง  กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ยื่นรายงานโดยขาดหลักฐานอันเป็นสาระสำคัญ   ให้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง  หากกรณีก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง  ให้ทำการปรับเป็นเงินตั้งแต่  1 – 3 เท่าของจำนวนเงินที่ได้มาจากการนั้น   และสำนักงานของรัฐที่กำกับดูแลอาจสั่งพักการประกอบการของสถาบันดังกล่าว  และถอนใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพของบุคคลที่รับผิดชอบโดยตรงตามกฎหมาย  
 
   มาตรา  220  ในกรณีที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้อนุมัติการก่อตั้งบริษัท หรืออนุมัติการออกหุ้นของบริษัท ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้  หากกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง   ให้พนักงานและบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง รับโทษด้านบริหารตามกฎหมาย    หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
   มาตรา  221  ในกรณีที่สำนักงานบริหารหลักทรัพย์ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติการเสนอขายหุ้น  รายการหุ้นที่ขอนำออกขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือการออกหุ้นกู้ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้    หากกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง   ให้พนักงานและบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง รับโทษด้านบริหารตามกฎหมาย    หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
    มาตรา  222  ในกรณีที่สำนักงานทะเบียนบริษัทได้อนุมัติการจดทะเบียนที่ไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขของบทบัญญัติในกฎหมายนี้  หากกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง   ให้พนักงานและบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง รับโทษด้านบริหารตามกฎหมาย    หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
   มาตรา  223  ในกรณีที่หน่วยงานที่มีตำแหน่งสูงกว่าสำนักงานทะเบียนบริษัท ใช้อำนาจบีบบังคับให้สำนักงานทะเบียนบริษัท อนุมัติการจดทะเบียนบริษัท ที่ไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้  หรือ ปกปิดการจดทะเบียนที่มิชอบด้วยกฎหมาย  ให้พนักงานและบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง รับโทษด้านบริหารตามกฎหมาย    หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
   มาตรา  224  ในกรณีที่บริษัทที่ไม่ได้ขอจดทะเบียนตามกฎหมายเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป หรือบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม แอบอ้างใช้ชื่อว่าเป็น บริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป หรือบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  ให้บริษัทนั้นดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือมิฉะนั้น ให้ปิดกิจการไป  ทั้งนี้ อาจทำการปรับบริษัทเป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่า  10,000 หยวน แต่ไม่เกิน 100,000 หยวน  หากเป็นกรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดทางอาญา
 
     มาตรา  225  ในกรณีที่บริษัทมิได้เริ่มดำเนินกิจการโดยปราศจากเหตุผลสมควรภายในกำหนดเวลา 6 เดือนนับแต่วันก่อตั้งบริษัท หรือ ภายหลังจากเริ่มดำเนินการแล้ว  มีเจตนาพักการประกอบการเป็นเวลามากกว่า 6 เดือนติดต่อกัน   ให้สำนักงานทะเบียนบริษัทถอนใบอนุญาตการประกอบกิจการของบริษัทนั้นเสีย
                ในกรณีที่บริษัทมิได้ยื่นแก้ไขการจดทะเบียน ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายนี้กำหนดให้ต้องจดทะเบียนแก้ไขรายการทะเบียนบริษัท  ให้บริษัทดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้   หากบริษัทยังคงไม่ได้ดำเนินการภายในกำหนดเวลานั้น   ให้ปรับบริษัทเป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่า  10,000 หยวน แต่ไม่เกิน 100,000 หยวน  
 
     มาตรา  226  ในกรณีบริษัทต่างชาติ  จัดตั้งสาขาบริษัทภายในอาณาเขตของประเทศจีนโดยมิได้มอบอำนาจให้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายนี้   ให้บริษัทดำเนินการให้ถูกต้อง หรือมิฉะนั้นให้ปิดสาขาบริษัทนั้นเสีย  ทั้งนี้  อาจทำการปรับบริษัทเป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่า  10,000 หยวน แต่ไม่เกิน 100,000 หยวน  
 
     มาตรา  227  ในกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้ ปฏิเสธการอนุมัติคำขอที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขของกฎหมาย  หรือสำนักงานทะเบียนบริษัทปฏิเสธการอนุมัติตามคำขอจดทะเบียนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขของกฎหมาย  ผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องขอให้ทบทวน หรือยื่นฟ้องต่อศาลปกครองตามกฎหมาย
 
    มาตรา  228  ในกรณีบริษัทที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจะต้องรับผิดทางแพ่งเพื่อชดเชยความเสียหาย และชำระเงินค่าปรับ รวมทั้งรับโทษทัณฑ์   และทรัพย์สินของบริษัทมีไม่เพียงพอต่อการชดเชยความเสียหาย การชำระค่าปรับและรับโทษทัณฑ์  ให้บริษัทรับผิดทางแพ่งโดยการชดเชยความเสียหายเป็นลำดับแรก
 
 
หมวดที่ 11  บทเฉพาะกาล
 
     มาตรา  229  บริษัทที่ได้จดทะเบียนหรือก่อตั้งขึ้นตามกฎหมาย  กฎระเบียบทางการบริหาร  ระเบียบท้องถิ่น หรือตามข้อกำหนดมาตรฐานว่าด้วยบริษัทจำกัดความรับผิดทั่วไป หรือข้อกำหนดมาตรฐานว่าด้วยบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วม  ซึ่งออกโดยหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี  ก่อนการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้  ให้ยังคงมีผลต่อไป  สำหรับบริษัทที่มิได้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายฉบับนี้  ให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อให้มีเงื่อนไขตรงตามกฎระเบียบข้างต้นภายในระยะเวลาที่กำหนด    และให้มีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งกำหนดโดยสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาบังคับใช้เป็นการเฉพาะ
                ในส่วนที่เกี่ยวกับบริษัทจำกัดความรับผิดชนิดหุ้นร่วมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงสมัยใหม่  สัดส่วนการลงทุนในรูปของสิทธิในการใช้ทรัพย์สินโรงงานหรือเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้จดสิทธิบัตร  ที่นำมาประเมินมูลค่าเป็นเงินทุนจดทะเบียนของบริษัท   ในการกำหนดเงื่อนไขที่บริษัทต้องบรรลุเพื่อการออกหุ้นใหม่  หรือใช้เพื่อขอนำหุ้นออกขายในตลาดหลักทรัพย์  ให้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะโดยสำนักนายกรัฐมนตรี
 
    มาตรา  230  ให้กฎหมายนี้ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 เป็นต้นไป
 
                                      
    ---------------------------
 
 
 
 
  [ หน้าที่ 1 ]  
   
   
 

Copy Right © 2009 www.chineselawclinic.moc.go.th All Rights Reserved
เจ้าของลิขสิทธ์:สำนักงานยุทธศาสตร์การพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์
บริษัท ที่ปรึกษากฎหมายฟาร์อีสต์ จำกัด ,บริษัท โซซิโอ-เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัด