ข้อมูล
  รู้ก่อนไปจีน
  ข้อมูลทั่วไป
  ยุทธศาสตร์
  กฎหมายทั่วไป
  กฎหมายการค้า
  กฎหมายการลงทุน
  กฎหมายเฉพาะ
  ข้อตกลงไทย-จีน
  การจัดตั้งบริษัท
  ทรัพย์สินทางปัญญา
  การขอฉลากสินค้า
  การตรวจสินค้านำเข้า
  ภาษีธุรกิจต่างชาติ
  บริษัทนำเข้า-ส่งออก
  ระบบการชำระเงินการค้าระหว่างประเทศ
  เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  ระบบระงับข้อพิพาทและฟ้องคดี
  อาเซียน - จีน
  กฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติ
  กฎระเบียบบริหาร
  คำพิพากษาศาลประชาชนสูงสุด
  กฎระเบียบท้องถิ่น
USER ID :
PASSWORD :
     
     
 
 
 

 
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับข้อมูลจีนใน Chinese Law Clinic





 
Untitled Document
.....ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ศูนย์ความรู้เพื่อการค้าและการลงทุนกับจีน....
ถาม - ตอบปัญหากฎหมายการค้าการลงทุนในจีน โดย นายวิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์
 
การจัดตั้งบริษัท >> การตั้งบริษัทและค่าธรรมเนียม
     
 
1. กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
2.ขั้นตอนการยื่นขออนุมัติโครงการธุรกิจประเภทส่งเสริม
3.ขั้นตอนในการขออนุญาตประกอบธุรกิจประเภทจำกัด
4.พื้นที่ที่เป็นเขตส่งเสริมและพัฒนา
5. รูปแบบองค์กรวิสาหกิจ
6. ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
7. วิสาหกิจต่างประเทศ
8. นโยบายสิทธิพิเศษสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
9. กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมทุนระหว่างจีนกับต่างชาติ
10. กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจทุนต่างชาติ
11. กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมประกอบการระหว่างจีนกับต่างชาติ
12. กฎหมายว่าด้วยบริษัท
13. กฎหมายเกี่ยวกับการสัมปทานโครงการของรัฐ
14. การจัดตั้งองค์กรธุรกิจทุนต่างชาติ
15. เงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับการจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ.
16. การจัดตั้งสำนักงานผู้แทนของบริษัทต่างชาติในจีน
17.การขอชื่อเพื่อจดทะเบียนบริษัทต้องปฏิบัติอตามหลักการอะไรบ้าง
18.ระเบียบการยื่นเอกสารและหลักฐานประกอบการขอจองชื่อของบริษัท
19.หลักเกณฑ์การขอจดทะเบียนธุรกิจของบริษัทต่างด้าว
20.เอกสารและหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนจัดตั้งสำนักงานตัวแทน
21.เอกสารและหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนจัดตั้งหน่วยงานสาขา
22.ห้างหุ้นส่วนคืออะไร
23.หลักเกณฑ์การจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
24.สัญญาของห้างหุ้นส่วนควรครอบคลุมเนื้อหาใดบ้าง
25.วิธีการตรวจสอบสถานะการจดทะเทียนของบริษัททุนต่างชาติ
26.บริษัทจำกัดที่มีผู้ถือหุ้นคนเดียว
27.กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรธุรกิจทุนต่างชาติ
28.การจัดตั้งองค์กรธุรกิจทุนต่างชาติ
29.รูปแบบของธุรกิจต่างชาติ
30.รูปแบบบริษัท
31.ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท
32.รูปแบบของบริษัทตามกฎหมายจีน
 

1. กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ

        (1)  ข้อกำหนดว่าด้วยคำชี้แนะทิศทางการลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

              เมื่อประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศนโยบายปฏิรูปเปิดเสรีแล้ว มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศก็ทยอยออกมาในรูปของกฎหมาย  มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศมีทั้งส่วนที่เป็นการส่งเสริมภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม กับส่งเสริมลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาส่งเสริมพิเศษในรูปแบบต่างๆ  สำหรับมาตรการส่งเสริมภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลได้ประกาศเป็นกฎระเบียบบริหารของสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาบังคับใช้  ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวเรียกว่า «ข้อกำหนดว่าด้วยข้อชี้แนะทิศทางการลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติ» (ซึ่งต่อไปเรียกว่า “ข้อกำหนดชี้แนะ”) และ «รายการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ชี้แนะสำหรับนักลงทุนต่างชาติ» (ซึ่งต่อไปเรียกว่า “รายการภาคธุรกิจชี้แนะ”)  ข้อกำหนดชี้แนะและรายการภาคธุรกิจชี้แนะที่รัฐบาลประกาศใช้นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ คณะกรรมการพัฒนาปฏิรูปและกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทุนจากต่างประเทศและความต้องการของเศรษฐกิจภายในประเทศตลอดเวลา ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขครั้งล่าสุดได้มีการประกาศบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2005

              (ก) ข้อกำหนดชี้แนะ ได้แบ่งภาคธุรกิจอุตสาหกรรมออกเป็น 4 ประเภท คือ

                -  ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทส่งเสริม

                   นักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะได้สิทธิพิเศษด้านการลงทุนในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมนี้  จะต้องยื่นโครงการเสนอต่อหน่วยงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าตั้งแต่ระดับอำเภอขึ้นไป ซึ่งแล้วแต่จำนวนทุนทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อขออนุมัติการส่งเสริม เมื่อได้รับอนุมัติโครงการแล้วจึงจะสามารถจดทะเบียนจัดตั้งเป็นองค์กรธุรกิจทุนต่างชาติเพื่อดำเนินกิจการและรับสิทธิพิเศษได้

                -  ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทจำกัด

                    นักลงทุนต่างชาติประสงค์ที่จะประกอบกิจการในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทจำกัดนั้น ต้องยื่นคำร้องต่อหน่วยงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าตั้งแต่ระดับอำเภอขึ้นไปและยื่นขออนุญาตต่อหน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงที่กำกับดูแลภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมนั้นๆ สำหรับกรณีการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติประกอบกิจการในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทจำกัดนี้ หน่วยงานระดับท้องถิ่นที่รับคำขออนุญาตไม่สามารถอนุมัติได้ด้วยตนเอง จะต้องส่งคำขอไปยังกระทรวงต้นสังกัดเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อนักลงทุนต่างชาติได้รับการอนุมัติโครงการและอนุญาตให้ประกอบกิจการในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทจำกัดแล้ว จึงจะทำการจดทะเบียนจัดตั้งองค์กรธุรกิจทุนต่างชาติเพื่อดำเนินกิจการได้

                -  ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทต้องห้าม

                    นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถที่จะยื่นโครงการหรือขออนุญาตประกอบกิจการในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทต้องห้ามนี้ได้

                -  ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภททั่วไป

                   หมายถึง ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ไม่อยู่ในรายการภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทส่งเสริม ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทจำกัด และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทต้องห้าม นักลงทุนต่างชาติหากประสงค์ที่จะดำเนินกิจการในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภททั่วไปนี้  สามารถยื่นจดทะเบียนจัดตั้งองค์กรธุรกิจทุนต่างชาติเพื่อดำเนินกิจการดังกล่าวได้โดยไม่ต้องขออนุมัติส่งเสริมหรือขออนุญาตประกอบกิจการแต่อย่างใด

             (ข)  รายการภาคธุรกิจชี้แนะ

                  เมื่อนักลงทุนต่างชาติประสงค์ที่จะได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลจีนแล้ว จะต้องประกอบกิจการเฉพาะรายการที่ระบุไว้ในรายการภาคธุรกิจชี้แนะหมวดว่าด้วย ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมส่งเสริมเท่านั้น ซึ่งรายการภาคธุรกิจประเภทส่งเสริมนั้นมีอยู่ทั้งสิ้น 13 หมวด ดังนี้

                   -  หมวดที่ 1 การเกษตร ป่าไม้ การเลี้ยงสัตว์และการประมง  ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 11 รายการ
                   -  หมวดที่ 2 การสำรวจขุดเจาะ  ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 11 รายการ
                   -  หมวดที่ 3 อุตสาหกรรมการผลิต  ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 22 ประเภท รวมทั้งสิ้น 191 รายการ
                   -  หมวดที่ 4  อุตสาหกรรมการผลิตพลังงานจากไฟฟ้า ถ่านหิน และพลังน้ำ ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 8 รายการ
                   -  หมวดที่ 5  การชลประทาน  ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 1 รายการ
                   -  หมวดที่  6 การสื่อสาร การขนส่ง และคลังสินค้า ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 13 รายการ
                   -  หมวดที่ 7  การค้าปลีกค้าส่ง  ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 11 รายการ
                   -  หมวดที่ 8  การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 1 รายการ
                   -  หมวดที่ 9  ภาคบริการสาธารณะ  ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 2 ประเภท รวม 5 รายการ
                   -  หมวดที่ 10  การสาธารณสุข กีฬา และสวัสดิการสังคม ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 1 รายการ
                   -  หมวดที่ 11 ภาคการศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม และการสื่อสารทั้งภาพและเสียง  ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 1 รายการ
                   -  หมวดที่ 12 ภาควิจัยวิทยาศาสตร์และบริการด้านเทคโนโลยี  ประกอบด้วยภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 12 รายการ
                   -  หมวดที่ 13 ภาคการผลิตเพื่อการส่งออกทั้งหมดที่ไม่ใช่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทจำกัด และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทต้องห้าม

              (ค)  แผนผังขั้นตอนการยื่นขออนุมัติโครงการธุรกิจประเภทส่งเสริม

                   นักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจประเภทส่งเสริมนั้น จะต้องขอรับสิทธิพิเศษจากสามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลกลางในการอนุมัติโครงการที่ส่งเสริมได้ ได้แก่ (1) หน่วยงานการวางแผนพัฒนา (2) คณะกรรมการเศรษฐกิจและการค้า และ (3)  หน่วยงานของมณฑลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้านนั้นๆ

                   เอกสารที่ต้องแนบในการยื่นขออนุมัติโครงการ คือ (1) รายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (2) สัญญาร่วมทุน (3) ข้อบังคับ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นมา จีนมีการผ่อนปรนเอกสารเกี่ยวกับรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

                   สำหรับโครงการที่ขออนุมัติมีเงินลงทุนต่ำกว่า 30 ล้านเหรียญ สรอ. หน่วยงานในระดับมณฑลหรือระดับเมืองมีอำนาจอนุมัติโครงการได้เลยโดยไม่ต้องส่งเรื่องไปที่หน่วยงานส่วนกลาง และเมื่อได้รับอนุมัติแล้ว สามารถไปดำเนินการจัดตั้งบริษัทได้ทันที



4. พื้นที่ที่เป็นเขตส่งเสริมและพัฒนา

              นักลงทุนต่างชาติหากประสงค์ที่จะลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมภาคทั่วไปและต้องการได้รับสิทธิพิเศษทางด้านภาษีอากร สามารถที่จะลงทุนในเขตส่งเสริมพัฒนาได้ ซึ่งเขตส่งเสริมพัฒนามีหลายรูปแบบ ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

               (ก)  เขตส่งเสริมพัฒนาระดับชาติ

                       เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 เขต คือ

                          :  เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น
                          :  เขตเศรษฐกิจพิเศษจูไห่
                          :  เขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยเหมิน
                          :  เขตเศรษฐกิจพิเศษซ่านโถว
                          :  เขตเศรษฐกิจพิเศษไห่หนาน

                       เขตเศรษฐกิจใหม่ผู่ตง
                       เขตเมืองเปิดชายฝั่งทะเล 14 เมือง คือ

                          :  ซ่านไห่
                          :  เทียนจิน
                          :  กวางโจว
                          :  ต้าเหลียน
                          :  ฉินหวงเต่า
                          :  ชิงเต่า
                          :  เอียนไถ่
                          :  ซัวเถา
                          :  เหลียนหวินกั่ง
                          :  หนิงโป
                          :  ฟู่โจว
                          :  เป่ยไห่
                          :  เวินโจว
                          :  จั้นเจียง

                        เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี 54 เขตนิคม
                        เขตนิคมสินค้าทัณฑ์บน 15 เขตนิคม
                        เขตนิคมพัฒนาอุตสาหกรรมนิวไฮเทค 53 เขตนิคม
                        เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจชายแดน 14 เขตนิคม
                        เขตนิคมการแปรรูปเพื่อการส่งออก 15 เขตนิคม
                        เขตส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวและที่พักตากอากาศ 13 เขต

               เขตส่งเสริมพัฒนาดังกล่าวข้างต้นเป็นเขตส่งเสริมระดับชาติ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจะได้รับสิทธิพิเศษยกเว้นและลดหย่อนด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล และได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระภาษีศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ที่นำเข้าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อใช้ในกิจการที่อยู่ในเขตส่งเสริมและพัฒนา

              (ข)  เขตส่งเสริมพัฒนาระดับท้องถิ่น

               ในมณฑลหรือเขตปกครอง หรือมหานคร รวมทั้งอำเภอ แคว้น เขต ในท้องถิ่นต่างๆ ได้มีการประกาศจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในเขตท้องถิ่นของตน  นักลงทุนที่ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมพัฒนาท้องถิ่นเหล่านี้  จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีศุลกากร แต่จะได้รับสิทธิพิเศษยกเว้นและลดหย่อนในด้านภาษีท้องถิ่น ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทนการใช้ที่ดิน  เขตพัฒนาเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นบางแห่งประกาศว่า จะให้สิทธิพิเศษด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นเป็นการให้สิทธิพิเศษในรูปคืนภาษี ไม่ใช่การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี กล่าวคือ นักลงทุนจะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่สรรพากรส่วนกลางก่อน จากนั้น กองคลังท้องถิ่นจึงค่อยจัดสรรงบประมาณมาคืนภาษีที่นักลงทุนจ่ายไปให้แก่นักลงทุนในภายหลัง  เว้นแต่เขตส่งเสริมพัฒนาระดับท้องถิ่นบางแห่งที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลส่วนกลางให้ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้วิสาหกิจเท่านั้น

5. รูปแบบองค์กรวิสาหกิจ

                องค์กรทางด้านเศรษฐกิจของจีนมีหลากหลายประเภท ทั้งนี้เนื่องมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนภายหลังจากปลดปล่อยประเทศในปี ค.ศ 1949 แล้ว ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจวางแผนแบบสังคมนิยม ซึ่งหมายความว่า องค์กรทางเศรษฐกิจทั้งหมดจะมีรัฐเป็นเจ้าของและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ดำเนินกิจการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้วางยุทธศาสตร์ไว้ ในสมัยนั้น องค์กรเศรษฐกิจจึงมีเพียงรัฐวิสาหกิจที่หน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาจีนได้ปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจเป็นรูปเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยม เมื่อเศรษฐกิจซึ่งเป็นฐานของสังคมแปรเปลี่ยนไป  กฎหมายซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนบนต้องถูกปรับให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจการตลาดที่เข้ามาแทนที่เศรษฐกิจวางแผน องค์กรทางเศรษฐกิจก็ต้องมีการพัฒนาเป็นหลายรูปแบบเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยนไปด้วย ด้วยเหตุนี้ รัฐวิสาหกิจซึ่งหน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวก็ได้มีการแปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีหน่วยงานหลายหน่วยงานเป็นเจ้าของร่วมกันโดยหน่วยงานแต่ละหน่วยงานจะแต่งตั้งตัวแทนเข้าไปเป็นคณะกรรมการเพื่อบริหารรัฐวิสาหกิจที่ตนเป็นเจ้าของอยู่ด้วย นอกจากรูปแบบทางเศรษฐกิจที่รัฐเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวดังกล่าวแล้ว ในโครงสร้างเศรษฐกิจวางแผนแบบสังคมนิยมยังมีองค์กรเศรษฐกิจอีกรูปแบบหนึ่ง คือ วิสาหกิจชุมชนซึ่งสมาชิกในชุมชนนั้นทุกคนเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน ต่อมา เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารงานและระดมทุนจากภาคเอกชน ทั้งรัฐวิสาหกิจและวิสาหกิจชุมชนจึงได้มีการเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรด้วยการแปรรูปให้เอกชนเข้าไปมีส่วนเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้บริหาร ประกอบกับในโครงสร้างเศรษฐกิจการตลาดจะต้องมีระบบการแข่งขันทางธุรกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญ รัฐจึงได้มีนโยบายขยายภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศให้แก่เอกชนสามารถเป็นเจ้าของและดำเนินการโดยเอกชนได้  การพัฒนารูปแบบองค์กรทางเศรษฐกิจจากระบบเศรษฐกิจวางแผนสู่ระบบเศรษฐกิจการตลาดทำให้เกิดรูปแบบองค์กรวิสาหกิจหลากหลาย ดังนี้

              (ก)  รัฐวิสาหกิจ

                ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประกาศบังคับใช้ “กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจที่มวลชนทั่วประเทศเป็นเจ้าของ” เมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1998 โดยมติที่ประชุมครั้งที่ 1 ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 7  ซึ่งวิสาหกิจที่มวลชนทั่วประเทศเป็นเจ้าของนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่บริหารวิสาหกิจแทนมวลชนทั่วประเทศก็คือรัฐบาล ดังนั้น วิสาหกิจมวลชนทั่วประเทศเป็นเจ้าของจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ารัฐวิสาหกิจ ที่รัฐเป็นเจ้าของ ซึ่งหมายถึง วิสาหกิจที่หน่วยงานของรัฐเพียงหน่วยเดียวหรือหลายหน่วยเป็นเจ้าของกิจการและมีอำนาจบริหารกิจการของวิสาหกิจนั้น

              (ข)  วิสาหกิจชุมชน

                 สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศบังคับใช้ “กฎระเบียบว่าด้วยวิสาหกิจที่ชุมชนเกษตรกรเป็นเจ้าของ” เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1990 และประกาศ “กฎระเบียบว่าด้วยวิสาหกิจที่ชุมชนชาวเมืองเป็นเจ้าของ” เมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1991 องค์กรเศรษฐกิจในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนนั้น หมายถึง วิสาหกิจที่มวลชนผู้ใช้แรงงานในท้องที่นั้นๆ เป็นเจ้าของกิจการร่วมกันและบริหารโดยคณะกรรมการที่มวลชนผู้ใช้แรงงานในท้องที่นั้นๆ เลือกตั้งขึ้นมา

              (ค)  วิสาหกิจที่บริหารโดยเอกชน

                 เมื่อจีนประกาศใช้นโยบายเศรษฐกิจการตลาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติแล้ว โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศจึงประกอบด้วยวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันกัน วิสาหกิจที่ดำเนินกิจการโดยไม่มีประสิทธิภาพย่อมประสบความล้มเหลวและขาดทุน  รัฐวิสาหกิจและวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ ดังนั้น เพื่อความอยู่รอดของวิสาหกิจดังกล่าว รัฐหรือชุมชุนจึงได้มีการนำวิสาหกิจของตนเองให้เอกชนเป็นผู้บริหารเพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้ จึงเกิดรูปแบบองค์กรธุรกิจแบบใหม่ คือ วิสาหกิจที่บริหารโดยเอกชน ซึ่งหมายความว่า วิสาหกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ หรือวิสาหกิจที่ชุมชนเป็นเจ้าของได้สัมปทานให้แก่เอกชนไปดำเนินกิจการภายใต้ชื่อทางธุรกิจของตน โดยเอกชนผู้ได้สัมปทานจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือชุมชนที่เป็นเจ้าของ ซึ่งค่าตอบแทนนี้อาจจะจ่ายเป็นครั้งเดียวหรือจะจ่ายเป็นรายปี หรือจะจ่ายเป็นอัตราส่วนตามที่วิสาหกิจนั้นได้ผลกำไร  ทั้งนี้แล้วแต่ข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญา  สัญญาประเภทนี้เรียกว่า “สัญญาเช่าเหมากิจการ”

              (ง)  วิสาหกิจเอกชน

                 เมื่อประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนำนโยบายเศรษฐกิจการตลาดมาบังคับใช้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ   สำนักนายกรัฐมนตรีจึงได้ประกาศบังคับใช้ “กฎระเบียบว่าด้วยวิสาหกิจเอกชนฉบับชั่วคราว” เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1988 ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ วิสาหกิจเอกชนจึงหมายถึงวิสาหกิจที่เอกชนเป็นเจ้าของกิจการและบริหารกิจการโดยเอกชนเอง

               (จ)  วิสาหกิจทุนต่างชาติ

                 เมื่อประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประกาศนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศแล้ว รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการดึงดูดทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศจีน มาตรการดังกล่าวนอกจากจะเป็นมาตรการส่งเสริมภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและเขตพื้นที่ต่างๆ แล้ว ยังมีมาตรการทางกฎหมายออกมารองรับองค์กรวิสาหกิจทุนต่างชาติอีก วิสาหกิจทุนต่างชาติที่กฎหมายรองรับนั้น จดทะเบียนในรูปองค์กรเศรษฐกิจแบบหุ้นส่วน ซึ่งเรียกว่า “บริษัทจำกัดความรับผิด” รูปแบบของวิสาหกิจทุนต่างชาติที่กฎหมายรองรับนั้น มี 3 ประเภท คือ

          - วิสาหกิจร่วมประกอบการระหว่างจีนกับชาวต่างชาติ

              “กฎหมายว่าด้วย วิสาหกิจร่วมประกอบการระหว่างจีนกับต่างชาติ”  ซึ่งประกาศบังคับใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1988 โดยมติของที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 7 และต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2000 ในการประชุมครั้งที่ 18 ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ

          - วิสาหกิจทุนต่างชาติ

              “กฎหมายว่าด้วย วิสาหกิจทุนต่างชาติ”  ซึ่งประกาศบังคับใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1986 โดยมติของที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ และต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2000 ในการประชุมครั้งที่ 18 ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9 (ดูรายละเอียดของบทบัญญัติในภาคผนวก ข-2-1)

          - วิสาหกิจร่วมทุนระหว่างจีนกับชาวต่างชาติ

               “กฎหมายว่าด้วย วิสาหกิจร่วมทุนระหว่างจีนกับต่างชาติ”  ซึ่งประกาศบังคับใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1979 โดยมติของที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 5 และต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 4 เมษายนค.ศ. 1990 ในการประชุมครั้งที่ 3 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 7 และเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 2001 โดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4 สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9 (ดูรายละเอียดของบทบัญญัติในภาคผนวก ข-3-1)

               บริษัทจำกัดความรับผิดทั้ง 3 ประเภทดังกล่าวข้างต้นเป็นรูปแบบองค์กรทางเศรษฐกิจซึ่งคณะกรรมการของบริษัทจำกัดความรับผิดเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดและทำหน้าที่บริหารกิจการของบริษัทจำกัดความรับผิด  โดยประธานกรรมการเป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจำกัดความรับผิด ผู้ร่วมทุนของบริษัทจำกัดความรับผิดอยู่ในฐานะหุ้นส่วน ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นในบริษัท ผู้ลงทุนซึ่งมีฐานะเป็นหุ้นส่วนจึงไม่มีหุ้นที่จะนำออกจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ หากผู้ลงทุนต้องการโอนขายสิทธิของตนเองจะต้องโอนอัตราส่วนทุนที่ตนถืออยู่ออกไปให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เพราะบริษัทจำกัดความรับผิดเป็นองค์กรเศรษฐกิจในรูปแบบหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดนั่นเอง

               (ฉ)  บริษัทจำกัด

               เมื่อประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมีนโนบายเปิดตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ 2 แห่งคือ ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น และตลาดหลักทรัพย์ซ่างไห่ ซึ่งบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้นั้นจะต้องเป็นบริษัทในรูปแบบผู้ถือหุ้น จึงจะมีหุ้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ แต่เนื่องจากองค์กรวิสาหกิจทุนต่างชาติที่กฎหมายรองรับใน 3 รูปแบบ คือ วิสาหกิจร่วมประกอบการระหว่างจีนกับต่างชาติ วิสาหกิจทุนต่างชาติ และวิสาหกิจร่วมทุนระหว่างจีนกับต่างชาตินั้น เป็นการลงทุนในรูปแบบหุ้นส่วน ผู้ร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนกันมิใช่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท และบริษัทจำกัดความรับผิดทั้ง 3 รูปแบบดังกล่าว แม้จะใช้ชื่อว่าบริษัทจำกัดความรับผิดก็ตาม แต่บริษัทจำกัดความรับผิดทั้ง 3 รูปแบบดังกล่าวไม่มีหุ้นที่จะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้  ด้วยเหตุนี้  จึงได้มีการตรา

                ”กฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัด” ขึ้น เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1993 โดยมติของที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 8  ต่อมา กฎหมายฉบับนี้ได้มีการปรับปรุงถึง 3 ครั้ง กล่าวคือ ครั้งแรก ปรับปรุงเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1999 โดยมติของที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13 ของคณะกรรมาธิการประจำ สภาประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9  ครั้งที่ 2 ปรับปรุงเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 2004 โดยมติของที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 11 ของคณะกรรมาธิการประจำ สภาประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 10  ครั้งที่ 3 ปรับปรุงเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 2005 โดยมติของที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 18 ของคณะกรรมาธิการประจำ สภาประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 10  บริษัทจำกัดเป็นรูปแบบองค์กรทางเศรษฐกิจซึ่งที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งทำหน้าที่บริหารกิจการของบริษัท ผู้ถือหุ้นในบริษัทสามารถนำหุ้นออกจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ หากบริษัทจำกัดใดได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นย่อมสามารถเสนอขายหุ้นของตนเองในตลาดหลักทรัพย์ได้  องค์กรเศรษฐกิจในรูปแบบบริษัทจำกัดนี้ ผู้ถือหุ้นสามารถเป็นไปทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศ

7. วิสาหกิจต่างประเทศ

             -  สำนักงานผู้แทน

                บริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ หากประสงค์ที่จะเข้าไปหาลู่ทางการลงทุนในจีนแต่ยังไม่มีความพร้อมที่จะประกอบกิจการในจีน สามารถขออนุญาตจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในประเทศจีนได้  ซึ่งสำนักงานผู้แทนนี้จะทำหน้าที่เพียงแค่ประสานงานให้กับบริษัทแม่หรือให้คำแนะนำ  เก็บข้อมูลด้านการตลาด  ติดต่อหาแหล่งสินค้าและวัตถุดิบให้แก่บริษัทแม่เท่านั้น สำนักงานผู้แทนไม่สามารถที่จะดำเนินกิจการใดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องการลงทุน การค้า หรือแม้กระทั่งการรับชำระเงินแทนบริษัทแม่ได้  การขอจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในประเทศจีนนั้น กระทำได้โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

              -  สำนักงานสาขา

                 การตั้งสำนักงานสาขาของบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ

                 บริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ หากประสงค์ที่จะตั้งสาขาเพื่อดำเนินธุรกิจแทนบริษัทแม่ในประเทศจีนแล้ว บริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศดังกล่าว จะต้องยื่นคำร้องขอตั้งสำนักงานผู้แทนก่อน เมื่อตั้งสำนักงานผู้แทนครบกำหนด 2 ปีแล้ว จึงจะมีคุณสมบัติที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตจัดตั้งสำนักงานสาขาแทนบริษัทแม่ได้ เมื่อได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งเป็นสำนักงานสาขาของบริษัทแม่ในประเทศจีนแล้ว ขอบเขตการประกอบธุรกิจสามารถทำได้มากกกว่าสำนักงานผู้แทน กล่าวคือ สำนักงานสาขาสามารถประกอบธุรกิจแทนบริษัทแม่ได้ทุกประการภายใต้ธุรกิจที่กฎหมายจีนอนุญาตให้ดำเนินการได้ หากสำนักงานสาขาประสงค์ที่จะประกอบธุรกิจประเภทที่กฎหมายจำกัดสำหรับวิสาหกิจทุนต่างชาติ สำนักงานสาขานั้นก็ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจประเภทจำกัดนั้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลกลางด้วย เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะดำเนินการได้ สำนักงานสาขาที่ดำเนินธุรกิจในประเทศจีนต้องชำระภาษีในฐานะเป็นวิสาหกิจต่างประเทศ

                 การตั้งสาขาของบริษัททุนต่างชาติที่จดทะเบียนในประเทศจีน

                 วิสาหกิจทุนต่างชาติที่จดทะเบียนในประเทศจีนจะขออนุญาตเปิดสาขาของบริษัทนั้น จะต้องประกอบกิจการครบ 1 ปี และวิสาหกิจทุนต่างชาติดังกล่าวได้ชำระเงินทุนจดทะเบียนครบถ้วนแล้วจึงจะมีสิทธิยื่นขอจัดตั้งสาขาของบริษัทได้ เมื่อมีการเพิ่มสาขาใหม่ วิสาหกิจทุนต่างชาติจะต้องจดทะเบียนเพิ่มทุนตามไปด้วย ทั้งนี้ จำนวนเงินทุนที่เพิ่มขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการที่วิสาหกิจทุนต่างชาตินั้นดำเนินการอยู่ 

              เอกสารที่ต้องใช้ในการขออนุญาต มีดังนี้

                    มติของที่ประชุมคณะกรรมการของวิสาหกิจทุนต่างชาติที่เห็นชอบให้เปิดสาขาและเพิ่มทุนบริษัท
                    หนังสือแก้ไขสัญญาร่วมทุนหรือร่วมประกอบการในส่วนที่เกี่ยวกับทุนจดทะเบียนของบริษัท
                    รายงานศึกษาความเป็นไปได้และความจำเป็นที่จะต้องเปิดสาขารวมทั้งรายงานสภาพการประกอบกิจการของวิสาหกิจทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา
                    หนังสือรับรองการชำระเพิ่มทุนเต็มจำนวนโดยผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต
                    หลักฐานเกี่ยวกับสถานที่ตั้งสำนักงานสาขาและรายชื่อพนักงานประจำสาขา
                    หลักฐานที่ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้รับมอบอำนาจจากกระทรวงพาณิชย์ให้สามารถทำการเปิดสาขาได้
                    เอกสารหลักฐานอื่นๆ ที่หน่วยงานรับคำขอกำหนด

              -  สำนักงานระดับภูมิภาค

                 บริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศซึ่งมีบริษัทในเครือหรือสาขาลงทุนอยู่ในหลายประเทศ รวมทั้งมีการลงทุนอยู่ในประเทศจีนด้วย  หากประสงค์ที่จะตั้งสำนักงานระดับภูมิภาคเพื่อเป็นองค์กรกลางในการกำกับ ควบคุม ดูแล กิจการของบริษัทในเครือทั้งหมดในประเทศจีนรวมทั้งประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคแล้ว  สามารถยื่นคำร้องขอต่อหน่วยงานรัฐบาลกลางเพื่อจัดตั้งสำนักงานระดับภูมิภาคในประเทศจีนได้  บริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศที่ประสงค์จะขอจัดตั้งสำนักงานระดับภูมิภาคในประเทศจีนได้นั้น จะต้องเป็นบริษัทที่มีการลงทุนทั้งในประเทศจีนและในต่างประเทศ


8. นโยบายสิทธิพิเศษสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

             (ก) นโยบายสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากร

                   นับแต่ประเทศจีนปฏิรูปและเปิดประเทศเป็นต้นมา ประเทศจีนได้ทยอยกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ มาตรการที่สำคัญในการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ก็คือมาตรการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีอากร ซึ่งมีสาระดังนี้

              -  สิทธิพิเศษในด้านภาษีเงินได้ของวิสาหกิจ

                       วิสาหกิจประเภทการผลิต

                        Ÿ อัตราภาษีปกติ คือ 25 %
                        Ÿ อัตราภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ลดลงเหลือ 15 %
                        Ÿ อัตราภาษีในเขตนิคมพัฒนาเศรษฐกิจเทคโนโลยีระดับชาติ เขตนิคมพัฒนาอุตสาหกรรมนิวไฮเทคระดับชาติ เขตนิคมสินค้าทัณฑ์บนระดับชาติ และเขตความร่วมมือด้านเศรษฐกิจชายแดนระดับชาติ ลดลงเหลือ  15 %
                        Ÿ อัตราภาษีในเขตพัฒนาเศรษฐกิจระดับมณฑล และเขตเมืองเปิด (ด้านชายทะเล ชายแม่น้ำ และชายแดน) ลงลงเหลือ 24 %

                       วิสาหกิจประเภทที่ไม่ใช่การผลิต

                        Ÿ อัตราภาษีปกติ คือ 25 %
                        Ÿ อัตราภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ลดลงเหลือ 15 %
                        Ÿ อัตราภาษีในเขตนิคมพัฒนาเศรษฐกิจเทคโนโลยีระดับชาติ เขตนิคมพัฒนาอุตสาหกรรมนิวไฮเทคระดับชาติ เขตนิคมสินค้าทัณฑ์บนระดับชาติ และเขตความร่วมมือด้านเศรษฐกิจชายแดนระดับชาติ ลดลงเหลือ  10 %
                        Ÿ อัตราภาษีในเขตพัฒนาเศรษฐกิจระดับมณฑล และเขตเมืองเปิด (ด้านชายทะเล ชายแม่น้ำ และชายแดน) ลงลงเหลือ 10 %

                       วิสาหกิจประเภทลงทุนเกินกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ระยะลงทุนยาวเกินกว่า 10 ปี  และลงทุนด้วยทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยี

                        Ÿ อัตราภาษีปกติ คือ 25%
                        Ÿ อัตราภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ลดลงเหลือ 15 %
                        Ÿ อัตราภาษีในเขตนิคมพัฒนาเศรษฐกิจเทคโนโลยีระดับชาติ เขตนิคมพัฒนาอุตสาหกรรมนิวไฮเทคระดับชาติ เขตนิคมสินค้าทัณฑ์บนระดับชาติ และเขตความร่วมมือด้านเศรษฐกิจชายแดนระดับชาติ ลดลงเหลือ  15 %
                         อัตราภาษีในเขตพัฒนาเศรษฐกิจระดับมณฑล และเขตเมืองเปิด (ด้านชายทะเล ชายแม่น้ำ และชายแดน) ลงลงเหลือ 15 %

                       วิสาหกิจประเภทเพื่อการส่งออกที่มียอดส่งออกเกินกว่า 70 % ขึ้นไป

                         อัตราภาษีปกติ คือ 15 %
                         อัตราภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ลดลงเหลือ 10 %
                         อัตราภาษีในเขตนิคมพัฒนาเศรษฐกิจเทคโนโลยีระดับชาติ เขตนิคมพัฒนาอุตสาหกรรมนิวไฮเทคระดับชาติ เขตนิคมสินค้าทัณฑ์บนระดับชาติ ลดลงเหลือ 10 % สำหรับเขตความร่วมมือด้านเศรษฐกิจชายแดนระดับชาติ ลดลงเหลือ  12 %
                         อัตราภาษีในเขตพัฒนาเศรษฐกิจระดับมณฑล และเขตเมืองเปิด (ด้านชายทะเล ชายแม่น้ำ และชายแดน) ลงลงเหลือ 12 %

                       วิสาหกิจประเภทลงทุนเกินกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ระยะลงทุนยาวเกินกว่า 10 ปี และเป็นประเภทสถาบันการเงิน

                         อัตราภาษีปกติ คือ 25 %
                         อัตราภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ลดลงเหลือ 15 %
                         อัตราภาษีในเขตนิคมพัฒนาเศรษฐกิจเทคโนโลยีระดับชาติ เขตนิคมพัฒนาอุตสาหกรรมนิวไฮเทคระดับชาติ เขตนิคมสินค้าทัณฑ์บนระดับชาติ และเขตความร่วมมือด้านเศรษฐกิจชายแดนระดับชาติ ลดลงเหลือ  15 %
                         อัตราภาษีในเขตพัฒนาเศรษฐกิจระดับมณฑล และเขตเมืองเปิด (ด้านชายทะเล ชายแม่น้ำ และชายแดน) ลงลงเหลือ 15 %

                        วิสาหกิจประเภทที่ลงทุนในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทส่งเสริม อันได้แก่ ท่าเรือ การคมนาคม และพลังงาน  ไม่ว่าจะลงทุนในเขตใดเสียอัตราภาษีเงินได้วิสาหกิจในอัตราเดียว คือ 15 %  จากอัตราภาษีปกติ 25 %

                         -  ระยะเวลาที่ได้รับสิทธิพิเศษทางด้านภาษี

                      วิสาหกิจประเภทการผลิตที่ได้รับความเห็นชอบว่าเป็นศูนย์วิจัยทางด้านเทคโนโลยี  หรือได้รับความเห็นชอบว่าเป็นวิสาหกิจนิวไฮเทคเทคโนโลยี จะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มขึ้น คือ 1-2 ปีแรกได้รับยกเว้นภาษี  3-5 ปีต่อมาได้รับลดหย่อนชำระภาษีในอัตราครึ่งหนึ่ง

                 วิสาหกิจที่ลงทุนในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตกเกี่ยวกับด้านการคมนาคม พลังไฟฟ้า ชลประทาน ไปรษณีย์ และกิจการโทรทัศน์ จะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มขึ้น คือ 1-2 ปีแรกได้รับยกเว้นภาษี  3-5 ปีต่อมาได้รับลดหย่อนชำระภาษีในอัตราครึ่งหนึ่ง

                        วิสาหกิจที่มิใช่ประเภทการผลิต 

                         ถ้าหากดำเนินธุรกิจภาคบริการที่จดทะเบียนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทุนจดทะเบียน 5 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาขึ้นไป ระยะเวลาลงทุน 10 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มขึ้น คือ 1 ปีแรกได้รับยกเว้นภาษี  2-3 ปีต่อมาได้รับลดหย่อนชำระภาษีในอัตราครึ่งหนึ่ง
                         ถ้าหากดำเนินธุรกิจภาคการเงินที่จดทะเบียนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทุนจดทะเบียน 10 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาขึ้นไป ระยะเวลาลงทุน 10 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มขึ้น คือ 1 ปีแรกได้รับยกเว้นภาษี  2-3 ปีต่อมาได้รับลดหย่อนชำระภาษีในอัตราครึ่งหนึ่ง

                        วิสาหกิจประเภทเทคโนโลยีก้าวหน้า

                        วิสาหกิจที่ได้รับสิทธิพิเศษ เมื่อครบกำหนดระยะเวลายกเว้นภาษีและลดหย่อนภาษีแล้ว หากยังคงใช้เทคโนโลยีที่มีลักษณะก้าวหน้าอีกต่อไป ระยะเวลาการลดหย่อนภาษีที่ต้องเสียในอัตราครึ่งหนึ่งจะได้รับการขยายต่อไปอีก 3 ปี

                        วิสาหกิจที่ลงทุนในภาคกลางและภาคตะวันตก

                        หากเป็นวิสาหกิจที่ลงทุนในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทส่งเสริม เมื่อครบกำหนดระเวลายกเว้นและลดหย่อนภาษีแล้ว  สิทธิพิเศษที่ได้รับลดหย่อนภาษีในอัตรา 15 % จะได้รับการขยายต่อไปอีก  3 ปี

                        วิสาหกิจที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการท่าเรือและมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป

                         1-5 ปีแรกจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้วิสาหกิจ
                          6-10 ของปีต่อมาได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้วิสาหกิจครึ่งหนึ่ง

                        วิสาหกิจที่ลงทุนด้านการเกษตร การป่าไม้ การเลี้ยงสัตว์ ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจด้อยพัฒนา
 
                         หากเป็นโครงการที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล เมื่อครบกำหนดระยะเวลายกเว้นและลดหย่อนแล้ว สิทธิพิเศษที่ได้รับลดหย่อนภาษีในอัตรา 15-25 % (แล้วแต่ประเภท) จะได้รับการขยายต่อไปอีก 10 ปี
                         หากเป็นโครงการด้านเกษตรกรรมที่เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและนิเวศน์วิทยา เมื่อครบกำหนดระยะเวลายกเว้นและลดหย่อนแล้ว  จะได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องชำระภาษีเกษตรกรรมต่อไปอีก 10 ปี

             -  สิทธิพิเศษด้านภาษีสำหรับโครงการที่ลงทุนโดยผลกำไรจากการประกอบธุรกิจในจีน

                      วิสาหกิจที่ลงทุนในประเทศจีน หากนำสินทรัพย์หรือผลกำไรไปลงทุนในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมประเภทเดียวกันอีกในอัตราส่วนไม่น้อยกว่า 25 % ของทุนจดทะเบียนของวิสาหกิจใหม่ และวิสาหกิจใหม่ดำเนินกิจการไม่ต่ำกว่า 5 ปี  เมื่อได้รับความเห็นชอบจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้คืนภาษีจำนวน 40 % ของเงินลงทุนที่นำมาลงทุนใหม่แก่ผู้ลงทุน

                       หากเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อส่งออก หรืออุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จะได้รับคืนภาษี 100 % ของจำนวนภาษีที่ชำระแล้ว


9. กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมทุนระหว่างจีนกับต่างชาติ

             ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประกาศบังคับใช้ “กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมทุนระหว่างจีนกับต่างชาติ” โดยมติของที่ประชุมครั้งที่ 2 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 5 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1979 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้มีการแก้ไขครั้งที่ 1 โดยมติที่ประชุมครั้งที่ 3 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 7 เมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1990  แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ตามมติของที่ประชุมครั้งที่ 4 สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 2001

             (1)  วัตถุประสงค์ของกฎหมาย

                   - เพื่อขยายและพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างวิสาหกิจทุนจีนกับวิสาหกิจทุนต่างชาติภายในดินแดนของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

             (2)  หลักการของกฎหมาย

                   -  ความร่วมมือของทุนจีนและทุนต่างชาติจะต้องตั้งอยู่บนหลักแห่งความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน
                   -  รัฐบาลจีนจะให้ความคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และคุ้มครองสิทธิประโยชน์อื่นใดอันชอบด้วยกฎหมายของทุนต่างชาติตามที่ได้ตกลงทำสัญญาร่วมทุนไว้
                   -  รัฐจะไม่ยึดเอาวิสาหกิจร่วมทุนมาเป็นของรัฐ หากกรณีมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ วิสาหกิจร่วมทุนอาจถูกยึดเป็นของรัฐโดยวิธีทางกฎหมาย แต่รัฐจะจ่ายค่าชดเชยให้ตามสมควรแก่กรณี

              (3)  ขั้นตอนการร่วมทุน
           
                   -  ผู้ร่วมทุนจะต้องทำสัญญาร่วมทุนพร้อมทั้งข้อบังคับของกิจการร่วมทุนเสนอต่อสำนักงานที่มีอำนาจหน้าที่ในด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ
                   -  เมื่อได้รับหนังสืออนุมัติโครงการแล้ว วิสาหกิจร่วมทุนสามารถนำไปจดทะเบียนต่อสำนักงานบริหารการพาณิชย์และอุตสาหกรรมเพื่อขอหนังสืออนุญาตประกอบกิจการต่อไป

              (4)  รูปแบบของวิสาหกิจร่วมทุน

                   -  วิสาหกิจร่วมทุนเป็นวิสาหกิจประเภท “บริษัทจำกัดความรับผิด”  มีฐานะเป็นนิติบุคคล
                   -  ผู้ร่วมทุนต่างชาติจะต้องลงทุนในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน
                   -  ผลกำไร ความเสี่ยง และความเสียหาย คู่สัญญาต่างรับผิดตามอัตราส่วนการลงทุนที่จดทะเบียนไว้
                   -  คู่สัญญาฝ่ายใดมีความประสงค์จะโอนเปลี่ยนมือซึ่งทุนจดทะเบียน จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคู่สัญญาทุกฝ่ายก่อน
                   -  คณะกรรมการของวิสาหกิจร่วมทุนเป็นองค์กรสูงสุด ประธานกรรมการเป็นผู้แทนของวิสาหกิจโดยตำแหน่ง

              (5)  การจัดการเกี่ยวกับผลกำไร

                   -  ผลกำไรสุทธิของวิสาหกิจร่วมทุนภายหลังจากที่ได้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย และได้กันเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินทุนสำรองโบนัสและสวัสดิการของพนักงาน รวมทั้งได้กันเงินทุนเพื่อขยายกิจการตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับแล้ว สามารถนำมาจัดสรรให้แก่ผู้ร่วมทุนตามสัดส่วนที่ได้จดทะเบียนการลงทุนไว้ได้
                   -  เงินปันผลที่นักลงทุนต่างชาติได้รับหลังจากปฏิบัติตามกฎหมายแล้วสามารถโอนออกนอกประเทศได้
                   -  หากผู้ร่วมทุนต่างชาตินำเงินปันผลไปลงทุนต่อในกิจการอื่นในประเทศจีน สามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้บางส่วน (40 %) ของจำนวนภาษีที่ได้ชำระไปแล้วได้

               (6)  การเลิกกิจการ

                    -  ในกรณีที่วิสาหกิจร่วมทุนประสบภาวะขาดทุน หรือคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ปฏิบัติตามพันธะหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือมีเหตุสุดวิสัยใดๆ เกิดขึ้นจนไม่อาจที่จะดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ คู่สัญญาสามารถยื่นขออนุมัติต่อหน่วยงานตรวจสอบและสำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมเพื่อขอยุติการปฏิบัติตามสัญญาได้
                    -  หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาร่วมทุนจนทำให้วิสาหกิจร่วมทุนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ คู่สัญญาอีกฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญาและขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำการตรวจสอบเพื่ออนุมัติให้ยุติสัญญาร่วมทุนได้ หากเกิดผลทำให้ฝ่ายที่รักษาสัญญาได้รับความเสียหาย คู่สัญญาฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะต้องรับผิดชอบในผลเสียหายที่เกิดขึ้น

                (7)  การระงับข้อพิพาท

                     -  เมื่อเกิด ข้อพิพาทใดๆ ระหว่างคู่สัญญาในวิสาหกิจร่วมทุน  หากผู้ร่วมทุนไม่สามารถประนีประนอมกันได้และไม่สามารถหาคนกลางไกล่เกลี่ยยุติข้อพิพาทได้ ให้นำข้อพิพาทเสนอต่อหน่วยงานอนุญาโตตุลาการของจีน (เท่านั้น)
                     -  หากในสัญญาร่วมทุนไม่มีข้อกำหนดว่าด้วยการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ  คู่สัญญาสามารถนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลประชาชนเพื่อให้พิจารณาพิพากษาได้


10. กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจทุนต่างชาติ

              ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประกาศบังคับใช้ “กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจทุนต่างชาติ โดยมติของที่ประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 6 เมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1986  มีการแก้ไขโดยมติที่ประชุมครั้งที่ 18 ของคณะกรรมาธิการประจำ สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2000 

             (1)  วัตถุประสงค์ของกฎหมาย

                  -  เพื่อให้มีการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับต่างประเทศ และส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจของชนชาติจีน

             (2)  หลักการของกฎหมาย

                  -  เพื่อส่งเสริมให้วิสาหกิจทุนต่างชาติจัดตั้งขึ้นในประเทศจีนเพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชนชาติจีน โดยเฉพาะในด้านการส่งออกและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
                  -  รัฐบาลจีนจะให้ความคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และคุ้มครองสิทธิประโยชน์อื่นใดอันชอบด้วยกฎหมายของทุนต่างชาติที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศจีน
                  -  รัฐบาลจีนจะให้การส่งเสริมการจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์การผลิตเพื่อส่งออกหรือการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย
                  -  รัฐบาลจีนจะไม่ยึดเอาวิสาหกิจทุนต่างชาติมาเป็นของรัฐ เว้นแต่ในสถานการณ์พิเศษที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐบาลจีนอาจยึดวิสาหกิจทุนต่างชาติมาเป็นของรัฐได้โดยวิธีทางกฎหมาย แต่จะชดเชยให้ตามสมควรแก่กรณี

             (3)  ขั้นตอนการจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ

                  -  นักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติในประเทศจีนให้ยื่นคำร้องต่อหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ หรือสถาบันที่ได้รับมอบหมายจากสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อตรวจสอบอนุมัติ ซึ่งหน่วยงานที่ได้รับคำร้องจะต้องแจ้งผลการอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ผู้ร้องทราบภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง
                  -  เมื่อได้รับอนุมัติให้จัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ นักลงทุนต่างชาติจะต้องยื่นคำร้องขอจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติกับสำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุมัติ
                  -  เมื่อได้รับอนุมัติการจดทะเบียนจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ ให้ถือวันที่ออกหนังสืออนุมัติเป็นวันอนุญาตให้ประกอบกิจการค้าของวิสาหกิจทุนต่างชาติ
                  -  เมื่อได้รับหนังสืออนุญาตประกอบกิจการค้าแล้ว หากนักลงทุนต่างชาติมิได้ดำเนินการลงทุนในประเทศจีนภายในกำหนดเวลาที่ได้รับอนุมัติ  สำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมมีอำนาจที่จะยกเลิกหนังสืออนุญาตการประกอบกิจการได้

              (4)  สถานภาพ
       
                   -  วิสาหกิจทุนต่างชาติที่จดทะเบียนในประเทศจีน มีสถานภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายจีน และเป็นนิติบุคคลประเภท “บริษัทจำกัดความรับผิด”

               (5)  การเปลี่ยนแปลงสถานภาพของวิสาหกิจทุนต่างชาติ
   
                   -  วิสาหกิจทุนต่างชาติมีความประสงค์ที่จะขยายกิจการหรือควบรวมกิจการ หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ อันมีผลกระทบต่อสภาพการเป็นวิสาหกิจทุนต่างชาติ วิสาหกิจทุนต่างชาตินั้นจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลและขออนุมัติต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบและอนุมัติ พร้อมทั้งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงนั้นต่อสำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรม

              (6)  การบริหารกิจการ

                   -  วิสาหกิจทุนต่างชาติจะต้องเปิดบัญชีธนาคารในประเทศจีน จัดทำบัญชีเป็นการเฉพาะของวิสาหกิจ ยื่นแสดงรายงานผลการประกอบการ และแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายประจำปีต่อสำนักงานภาษีและการคลังเพื่อตรวจสอบกำกับดูแล
                   -  วิสาหกิจทุนต่างชาติที่ฝ่าฝืนไม่เปิดบัญชีธนาคารในประเทศจีน สำนักงานภาษีและการคลังสามารถที่จะทำการปรับเป็นเงินตามที่กฎหมายกำหนด และสำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรม อาจสั่งพักการประกอบกิจการ หรือเพิกถอนหนังสืออนุญาตการประกอบกิจการได้

               (7)  สิทธิประโยชน์

                    -  วิสาหกิจทุนต่างชาติจะต้องชำระภาษีตามระเบียบว่าด้วยการชำระภาษีของรัฐ เว้นแต่กรณีได้สิทธิพิเศษยกเว้นหรือลดหย่อนการชำระภาษี
                    -  ภายใต้ระเบียบหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดไว้ หากวิสาหกิจทุนต่างชาตินำผลกำไรมาลงทุนต่อในประเทศจีนภายหลังจากชำระภาษีแล้ว อาจยื่นขอเงินภาษีที่ชำระแล้วคืนในส่วนที่คำนวณจากยอดกำไรที่นำไปลงทุนต่อได้
                    -  นักลงทุนต่างชาติสามารถนำผลกำไรโดยชอบด้วยกฎหมายจากวิสาหกิจทุนต่างชาติ และเงินอื่นใดที่ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งเงินทุนที่เหลือจากการชำระบัญชีของวิสาหกิจที่ปิดกิจการแล้วส่งกลับไปยังต่างประเทศได้

                (8)  การเลิกกิจการ

                    -  เมื่อวิสาหกิจทุนต่างชาติยุติการประกอบกิจการ จะต้องประกาศแจ้งต่อสาธารณะโดยทันที และให้ดำเนินการชำระบัญชีของวิสาหกิจตามระเบียบของกฎหมาย
                    - ในช่วงก่อนการชำระบัญชีสิ้นสุดลง นักลงทุนต่างชาติมิอาจที่จะทำการจำหน่ายทรัพย์สินของวิสาหกิจต่อไปได้ เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการเพื่อการชำระบัญชี
                    -  เมื่อยุติการประกอบกิจการ วิสาหกิจทุนต่างชาติจะต้องจดทะเบียนเลิกกิจการกับสำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งส่งคืนหนังสืออนุญาตการประกอบกิจการ


11. กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมประกอบการระหว่างจีนกับต่างชาติ

             ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประกาศบังคับใช้ “กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมประกอบการระหว่างจีนกับต่างชาติ โดยมติของที่ประชุมครั้งที่ 1 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 7 เมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1988 มีการแก้ไขโดยมติที่ประชุมครั้งที่ 18 ของคณะกรรมาธิการประจำ สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2000 

            (1)  วัตถุประสงค์ของกฎหมาย

                  -  เพื่อขยายและพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างวิสาหกิจทุนจีนกับวิสาหกิจทุนต่างชาติภายในดินแดนของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

            (2)  หลักการของกฎหมาย

                  -  ความร่วมมือของทุนจีนและทุนต่างชาติจะต้องตั้งอยู่บนหลักแห่งความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน
                  -  รัฐบาลจีนจะให้ความคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และคุ้มครองสิทธิประโยชน์อื่นใดอันชอบด้วยกฎหมายของทุนต่างชาติตามที่ได้ตกลงทำสัญญาร่วมประกอบการไว้
                  -  รัฐบาลจีนจะให้การส่งเสริมการจัดตั้งวิสาหกิจร่วมประกอบการที่มีวัตถุประสงค์ในการผลิตเพื่อส่งออกหรือการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย

            (3)  รูปแบบของวิสาหกิจร่วมประกอบการ

                  -  วิสาหกิจร่วมประกอบการ เป็นการตกลงประกอบกิจการร่วมกันของนักลงทุนจีนและนักลงทุนต่างชาติในรูปของ “สัญญาร่วมประกอบการ”
                  -  การลงทุน เงื่อนไขในการร่วมประกอบการ การแบ่งปันผลประโยชน์ ความรับผิดชอบในความเสี่ยง การขาดทุน รูปแบบการจัดกิจการ และการจัดการกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเมื่อสิ้นสุดการร่วมประกอบการ จะต้องกำหนดไว้ใน “สัญญาร่วมประกอบการ” อย่างชัดแจ้ง
                  -  ทรัพย์ลงทุนหรือทรัพย์อันเป็นเงื่อนไขสำหรับใช้ในวิสาหกิจร่วมประกอบการ ผู้ร่วมประกอบการแต่ละฝ่ายจะต้องจัดหามาเองตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วมประกอบการ โดยต้องมีนักบัญชีที่จดทะเบียนรับอนุญาตในจีนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกหนังสือรับรองความถูกต้องก่อนจึงจะถือเป็นทรัพย์ที่ลงทุนตามสัญญาร่วมประกอบการได้
                  -  วิสาหกิจร่วมประกอบการอาจมีรูปแบบเป็นหุ้นส่วนกันตามสัญญาร่วมประกอบการ หรืออาจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายจีนในรูป “บริษัทจำกัดความรับผิด” ก็ได้

             (4)  การจัดการเกี่ยวกับผลประโยชน์
 
                  -  รายรับหรือผลผลิต ความเสี่ยงหรือความเสียหาย รวมทั้งอัตราส่วนในการแบ่งปันผลกำไรของวิสาหกิจร่วมประกอบการ ให้เป็นไปตามที่ผู้ร่วมประกอบการได้ตกลงกันไว้ในสัญญาร่วมประกอบการ (มิใช่ร่วมรับผิดหรือรับผลประโยชน์ตามอัตราส่วนของทุนที่ลงไว้)
                  -  ผลประโยชน์ที่นักลงทุนต่างชาติได้รับหลังจากปฏิบัติตามสัญญาร่วมประกอบการและกฎหมายแล้ว สามารถโอนออกนอกประเทศได้

             (5)  การแก้ไขสาระแห่งสัญญาร่วมประกอบการ

                  -  ในระหว่างการร่วมประกอบกิจการ หากผู้ประกอบการได้เห็นพ้องต้องกันว่า จำเป็นต้องแก้ไขสาระในสัญญาร่วมประกอบการแล้ว ผู้ร่วมประกอบการจะต้องยื่นคำร้องขอความเห็นชอบต่อหน่วยงานตรวจสอบและอนุมัติก่อน

             (6)  การโอนสิทธิหน้าที่ของผู้ประกอบการ

                  -  หากผู้ประกอบการฝ่ายใดมีความประสงค์จะโอนสิทธิและหน้าที่ในส่วนของตนทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วมประกอบการให้บุคคลอื่นใด จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ร่วมประกอบการฝ่ายอื่นทุกฝ่ายก่อน และต้องยื่นแจ้งรายการเปลี่ยนแปลงเพื่อขออนุมัติจากหน่วยงานตรวจสอบก่อน จึงจะสามารถกระทำได้

             (7)  การไม่ปฏิบัติตามสัญญาร่วมประกอบการ

                  -  หากผู้ร่วมประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติตามพันธะหน้าที่ของตนตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วมประกอบการภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ สำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมสามารถกำหนดช่วงระยะเวลาให้ผู้ประกอบการดังกล่าวดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ หากผู้ประกอบการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด หน่วยงานตรวจสอบและอนุมัติอาจเพิกถอนการอนุมัติโครงการดังกล่าวได้ และเมื่อมีการชำระบัญชีเรียบร้อยแล้ว สำนักบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมมีสิทธิที่จะเพิกถอนหนังสือการจดทะเบียนได้

             (8)  การเลิกกิจการ

                  -  เมื่อเงื่อนเวลาของการประกอบการสิ้นสุดลง หากตามข้อตกลงในสัญญาร่วมประกอบการให้ทรัพย์สินคงที่ (อสังหาริมทรัพย์) ของวิสาหกิจร่วมประกอบการตกเป็นของผู้ประกอบการฝ่ายจีน  ผู้ประกอบการทั้ง 2 ฝ่าย อาจระบุในสัญญาร่วมประกอบการให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถถอนเงินลงทุนก่อนสิ้นสุดระยะเวลาการประกอบการได้ แต่ผู้ประกอบการฝ่ายจีนและต่างชาติ จะต้องร่วมรับผิดชอบในหนี้สินของวิสาหกิจร่วมประกอบการตามบทบัญญัติของกฎหมายก่อน

             (9)  การจัดการกับผลกำไรและเงินลงทุน

                  -  เมื่อผู้ประกอบการต่างชาติได้ปฏิบัติตามพันธะ หน้าที่ ภายใต้สัญญาร่วมประกอบการและกฎหมายแล้ว ผลกำไรหรือรายได้อื่นและเงินทุน ซึ่งผู้ประกอบการต่างชาติจะพึงได้รับตามที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมประกอบการ ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถนำออกไปยังต่างประเทศได้
                  -  ค่าจ้างแรงงาน เงินเดือน หรือรายได้อื่นๆ ของพนักงานชาวต่างชาติในวิสาหกิจร่วมประกอบการ เมื่อได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลตามกฎหมายแล้ว สามารถนำออกไปยังต่างประเทศได้

             (10)  การจัดการทรัพย์สินเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการประกอบการ

                  -  เมื่อระยะเวลาร่วมประกอบการตามสัญญาสิ้นสุดลง หรือมีเหตุต้องสิ้นสุดก่อนกำหนดระยะเวลา ให้นำทรัพย์สิน สิทธิเรียกร้อง และหนี้สินของวิสาหกิจมาทำการชำระบัญชีตามกระบวนการของกฎหมาย กรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินของวิสาหกิจให้จัดการตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาร่วมประกอบการ

              (11)  การระงับข้อพิพาท

                  -  เมื่อเกิดข้อพิพาทใดๆ ระหว่างคู่สัญญาในวิสาหกิจร่วมประกอบการ  หากผู้ร่วมประกอบการไม่สามารถประนีประนอมกันได้และไม่สามารถหาคนกลางไกล่เกลี่ยยุติข้อพิพาทได้ ให้นำข้อพิพาทเสนอต่อหน่วยงานอนุญาโตตุลาการของจีน หรืออนุญาโตตุลาการอื่นตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วมประกอบการ หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการที่จะได้ตกลงร่วมกันในภายหลังก็ได้เพื่อชี้ขาดข้อพิพาทได้
                  -  หากในสัญญาร่วมประกอบการไม่มีข้อกำหนดว่าด้วยการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ และไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการในภายหลัง คู่สัญญาสามารถนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลประชาชนเพื่อให้พิจารณาพิพากษาได้


12.  กฎหมายว่าด้วยบริษัท

              ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประกาศบังคับใช้ “กฎหมายบริษัท”  เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 โดยมติที่ประชุมครั้งที่ 5 ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชานแห่งชาติ สมัยที่ 8 และได้มีการแก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1999 โดยมติการประชุมครั้งที่ 13 ของคณะกรรมาธิการประจำ สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9 และแก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 2004 โดยมติของที่ประชุมครั้งที่ 11 ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชานแห่งชาติ สมัยที่ 10 แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 2005 ในการประชุมครั้งที่ 18 ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชนแห่งชาติ สมัยที่ 10  นอกจากนี้ ในวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1994 สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศกฎระเบียบบริหาร ฉบับที่ 156 ว่าด้วย “กฎระเบียบการบริหารการจดทะเบียนบริษัท” และต่อมามีการแก้ไขเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 2005 โดยคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี

              (1)  หลักการของบริษัท

                    บริษัท หมายถึง นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเพื่อแสวงหาผลกำไร โดยมีผู้ถือหุ้นลงทุนร่วมกันและกำหนดข้อบังคับในการดำเนินกิจการของบริษัทร่วมกัน

              (2)  ประเภทของบริษัท

                    ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แบ่งบริษัทออกได้ ดังนี้

                   (ก) บริษัทจำกัดความรับผิดและบริษัทจำกัด

                          -  บริษัทจำกัดความรับผิด (เป็นห้างหุ้นส่วน) หมายถึง ผู้เป็นหุ้นส่วน 1 คนขึ้นไปออกทุนร่วมกันเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลต่างหากขึ้นมาดำเนินกิจการทางธุรกิจการค้า หุ้นส่วนแต่ละคนจะรับผิดชอบตามอัตราทุนที่แต่ละคนลงไว้ในบริษัทเท่านั้น และบริษัทจำกัดความรับผิดมีสินทรัพย์ของตนเองและมีเจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นของบริษัทเอง การบริหารกิจการของบริษัทจำกัดความรับผิดมีที่ประชุมผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นองค์กรสูงสุด โดยแต่งตั้งให้คณะกรรมการเป็นองค์กรบริหารกิจการของบริษัท  ในกรณีที่เป็นวิสาหกิจทุนต่างชาติ หรือกรณีที่รัฐวิสาหกิจแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดจะมีคณะกรรมการเป็นองค์กรสูงสุด  ประธานกรรมการเป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจำกัดความรับผิด  กรณีที่มีหุ้นส่วนเพียงคนเดียว บริษัทจะไม่มีคณะกรรมการโดยหุ้นส่วนรายเดียวนั้นทำหน้าที่เป็นผู้แทนของบริษัทฯ
                          -  บริษัทจำกัด (ระบบหุ้น) หมายถึง ผู้ถือหุ้นลงทุนร่วมกันเพื่อจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเป็นนิติบุคคลในการดำเนินธุรกิจการค้า โดยเงินลงทุนในบริษัทนั้น แบ่งเป็นจำนวนหุ้นซึ่งผู้ลงทุนในบริษัทจะเป็นผู้ถือหุ้นตามอัตราส่วนที่ลงทุนไป บริษัทมีสินทรัพย์เป็นของตนเองและมีเจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นของบริษัทเอง  การบริหารกิจการของบริษัทมีที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด  และใช้อำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการของบริษัทและกรรมการผู้มีอำนาจที่จะทำการแทนบริษัท

                   (ข)   บริษัทแม่และบริษัทลูก

                           เมื่อนิติบุคคลตั้งแต่ 2 นิติบุคคลขึ้นไปมีความสัมพันธ์กันในด้านทรัพย์สินหรืออำนาจการบริหาร กล่าวคือ นิติบุคคลหนึ่งมีอำนาจเหนือการควบคุมบริหารกิจการของอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยอาศัยสถานภาพในการเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือเป็นกรรมการบริหารของนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่ง จนสามารถควบคุมการบริหารหรือจัดกิจการของนิติบุคคลนั้น  นิติบุคคลที่มีอำนาจเหนือนิติบุคคลอื่น เรียกว่า บริษัทแม่ ส่วนนิติบุคคลที่ถูกครอบงำโดยนิติบุคคลอื่น เรียกว่า บริษัทลูก

                    (ค) บริษัทในประเทศและบริษัทต่างประเทศ

                           บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามกฎหมายจีน เรียกว่า บริษัทในประเทศ ไม่ว่าบริษัทนั้นจะเป็นบริษัททุนจีนทั้งหมด หรือทุนจีนร่วมกับทุนต่างชาติ หรือทุนต่างชาติทั้งหมด ส่วนบริษัทต่างชาติ หมายถึง บริษัทที่มิได้จดทะเบียนภายในประเทศจีนและตามกฎหมายจีน ไม่ว่าบริษัทนั้นจะเป็นทุนต่างชาติหรือมีทุนจีนร่วมอยู่ด้วย

                    (ง) บริษัทสำนักงานใหญ่และบริษัทสาขา

                          หมายถึง บริษัทหนึ่งที่จดทะเบียนถูกต้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้ขยายแตกกิ่งก้านสาขาเป็นบริษัทสาขาหลายแห่ง ซึ่งบริษัทสาขาไม่มีสถานภาพเป็นนิติบุคคลและไม่มีทรัพย์สิน เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของตนเอง กิจการทั้งหมดของบริษัทสาขาถือเป็นการกระทำการแทนบริษัทสำนักงานใหญ่ทุกประการ บริษัทสำนักงานใหญ่มีอำนาจกำกับ ควบคุม กิจการของบริษัทสาขา ในขณะเดียวกันก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบในสิ่งที่บริษัทสาขาได้กระทำไป

               (3)  การจดจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิด

                     อาศัยบทบัญญัติของ “กฎหมายว่าด้วยบริษัท” การจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิด มีองค์ประกอบดังนี้

                   (ก)  จำนวนผู้เป็นหุ้นส่วน

                         บริษัทจำกัดความรับผิด จะต้องจัดตั้งขึ้นโดยบุคคลตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 50 คนลงมา เว้นแต่เป็นกรณีที่รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานไปลงทุนหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลให้จดจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดความรับผิด สามารถจดจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดได้ด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องมีบุคคลอื่นร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วย นอกจากนี้ กฎหมายว่าด้วยบริษัทที่ได้แก้ไขใหม่ได้บัญญัติอนุญาตให้บุคคล 1 คน หรือนิติบุคคล 1 แห่ง สามารถจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดได้ แต่จะจัดตั้งได้เพียงบริษัทจำกัดความรับผิดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

                   (ข) การชำระเงินลงทุน

                         จำนวนทุนจดทะเบียนขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการ กล่าวคือ

                         -  ประเภทประกอบกิจการการผลิต  ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 500,000 หยวน
                         -  ประกอบกิจการค้าส่งเป็นหลัก ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 500,000 หยวน
                         -  ประกอบกิจการค้าปลีก ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 300,000 หยวน
                         -  ประกอบกิจการให้คำปรึกษาหรือวิจัยพัฒนา ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 100,000 หยวน
                         -  บริษัทจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นส่วนเพียงคนเดียว ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 100,000 หยวน
                         -  ถ้าหากทุนจดทะเบียนสูงกว่าอัตราขั้นต่ำดังกล่าวสำหรับการประกอบกิจการธุรกิจอื่นใด กฎหมายจะกำหนดไว้ต่างหากเป็นกรณีเฉพาะ
 
                   (ค) ข้อบังคับของบริษัท

                         ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดจะต้องจัดทำข้อบังคับของบริษัทซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

                       - ชื่อบริษัทและที่อยู่สำนักงาน
                       - วัตถุประสงค์
                       - ทุนจดทะเบียน
                       - รายชื่อผู้เป็นหุ้นส่วน
                       - สิทธิ อำนาจ และหน้าที่ของผู้เป็นหุ้นส่วน
                       - อัตราส่วนของทุนและวิธีการลงทุนของหุ้นส่วนแต่ละคน
                       - เงื่อนไขการโอนอัตราส่วนทุนของหุ้นส่วน
                       - การจัดตั้งองค์กรบริหารและอำนาจหน้าที่ขององค์กรดังกล่าว
                       - ผู้แทนของนิติบุคคล
                       - วิธีการชำระบัญชีและเลิกบริษัท

                         หุ้นส่วนทุกคนต้องลงชื่อและประทับตราของบริษัทไว้ในข้อบังคับของบริษัท

                   (ง)  ชื่อบริษัท
 
                         ชื่อบริษัทถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของนิติบุคคล ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายและกฎระเบียบบริหารกำหนดไว้

                   (จ)  สถานที่ประกอบการและปัจจัยที่ใช้ในการดำเนินกิจการ

                         บริษัทจำกัดความรับผิดต้องมีสถานที่ประกอบกิจการที่แน่นอน และมีปัจจัยที่ใช้ในการผลิตหรือประกอบกิจการที่เพียงพอกับการดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ขาดเสียมิได้ของการจัดตั้งบริษัท

                   (ฉ) ที่ประชุมใหญ่ผู้เป็นหุ้นส่วน

                       - เนื่องจากผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นผู้ลงทุนในบริษัท ดังนั้น กิจการที่สำคัญของบริษัทจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมของผู้เป็นหุ้นส่วน เว้นแต่กรณีที่หน่วยราชการจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดขึ้นมาบริหารกิจการและวิสาหกิจทุนต่างชาติจะไม่มีที่ประชุมผู้เป็นหุ้นส่วน
                       - ผู้เป็นหุ้นส่วนหากประสงค์ที่จะโอนขายอัตราส่วนลงทุนของตนจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะผู้เป็นหุ้นส่วนก่อนจึงจะกระทำได้

                   (ช) คณะกรรมการของบริษัท

                       - คณะกรรมการของบริษัทจะประกอบด้วยจำนวน 3-13 คน ทำหน้าที่บริหารกิจการประจำของบริษัท
                       - บริษัทจำกัดที่มีขนาดเล็กอาจจะไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการของบริษัท แต่จะแต่งตั้งมอบหมายให้คนใดคนหนึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท
                       - บริษัทจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นส่วนเป็นบุคคลคนเดียวหรือเป็นนิติบุคคลแห่งเดียว จะไม่มีคณะกรรมการของบริษัท การกระทำใดๆ ในนามบริษัท หุ้นส่วนรายเดียวนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน (มิฉะนั้นจะกลายเป็นหุ้นส่วนทำในนามส่วนตัว) บริษัทจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นส่วนเพียง 1 คนนี้ ต้องทำบัญชีงบดุลของบริษัททุกสิ้นปี หากหุ้นส่วนไม่สามารถพิสูจน์แยกแยะได้ว่าทรัพย์สินส่วนใดเป็นของบริษัทหรือทรัพย์สินส่วนใดเป็นของตนเอง หุ้นส่วนผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบในหนี้สินทั้งหมดของบริษัทจำกัดความรับผิด
                       - บริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐ (ซึ่งไม่มีที่ประชุมของผู้เป็นหุ้นส่วน) กรรมการของบริษัทจะเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด โดยประธานกรรมการของบริษัทจะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลโดยตำแหน่ง เช่นเดียวกับบริษัทจำกัดความรับผิดที่เป็นวิสาหกิจทุนต่างชาติ

                  (ซ) คณะผู้กำกับตรวจสอบของบริษัท

                        บริษัทจำกัดความรับผิดจะต้องแต่งตั้งคณะผู้กำกับตรวจสอบอย่างน้อย 3 คน เพื่อทำหน้าที่กำกับ ดูแล การใช้อำนาจของคณะกรรมการ สำหรับบริษัทจำกัดความรับผิดขนาดเล็กที่มีผู้เป็นหุ้นส่วนจำนวนน้อย อาจจะแต่งตั้งผู้กำกับตรวจสอบเพียง 1 หรือ 2 คนก็ได้

           (4)  การจดจัดตั้งบริษัทจำกัด

                  อาศัยบทบัญญัติของ “กฎหมายว่าด้วยบริษัท” การจัดตั้งบริษัทจำกัด มีองค์ประกอบดังนี้

                  (ก)  จำนวนผู้ถือหุ้น

                       บริษัทจำกัดจะต้องมีผู้ก่อตั้งตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยอย่างน้อยจะต้องมีผู้เริ่มก่อการเกินกว่ากึ่งหนึ่ง มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศจีน เว้นแต่เป็นกรณีที่รัฐวิสาหกิจแปรรูปมาเป็นบริษัทจำกัด กรณีนี้ ผู้เริ่มก่อการอาจจะน้อยกว่า 5 คนก็ได้ แต่จะต้องเสนอขายหุ้นให้แก่สาธารณชนให้มีโอกาสเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท

                 (ข)  ทุนจดทะเบียน

                       - ทุนจดทะเบียนของบริษัทจำกัด อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 10,000,000 หยวน หากการจดทะเบียนที่ต้องกำหนดให้มีเงินทุนขั้นต่ำเกินกว่า 10,000,000 หยวนขึ้นไป ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นกรณีเฉพาะ

                (ค)  ข้อบังคับของบริษัท

                       ผู้เริ่มก่อการจะต้องจัดทำข้อบังคับของบริษัทและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในคราวประชุมตั้งบริษัทเห็นชอบอนุมัติ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

                       - ชื่อบริษัทและที่อยู่สำนักงาน
                       - วัตถุประสงค์
                       - ทุนจดทะเบียน
                       - รายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นที่แต่ละคนถืออยู่
                       - การจัดตั้งองค์กรบริหารและอำนาจหน้าที่ขององค์กรดังกล่าว
                       - การเงิน งบการเงิน และการชำระบัญชีเมื่อเลิกกิจการ

                 (ง)  รูปแบบการจัดตั้งบริษัท

                       - ในชั้นเริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท ผู้เริ่มก่อการทุกคนจะต้องเป็นผู้ซื้อหุ้นของบริษัท
                       - ในชั้นขายหุ้น ผู้เริ่มก่อการจะเป็นผู้ถือหุ้นตามจำนวนตามที่ตนเองต้องการ ส่วนที่เหลือให้เสนอขายต่อสาธารณชน

                 (จ)  ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น

                       - เนื่องจากผู้เถือหุ้นเป็นผู้ลงทุนในบริษัท ดังนั้น กิจการที่สำคัญของบริษัทจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น
                       - การโอนหุ้นของผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด  สามารถโอนได้โดยพลการโดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น (ต่างจากบริษัทจำกัดความรับผิด ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหากประสงค์ที่จะโอนขายอัตราส่วนลงทุนของตนจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะผู้เป็นหุ้นส่วนก่อน) แต่ต้องเป็นไปตามที่ข้อบังคับของบริษัทได้กำหนดไว้
                       - บริษัทจะต้องมีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นปีละ 1 ครั้ง ส่วนการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นสามารถประชุมได้เมื่อมีความจำเป็น
                       - ประธานกรรมการเป็นผู้มีสิทธิเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม หากประธานไม่สามารถประชุมได้ให้รองประธานหรือกรรมการอื่นเป็นผู้ดำเนินการประชุมแทน
                       - มติที่ประชุมของผู้ถือหุ้น มี 2 ประเภท คือ

                             มติพิเศษ ต้องมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3
                             มติธรรมดา ใช้เสียงข้างมาก
        
                 (ฉ) คณะกรรมการของบริษัท

                      คณะกรรมการของบริษัทจะประกอบด้วยจำนวน 5-19 คน ทำหน้าที่บริหารกิจการประจำของบริษัท

                      การประชุมกรรมการจะต้องมีจำนวนกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และมติของที่ประชุมกรรมการจะต้องมีเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง จึงจะมีผลบังคับใช้ได้

                (ช)  คณะผู้กำกับตรวจสอบของบริษัท

                      บริษัทจำกัดจะต้องแต่งตั้งคณะผู้กำกับตรวจสอบอย่างน้อย 3 คน เพื่อทำหน้าที่กำกับ ดูแล การใช้อำนาจของคณะกรรมการ สำหรับบริษัทจำกัดขนาดเล็กมีผู้ถือหุ้นจำนวนน้อย อาจจะแต่งตั้งผู้กำกับตรวจสอบเพียง 1 หรือ 2 คนก็ได้

           (5)  ระบบการจัดสรรผลประโยชน์ของบริษัท

                 -  การจัดสรรผลประโยชน์ของบริษัทจะต้องจัดสรรตามลำดับก่อนหลังดังนี้

                       ชดเชยผลขาดทุนของปีก่อนๆ แต่ต้องไม่เกินกว่าจำนวนที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดไว้
                       ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล
                       ชดเชยผลขาดทุนที่ยังคงมีอยู่ภายหลังได้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว
                       กันไว้เป็นกองทุนสำรอง (เป็นเงินสำรองที่กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องกันไว้ 10 % ของผลกำไร เมื่อกองทุนสำรองมีจำนวนเท่ากับกึ่งหนึ่งของทุนจดทะเบียนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องกันไว้อีกต่อไป) และกองทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ (หมายถึงกองทุนเพื่อสวัสดิการของคนงานและพนักงาน)
                       กันไว้เป็นกองทุนอื่นๆ ที่คณะกรรมการเห็นสมควร
                       แบ่งเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น

             (6)  การควบรวมหรือแยกบริษัท

                  -  การควบรวมบริษัท หมายถึง การที่บริษัท 2 บริษัท ควบรวมเข้าหากัน มี 2 ลักษณะ คือ
   
                      บริษัทหนึ่งเข้าครอบงำอีกบริษัทหนึ่ง และบริษัทที่ถูกครอบงำเลิกกิจการไป
                      สองบริษัทยุบรวมเข้ากันเป็นบริษัทใหม่ และบริษัทที่ยุบรวมทั้งสองบริษัทเลิกกิจการไป

                  -  การแยกบริษัท หมายถึง บริษัทหนึ่งแยกออกเป็น 2 บริษัทขึ้นไป ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ

                       บริษัทเดิมแยกเป็นบริษัทใหม่ โดยที่บริษัทเดิมเลิกกิจการไป
                       บริษัทเดิมแยกเป็นบริษัทใหม่ โดยที่บริษัทเดิมยังคงอยู่ดำเนินกิจการต่อไป


13.  กฎหมายเกี่ยวกับการสัมปทานโครงการของรัฐ (BOT)

              การลงทุนในรูปแบบ BOT  ย่อมาจาก Build-Operate-Transfer หมายถึง รูปแบบการลงทุนที่หน่วยงานรัฐบาลทำสัญญากับบริษัทเอกชน (ในประเทศจีน ส่วนใหญ่หมายถึงวิสาหกิจทุนต่างชาติ) โดยมีข้อตกลงว่า บริษัทเอกชนจะต้องเป็นผู้ระดมทุนสำหรับสร้างโครงการสาธารณูปโภคแล้วได้สิทธิพิเศษจากรัฐบาลในการบริหารโครงการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เชิงธุรกิจ มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนตามที่ได้ตกลงไว้กับรัฐบาล (โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาแสวงหาผลประโยชน์อยู่ระหว่าง 15-20 ปี) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถนำเงินไปคืนทุนที่กู้ยืมมา และเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการโครงการ  ส่วนที่เหลือเป็นกำไรของผู้ลงทุน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแสวงหาผลประโยชน์แล้ว เอกชนผู้ลงทุนจะต้องโอนทรัพย์สินและกิจการบริหารโครงการทั้งหมดให้แก่รัฐบาลโดยไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนใดๆ อีก

              เนื่องจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอยู่ในระหว่างการพัฒนาประเทศ การสร้างโครงการสาธารณูปโภคมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลไม่อาจที่จะระดมทุนมาสร้างโครงการทั้งหมดได้ภายในระยะเวลาเดียวกัน รัฐบาลจึงต้องใช้รูปแบบ BOT ในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศให้มาลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อให้โครงการลงทุนในรูปแบบ BOT เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดังนั้นในปี ค.ศ. 1994 กระทรวงความร่วมมือเศรษฐกิจและการค้า (กระทรวงพาณิชย์) จึงได้ประกาศข้อกำหนดว่าด้วยการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศจีนในรูปแบบ BOT และในปี 1995 คณะกรรมการวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติ (คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูป)  กระทรวงพลังงาน (เดิม) กระทรวงคมนาคม ได้ร่วมกันประกาศ “ข้อกำหนดว่าด้วยการอนุญาตและบริหารโครงการการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในโครงการที่ได้สิทธิพิเศษ”  และ “ข้อกำหนดชั่วคราวว่าด้วยสิทธิพิเศษในโครงการของนักลงทุนต่างชาติ”  จากกฎระเบียบบริหารดังกล่าว ทำให้การลงทุนในรูปแบบ BOT ของนักลงทุนต่างชาติมีกฎหมายรองรับและกรอบการบังคับใช้ที่ชัดเจน BOT จึงเป็นรูปแบบการลงทุนชนิดหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาตินิยมลงทุนในประเทศจีน


14. การจัดตั้งองค์กรธุรกิจทุนต่างชาติ

     รูปแบบการลงทุน

             (1)  กิจการร่วมทุน (ลักษณะหุ้นส่วนจดทะเบียน)

                   คือ รูปแบบการร่วมทุนที่ผู้ลงทุนตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปตกลงที่จะบริหารกิจการร่วมกัน แบ่งผลกำไรหรือทรัพย์สินตามอัตราส่วนของทุนที่แต่ละฝ่ายได้ลงทุนไป และร่วมกันรับผิดชอบอย่างจำกัดตามจำนวนทุนทั้งหมดที่ได้ลงทุนไป กิจการลงทุนในลักษณะนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมทุนวิสาหกิจจีนกับนักลงทุนต่างชาติ (กฎหมายร่วมประกอบการ) เรียกว่า “บริษัทจำกัดความรับผิด” ซึ่งผู้ร่วมทุนทุกฝ่ายถือเป็นหุ้นส่วนกัน ทุนของบริษัทจำกัดความรับผิดเช่นนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นหุ้น แต่มีลักษณะเป็นอัตราส่วนของทุน

             (2)  กิจการร่วมประกอบการ (ลักษณะร่วมค้าในรูปสัญญา)

                   คือ รูปแบบการร่วมทุนที่ผู้ลงทุนตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปตกลงกำหนดเงื่อนไข ลักษณะการลงทุน การบริหาร การแบ่งผลประโยชน์ ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย รวมทั้งวิธีการเลิกกิจการและการแบ่งทรัพย์สินต่างๆไว้อย่างชัดเจนในข้อกำหนดของสัญญา กิจการลงทุนในลักษณะนี้ เรียกว่า กิจการร่วมประกอบการ ซึ่งอาจจดทะเบียนให้มีฐานะนิติบุคคล หรือเป็นคณะบุคคลที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ได้ หากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมประกอบการระหว่างวิสาหกิจจีนกับนักลงทุนต่างชาติ (กฎหมายร่วมประกอบการ) เรียกว่า “บริษัทจำกัดความรับผิด” เช่นกัน ซึ่งผู้ร่วมทุนทุกฝ่ายถือเป็นหุ้นส่วนกัน ทุนของบริษัทจำกัดความรับผิดในลักษณะนี้ จึงไม่มีลักษณะเป็นหุ้น แต่มีลักษณะเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา การลงทุนลักษณะนี้ยึดถือข้อกำหนดในสัญญาเป็นสำคัญ

             (3)  กิจการทุนต่างชาติ

                   คือ รูปแบบการลงทุนที่ผู้ลงทุนต่างชาติเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด อำนาจการบริหารอยู่ภายใต้การตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจะเป็นผู้รับผิดชอบกำไรขาดทุนด้วยตนเอง กิจการลงทุนลักษณะนี้อาจจดทะเบียนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล หรือเป็นบุคคลธรรมดาที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ได้ แต่กิจการทุนต่างชาติลักษณะนี้แตกต่างจากบริษัทต่างชาติที่เข้าไปเปิดสาขาหรือสำนักงานผู้แทนหรือสำนักงานตัวแทนในจีน

             (4) บริษัทจำกัด (ลักษณะถือหุ้น)

                  คือ รูปแบบการลงทุนที่ผู้ลงทุนต่างชาติและผู้ลงทุนจีนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเป็นผู้เริ่มก่อการ ทำการยื่นขอจดทะเบียนตามกฎหมายบริษัทจำกัด สามารถเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะชนได้ ซึ่งจำนวนหุ้นที่เสนอขายจะต้องไม่น้อยกว่า 25% ของทุนที่ยื่นจดทะเบียนทั้งหมด และผู้เริ่มก่อการจะต้องจองหุ้นจำนวนไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นที่เสนอขายครั้งแรก หากหุ้นที่เสนอขายครั้งแรกขายไม่หมด ผู้เริ่มก่อการจะต้องรับซื้อไว้เองทั้งหมด การบริหารกิจการของบริษัทจำกัดในลักษณะนี้ จะมีที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นองค์กรสูงสุด และมีคณะกรรมการรับผิดชอบบริหารงานประจำทั่วไป

                   บริษัทจำกัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล ทุนของบริษัทแบ่งเป็นหุ้น ผู้ลงทุนคือผู้ถือหุ้น การบริหารจัดการและการแบ่งผลกำไรขาดทุนเป็นไปตามเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัด

     วิธีการลงทุน

              (1)  เงินสด

                    นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนส่วนของตนด้วยเงินสด  หรือจะลงทุนในกิจการทั้งหมดด้วยเงินสด (รวมทั้งส่วนของนักลงทุนท้องถิ่นด้วย) โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อกิจการร่วมทุนมีผลกำไรแล้ว จะต้องคืนเงินทุนที่นักลงทุนต่างชาติลงทุนแทนนักลงทุนท้องถิ่นพร้อมดอกเบี้ยก่อน แล้วค่อยปันผลกำไรให้ผู้ร่วมทุนทุกฝ่ายตามอัตราส่วนการลงทุน

              (2)  ทรัพย์สิน

                    ผู้ลงทุนอาจลงทุนด้วย อาคาร เครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ ยานพาหนะ ฯลฯ ได้  แต่ถ้าเป็นกรณีนักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะลงทุนด้วยทรัพย์สินดังกล่าว จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายร่วมทุน มาตรา 5 กฎระเบียบว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายร่วมทุน ข้อ 27 หรือ กฎหมายทุนต่างชาติ มาตรา 3 กล่าวคือ

                   (ก) ต้องเป็นทรัพย์สินที่กิจการร่วมทุนขาดเสียมิได้
                   (ข) ต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่สามารถผลิตขึ้นภายในประเทศจีน หากสามารถผลิตได้ก็มีราคาสูงเกินไป หรือเมื่อพิจารณาความสามารถการผลิตในประเทศแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีหลักประกันในมาตรฐานทางด้านเทคโนโลยี หรือไม่มีหลักประกันว่าจะสามารถผลิตสนองตอบได้ทันตามความต้องการของกิจการร่วมทุน
                   (ค) ราคาทรัพย์สินที่ตีเป็นค่าลงทุนนั้น จะต้องไม่สูงกว่าราคาในตลาดสากลในขณะนั้น

             (3)  ทรัพย์สินทางปัญญาหรือโนว์ฮาว

                   นักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะลงทุนด้วยสิทธิในเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร รวมทั้งเทคโนโลยีโนว์ฮาว นั้น จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังนี้

                   (ก) ต้องเป็นสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการอย่างเร่งด่วนของการผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก
                   (ข) ต้องเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ หรือเพิ่มจำนวนผลผลิตอย่างเห็นได้ชัด
                   (ค) ต้องเป็นสิ่งที่สามารถช่วยประหยัดพลังงานหรือแรงงานหรือลดความสิ้นเปลืองของวัสดุ

                   นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติจะต้องส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตรเครื่องหมายการค้า ลักษณะพิเศษของเทคโนโลยีและคุณสมบัติเฉพาะของโนว์ฮาว มูลค่าที่แท้จริงและราคาที่ตีเป็นทุน รวมทั้งสัญญาตีทรัพย์สินเป็นทุนแนบท้ายสัญญาร่วมทุนเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุมัติอีกด้วย  กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีบทกำหนดโทษไว้ว่า หากนักลงทุนต่างชาติหลอกลวงนำเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ล้าหลังมาตีเป็นทุนจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่กิจการร่วมทุนแล้ว นักลงทุนต่างชาติผู้นั้นจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น

              (4)  สิทธิในการใช้ที่ดิน

                   ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจีน บัญญัติไว้ว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของประเทศและมวลชน ดังนั้น การลงทุนด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ในประเทศจีน แต่นักลงทุนสามารถลงทุนด้วยสิทธิในการใช้ที่ดินได้ เมื่อมีการลงทุนด้วยสิทธิในการใช้ที่ดิน จะต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในการใช้ที่ดินให้แก่กิจการร่วมทุนและชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินให้แก่หน่วยงานตามกฎหมาย
      
                   กรณีที่นักลงทุนต่างชาติได้สิทธิการใช้ที่ดินจากการประมูล กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ในระยะเวลาที่ได้สิทธิในการใช้ที่ดินนั้น ผู้ได้สิทธิจะทำการโอนสิทธิการใช้ที่ดินให้บุคคลใดหรือด้วยวิธีใดๆโดยพละการไม่ได้ และจะเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ดินก็ไม่ได้ด้วย เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                   การลงทุนด้วยวิธีใดๆก็ตาม ผู้ลงทุนจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาร่วมทุน หรือสัญญาร่วมประกอบการ หรือภายในระยะเวลาที่หน่วยงานอนุมัติได้กำหนดไว้ในคำสั่งอนุมัติ หากพ้นกำหนด ผู้ลงทุนที่ผิดนัดจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและดอกผลที่เกิดขึ้น และกิจการดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการได้ หากเป็นกิจการทุนต่างชาติ หน่วยงานอาจเพิกถอนได้ทันทีโดยมิได้ผ่านขบวนการชำระบัญชี และถ้าหากเป็นกิจการร่วมทุนหรือกิจการร่วมประกอบการ หน่วยงานจะเพิกถอนได้ต่อเมื่อได้มีการชำระบัญชีแล้ว

       ขบวนการตรวจสอบและอนุมัติ

                   (1) ขั้นตอนแรก : ขั้นตอนการตรวจสอบโครงการและรายงานความเป็นไปได้ เมื่อได้รับอนุมัติโครงการแล้ว ผู้ร่วมทุนจึงทำบันทึกข้อตกลง หรือสัญญาร่วมทุนหรือสัญญาร่วมประกอบการ และข้อบังคับของกิจการร่วมทุนร่วมกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิต่างๆ (ถ้ามี) บนพื้นฐานและภายใต้เงื่อนไขของคำสั่งอนุมัติ
                   (2) ขั้นตอนที่สอง : ขั้นตอนการตรวจสอบบันทึกข้อตกลง สัญญาร่วมทุนหรือสัญญาร่วมประกอบการ ข้อบังคับของกิจการร่วมทุน ฯลฯ เมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว ข้อตกลง สัญญาร่วมทุนหรือสัญญาร่วมประกอบการและข้อบังคับฯดังกล่าวถือเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายที่ผู้ร่วมทุนทุกฝ่ายต้องยึดถือปฏิบัติตาม
                   (3) ขั้นตอนที่สาม : เมื่อได้รับอนุมัติตามขั้นตอนที่สองแล้ว ผู้ร่วมทุนจะต้องนำหนังสืออนุมัติไปยื่นจดทะเบียนพาณิชย์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ปรากฏในหนังสืออนุมัติรวมทั้งการยื่นขอทะเบียนเลขผู้เสียภาษีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (ถ้ามี)
                   (4) ขั้นตอนสุดท้าย : นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทะเบียนประกอบกิจการเป็นต้นไป ถือว่ากิจการ่วมทุนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและได้รับคุ้มครองตามกฎหมายจีนอย่างสมบูรณ์

       โครงสร้างองค์กรบริหาร

                   โครงสร้างองค์กรบริหารจัดการของกิจการจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของกิจการ กล่าวคือ

                   (1)  กิจการร่วมทุน (ลักษณะหุ้นส่วนจดทะเบียน)

                         กฎหมายร่วมทุน มาตรา 6 และกฎระเบียบบริหารว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายร่วมทุน หมวด 5 กำหนดสาระสำคัญไว้ว่า

                         (ก)  ประธานกรรมการ เป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของกิจการร่วมทุน
                         (ข)  คณะกรรมการจะต้องประกอบด้วยตัวแทนของผู้ร่วมทุนอย่างน้อย 3 คน โดยผู้ลงทุนฝ่ายจีนเป็นฝ่ายเสนอชื่อประธานกรรมการ ผู้ลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายเสนอชื่อรองประธานกรรมการ
                         (ค)  ผู้จัดการทั่วไปซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการเป็นหัวหน้าองค์กรบริหารงานประจำเป็นผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการในการติดต่อกับบุคคลภายนอกและกำกับดูแลบุคคลากรภายใน
              
                    (2) กิจการร่วมประกอบการ (ลักษณะร่วมค้าในรูปสัญญา)

                         กฎหมายร่วมประกอบการ มาตรา 12 กำหนดสาระสำคัญไว้ว่า

                         (ก)  กิจการร่วมประกอบการจะจัดตั้งคณะกรรมการหรือองค์กรบริหารร่วมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งขึ้นบริหารกิจการก็ได้ ประธานกรรมการหรือผู้อำนวยการองค์กรบริหารร่วมจะแต่งตั้งจากตัวแทนของฝ่ายใดก็ได้ หากฝ่ายหนึ่งดำรงตำแหน่งประธานหรือผู้อำนวยการอีกฝ่ายหนึ่งจะดำรงตำแหน่งรองประธานหรือรองผู้อำนวยการ
                         (ข)  ผู้จัดการทั่วไปจะแต่งตั้งจากตัวแทนของผู้ร่วมประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือจากบุคคลภายนอกก็ได้
                         (ค)  หากกิจการร่วมประกอบการจะมอบหมายให้บุคคลอื่นหรือองค์กรธุรกิจอื่น (ซึ่งไม่ใช่ผู้ร่วมประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) เป็นผู้รับสัมปทานไปดำเนินการบริหารแทน การมอบหมายดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบอย่างเอกฉันท์จากผู้ร่วมประกอบการ อีกทั้งต้องรายงานขออนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทำการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนให้เรียบร้อย  จึงจะมีผลบังคับตามกฎหมาย

                    (3) กิจการทุนต่างชาติ

                          กฎหมายว่าด้วยทุนต่างชาติมิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องโครงสร้างองค์กรบริหารไว้เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้เพราะว่ากิจการลักษณะนี้เป็นการลงทุนโดยนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด กฎหมายจึงให้ความอิสระในการบริหารแก่นักลงทุนต่างชาติ แต่ทั้งนี้การบริหารต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งหนังสืออนุมัติโครงการ หนังสือทะเบียนประกอบกิจการและกฎหมาย

                    (4) บริษัทจำกัด (หุ้น)

                          กฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัด กำหนดสาระสำคัญไว้ว่า

                         (ก)  องค์กรบริหารสูงสุดคือที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งมีอำนาจกำหนดนโยบาย แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับและแต่งตั้งหรือถอดถอนคณะกรรมการ รวมทั้งประธานและรองประธานกรรมการ
                         (ข)  คณะกรรมการคือองค์กรบริหารกิจการประจำ มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบาย ข้อบังคับ และรายงานแผนบริหารประจำปีที่ได้เสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น
                         (ค)  ประธานกรรมการเป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจำกัด ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นหรือบุคคลภายนอกได้
                         (ง)  ผู้จัดการทั่วไปซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการ มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการประจำของบริษัท รวมทั้งการบริหารงานบุคคล

          อำนาจบริหารกิจการ

                         ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย ข้อกำหนดในสัญญาร่วมทุนและข้อบังคับของกิจการร่วมทุน นักลงทุนมีอำนาจบริหารกิจการได้อย่างอิสระ ซึ่งหน่ายงานของรัฐจะทำการแทรกแซงมิได้

                         อำนาจบริหารกิจการโดยสาระสำคัญแล้ว ได้แก่

                         (1)  อำนาจในการวางแผนพัฒนาการผลิต การจำหน่าย แผนงานด้านแรงงาน แต่ต้องรายงานแผนดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อรวบรวมไว้เป็นข้อมูลสถิติ
                         (2)  อำนาจที่จะสั่งซื้อวัสดุ อุปกรณ์ พลังงานจากต่างประเทศได้โดยตรง แต่การจำหน่ายจะต้องส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศและจำหน่ายในตลาดภายในประเทศตามอัตราส่วนที่หนังสืออนุมัติกำหนด
                         (3)  อำนาจในการทำนิติกรรมหรือสัญญากับองค์กรธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศเพื่อปฏิบัติตามสัญญาร่วมทุนให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจของกิจการร่วมทุน
                         (4)  อำนาจในการขอสินเชื่อจากภายในหรือต่างประเทศทั้งสกุลเงินหยวนหรือสกุลเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการหรือการผลิต รวมทั้งการเปิดบัญชีสกุลเงินหยวนหรือสกุลเงินตราต่างประเทศกับธนาคารที่กำหนด
                         (5)  อำนาจในการแบ่งปันผลกำไรภายหลังได้สำรองเงินกองทุนพัฒนาธุรกิจและกองทุนสวัสดิการแรงงานแล้ว
                         (6)  อำนาจในการรับสมัครคัดเลือกพนักงาน ลูกจ้าง คนงาน รวมทั้งกำหนดมาตรฐานค่าตอบแทน สวัสดิการ เงินรางวัล ฯลฯ
                         (7)  อำนาจในการกำหนดรูปแบบการผลิต การตลาด รวมทั้งการปรับเปลี่ยนวิธีการต่างๆเพื่อพัฒนาเพิ่มผลการผลิตหรือประสิทธิภาพหรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์
                         (8)  อำนาจในการดำเนินการใดๆ เพื่อประโยชน์ของกิจการร่วมทุน
 
           การรักษาดุลเงินตราต่างประเทศ
 
                         กฎหมายร่วมทุน กฎหมายร่วมประกอบการ และกฎหมายทุนต่างชาติ ต่างก็มีบทบัญญัติไว้ชัดว่า นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในประเทศจีน หากได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายและสัญญาร่วมทุนกำหนดไว้แล้ว ย่อมสามารถโอนเงินปันผลกำไรหรือเงินทุนที่ได้จากการเลิกกิจการแล้วออกนอกประเทศได้ รวมทั้งบุคคลต่างชาติที่ทำงานในประเทศจีน เมื่อได้ชำระภาษีถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ย่อมสามารถโอนเงินได้ออกนอกประเทศได้

                         การโอนเงินออกนอกประเทศจะต้องเป็นเงินตราสกุลต่างประเทศเท่านั้น

                         ตามกฎระเบียบบริหารว่าด้วยการปริวรรตเงินตราต่างประเทศ กำหนดไว้ว่า รายรับที่เป็นเงินตราต่างประเทศของกิจการร่วมทุนทั้งหมดจะต้องนำฝากเข้าบัญชีในธนาคารแห่งประเทศจีน หรือธนาคารที่สำนักปริวรรตเงินตรากำหนดเท่านั้น และการสั่งจ่ายเงินตราสกุลต่างประเทศทุกรายการจะต้องสั่งจ่ายผ่านบัญชีเงินฝากดังกล่าวทั้งสิ้น ดังนั้น หากเงินตราต่างประเทศในบัญชีไม่เพียงพอ นักลงทุนต่างชาติก็ไม่อาจที่จะโอนเงินผลกำไรที่เป็นเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศได้

                         การรักษาดุลเงินตราสกุลต่างประเทศในบัญชีเงินตราต่างประเทศของกิจการร่วมทุนนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่า

                        (1)  สำหรับกิจการร่วมทุนที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐให้นำผลผลิตจำหน่ายในตลาดภายในประเทศได้นั้น หากไม่สามารถแก้ปัญหาดุลเงินตราต่างประเทศของกิจการได้ ให้หน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสำนักนายกช่วยเหลือแก้ไขปัญหาดังกล่าว หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ให้กระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ (ปัจจุบันได้ถูกยุบไปแล้วและตั้งกระทรวงใหม่ชื่อว่ากระทรวงกิจการพาณิชย์) ร่วมกับคณะกรรมการวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ) ทำการพิจารณาบรรจุเข้าแผนฯเพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาต่อไป
                        (2)  สำหรับกิจการร่วมประกอบการ ผู้ร่วมประกอบการจะต้องจัดการปัญหาดุลเงินตราต่างประเทศของกิจการด้วยตนเอง หากไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเอง สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดได้
                        (3)  กิจการทุนต่างชาติ ผู้ลงทุนจะต้องจัดการปัญหาดุลเงินตราต่างประเทศด้วยตนเอง กรณีกิจการใดได้รับอนุญาตให้จำหน่ายผลผลิตในตลาดภายในประเทศได้ หากมีปัญหาเกี่ยวกับดุลเงินตราต่างประเทศ ให้หน่วยงานที่อนุญาตให้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในตลาดภายในประเทศเป็นผู้รับผิดชอบแก้ไขปัญหาดังกล่าว

          การบริหารงานบุคคลกับสหภาพแรงงาน

                        (1)  กิจการร่วมทุนมีอำนาจอิสระในการรับสมัคร ว่าจ้าง ลงโทษ เลิกจ้างพนักงานได้ รวมทั้งมีอำนาจที่จะกำหนดระเบียบว่าด้วยการลา การลงโทษ ระบบหรือรูปแบบหรือมาตรฐานอัตราเงินเดือน หรือการให้รางวัลได้ ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับกฎหมายแรงงานหรือขัดกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ
                        (2)  ในกฎหมายร่วมทุน กฎหมายร่วมประกอบการ กฎหมายทุนต่างชาติ และกฎระเบียบบริหารว่าด้วยการควบคุมแรงงานของกิจการที่มีทุนต่างชาติ ต่างกำหนดไว้ว่า การว่าจ้างแรงงานของกิจการที่มีทุนต่างชาติจะต้องทำเป็นสัญญาจ้างแรงงานเสมอ สัญญาจ้างแรงงานนั้น กิจการสามารถทำกับสหภาพแรงงานหรือทำกับลูกจ้างรายบุคคลก็ได้
                        (3)  กรณีเกิดข้อพิพาทแรงงาน ให้คู่กรณีปรึกษาหารือกันอย่างฉันท์มิตรเพื่อระงับข้อพิพาท หากไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ ให้เสนอข้อพิพาทไปยังคณะกรรมการไกล่เกลี่ยแรงงาน
                              ประจำเมืองหรือระดับมณฑล ฝ่ายใดไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการไกล่เกลี่ยแรงงาน ย่อมสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลประชาชนเพื่อพิจารณาพิพากษาได้
                        (4)  สหภาพแรงงาน ลูกจ้างของกิจการย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะจัดตั้งสหภาพแรงงานและดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎหมายได้ กิจการจะต้องให้การสนับสนุนกิจกรรมของสหภาพแรงงานโดยจัดหาสถานที่ทำงานให้แก่สหภาพเพื่อดำเนินกิจกรรมของสหภาพฯ นอกจากนี้กิจการยังต้องให้เงินสนับสนุนกิจกรรมของสหภาพเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 2 % ของยอดเงินเดือนของลูกจ้างทั้งหมดอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้สหภาพแรงงานมีค่าใช้จ่ายเพียงพอที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับสหภาพแรงงานแห่งชาติได้

         การชำระบัญชีภายหลังเลิกกิจการ

                       กิจการร่วมทุนเลิกกันเมื่อ

                      (1)  ครบกำหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติจากทางการ
                      (2)  คู่สัญญาเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดหรือเมื่อสัญญาสิ้นสุด
                      (3)  กิจการร่วมทุนประกาศเลิกกิจการ

                      เมื่อผู้ร่วมทุนเลิกกิจการโดยสมัครใจ ผู้ร่วมลงทุนจะต้องประกาศให้สาธารณชนทราบและดำเนินการชำระบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และสิทธิต่างๆของกิจการซึ่งคณะกรรมการจะต้องแต่งตั้งคณะผู้ชำระบัญชีขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบชำระบัญชีของกิจการ หากการเลิกกิจการโดยคำสั่งศาลหรือคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ คณะผู้ชำระบัญชีจะถูกแต่งตั้งโดยศาลหรือคณะอนุญาโตตุลาการแล้วแต่กรณี

                      คณะผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตรวจสอบและทำรายงานเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน และสิทธิต่างๆของกิจการเพื่อเสนอรายงานให้คณะกรรมการหรือคณะอนุญาโตตุลาการหรือศาลแล้วแต่กรณีเพื่อพิจารณาอนุมัติเห็นชอบ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้คณะผู้ชำระบัญชีปฏิบัติตามรายงานซึ่งคณะผู้ชำระบัญชีมีอำนาจดำเนินการฟ้องร้องคดีหรือให้การต่อสู้คดีในนามของกิจการได้

                      คณะผู้ชำระบัญชียังมีหน้าที่ต้องรายงานสถานการณ์การชำระบัญชีให้ผู้ร่วมทุนหรือผู้ร่วมประกอบการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททราบตลอดเวลาที่การชำระบัญชียังไม่เสร็จสิ้น

                      ในระหว่างการชำระบัญชีนั้น ผู้ร่วมทุนหรือผู้ร่วมประกอบการหรือผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดไม่มีสิทธิใดๆที่จะเข้าไปจัดการทรัพย์สิน หนี้สิน ของกิจการได้
             
                      เมื่อการชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว หากกิจการยังเหลือทรัพย์สินอยู่เพียงใด ให้แบ่งปันแก่ผู้ร่วมทุนตามอัตราส่วน หรือผู้ร่วมประกอบการตามที่กำหนดในสัญญา หรือผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดตามจำนวนหุ้นที่ถือ เงินลงทุนและเงินปันผลกำไรผู้ลงทุนต่างชาติสามารถโอนออกนอกประเทศได้ การโอนกำไรออกนอกประเทศจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้ชำระภาษีเงินได้เรียบร้อยแล้ว เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดยกเว้นไว้เป็นอย่างอื่น

                      การเลิกกิจการจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ยื่นจดทะเบียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกเลิกใบทะเบียนประกอบกิจการและใบทะเบียนผู้เสียภาษีแล้ว

 หลักเกณฑ์การขออนุญาตจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ

            (1)  การยื่นขออนุมัติโครงการ  นักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะประกอบกิจการลงทุนในจีนต้องยื่นคำขอต่อกระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ (ปัจจุบันคือกระทรวงพาณิชย์) หรือหน่วยงานระดับท้องถิ่นที่ได้รับมอบอำนาจเพื่อทำการพิจารณา  หากได้รับอนุมัติ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะออก “หนังสืออนุมัติโครงการสำหรับนักลงทุนต่างชาติ” และ “หนังสืออนุมัติให้จัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ” แก่ผู้ยื่นคำขอ ซึ่งผู้ยื่นคำขอจะต้องนำหนังสืออนุมัติทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ไปยื่นขอจดทะเบียนตั้งบริษัทพร้อมเอกสารดังต่อไปนี้ คือ

                  (ก)  คำขออนุญาตจัดตั้งบริษัททุนต่างชาติ
                  (ข)  รายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ
                  (ค)  สัญญาร่วมทุน หรือร่วมมือ และข้อบังคับของกิจการร่วมทุนหรือร่วมมือ (กรณีจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติทั้งหมด ให้นำส่งเฉพาะข้อบังคับของกิจการ)
                  (ง)  รายชื่อและประวัติคณะกรรมการ และบุคคลระดับบริหารของวิสาหกิจทุนต่างชาติ
                  (จ)  หนังสือแจ้งการอนุมัติให้ใช้ชื่อบริษัทจากสำนักงานกำกับการจดทะเบียนพาณิชย์และอุตสาหกรรม
                  (ฉ)  หนังสือรับรองการจดทะเบียนและหลักฐานรับรองสถานภาพทางการเงินของผู้ร่วมทุนทุกฝ่าย
                  (ช)  หลักฐานแสดงสิทธิ์ในการใช้สถานที่ประกอบการ
                  (ซ)  หลักฐานและเอกสารอื่นใดที่หน่วยงานรับคำขอจะพิจารณาเพิ่มเติม

                  (ปัจจุบัน ทางการจีนได้อนุโลมให้นักลงทุนต่างชาติไม่ต้องยื่น “การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ” เพื่อขออนุมัติ เว้นแต่จะมีกฎระเบียบกำหนดไว้โดยเฉพาะสำหรับโครงการที่สำคัญ)
 
             (2)  เงื่อนไขการจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ

                  (ก)  ทุนจดทะเบียนบริษัท (กรณีประกอบกิจการที่ต้องขอใบอนุญาตในธุรกิจประเภทจำกัด ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดสำหรับการประกอบกิจการประเภทนั้นๆ)
                  (ข)  ต้องมีพนักงานที่มีประสบการณ์ในด้านการประกอบกิจการธุรกิจประเภทนั้นๆ
                  (ค)  มีสถานประกอบการที่แน่นอน
                  (ง)  มีเครื่องจักรอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการอย่างครบถ้วน
    
              (3) หลักเกณฑ์การจัดตั้งบริษัทสาขา

                   วิสาหกิจทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อประกอบกิจการครบ 1 ปี และเงินทุนจดทะเบียนทั้งหมดได้มีการชำระครบถ้วนแล้ว มีสิทธิที่จะขอยื่นจัดตั้งบริษัทสาขาได้ โดยต้องเพิ่มทุนตามที่กฎหมายกำหนดต่อทุก 1 สาขาที่เปิดเพิ่ม  พร้อมกับแนบเอกสารดังต่อไปนี้ประกอบการขออนุมัติ

                  (ก)  หนังสือความเห็นชอบจากหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้รับมอบอำนาจจากกระทรวงพาณิชย์ให้สามารถทำการเปิดสาขาได้
                  (ข)  มติของที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทที่เห็นชอบให้เปิดสาขาและเพิ่มทุน
                  (ค)  หนังสือแก้ไขสัญญาร่วมทุนหรือร่วมมือเกี่ยวกับการเพิ่มทุนของบริษัท
                  (ง)  รายงานศึกษาความเป็นไปได้และความจำเป็นของโครงการการเพิ่มสาขา รวมทั้งบทสรุปสภาพการประกอบกิจการในช่วงที่ผ่านมา
                  (จ)  หนังสือรับรองการชำระทุนเต็มจำนวนโดยผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต
                  (ฉ)  หลักฐานเกี่ยวกับสถานที่ตั้งบริษัทสาขา และรายชื่อพนักงานประจำสาขา
                  (ช)  เอกสารหลักฐานอื่นใดที่หน่วยงานรับคำขอจะพิจารณาเพิ่มเติม


15.  เงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับการจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติในจีน
                 
                            ประเภทกิจการ                      เงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ
                 
                      • ปรึกษาการลงทุน                            1.4  แสนเหรียญสหรัฐอเมริกา
                      • ที่ปรึกษาการบริหารจัดการ              1.4  แสนเหรียญสหรัฐอเมริกา
                      •   การค้าระหว่างประเทศ                    2   แสนเหรียญสหรัฐอเมริกา
                      •  การค้าภายในประเทศ                      5   แสนหยวน
                      •  การประเมินสินทรัพย์                       5   แสนเหรียญสหรัฐ  อเมริกา
                      •  ตัวแทนการขนส่งพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศ (ทางถนน)   1  ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                      •  บริหารจัดการการลงทุน                 2     ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                      •  เวนเจอร์แคปปิตอล                       5     ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                      • ลิสซิ่งส์                                          5      ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                      • ขนส่งพัสดุภัณฑ์และคลังสินค้า     5      ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                      • โลจิสติกส์                                      5      ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                      • บริษัทมหาช                                30       ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                      • การลงทุน                                   30        ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                         (เข้าถือหุ้นบริษัทในเครือ)


16. การจัดตั้งสำนักงานผู้แทนของบริษัทต่างชาติในจีน

            (ก)  กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

                  - ข้อกำหนดว่าด้วยการกำกับสำนักงานผู้แทนของวิสาหกิจต่างชาติในจีน (ฉบับชั่วคราว) (ประกาศเมื่อ 30 มกราคม 1980)
                  -  ประกาศว่าด้วยวิธีการรับจดทะเบียนสำนักงานผู้แทนของวิสาหกิจต่างชาติในจีน (ประกาศเมื่อ 15 มีนาคม 1983)
                  -  ประกาศว่าด้วยการบังคับใช้ข้อกำหนดการกำกับสำนักงานผู้แทนของวิสาหกิจต่างชาติในจีน (ประกาศเมื่อ 14 เมษายน 1999)

             (ข)  การยื่นคำขอ

                  -  กรรมการผู้มีอำนาจต้องลงชื่อและประทับตราในคำขอ
                  -  คำขอต้องประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับ ชื่อบริษัท กรรมการผู้มีอำนาจ วัตถุประสงค์ สถานที่ประกอบกิจการ
                  -  เอกสารประกอบคำขอ (เอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องแปลเป็นภาษาจีน)

                     •  หนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลของบริษัท
                     •  หนังสือรับรองสถานภาพทางการเงินของบริษัทจากธนาคาร
                     •  หนังสือแต่งตั้งผู้แทน (หนังสือมอบอำนาจ) และประวัติพร้อมภาพถ่าย 3 ใบของผู้แทน (ผู้รับมอบอำนาจ)
                     •  หลักฐานงบการเงินของบริษัท
                     •  หลักฐานการเช่าสถานที่ตั้งสำนักงานผู้แทน
                     •  เอกสารอื่นใดที่หน่วยงานรับคำขอจะพิจารณาเพิ่มเติม

              (ค)  การจดทะเบียน

                  ผู้ยื่นคำขอที่ได้รับหนังสืออนุมัติให้จัดตั้งสำนักงานผู้แทน จะต้องทำการยื่นจดทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียมต่อสำนักงานควบคุมกำกับกิจการพาณิชย์และอุตสาหกรรมภายในกำหนด 30 วันทำการนับแต่วันที่อนุมัติ หากพ้นกำหนดจะต้องคืนหนังสืออนุมัติต่อหน่วยงานที่ออกหนังสือนั้น  หน่วยงานที่รับคำขอจดทะเบียนจะต้องทำการพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน 5 วันทำการนับแต่วันได้รับเอกสารประกอบคำขอครบถ้วน

              (ง)  ขั้นตอนการจดทะเบียน

                   -  ยื่นคำขอต่อกรมพาณิชย์ (ระดับเมืองหรือมณฑล)
                   -  รับ “หนังสืออนุมัติการจัดตั้งสำนักงานผู้แทน”
                   -  ยื่นคำขอจดทะเบียนพร้อมเอกสารประกอบคำขอ เพื่อรับ “หนังสือรับเรื่องเพื่อดำเนินการ”
                   -  ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน (600 หยวน)  เพื่อรับ “หนังสือรับรองการจัดตั้งสำนักงานผู้แทน”
                   -  ผู้ยื่นคำขอนำ “หนังสืออนุมัติ” “หนังสือรับรอง” ไปขึ้นทะเบียนต่อกรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมตำรวจ เพื่อขอใบอนุญาตทำงานและหลักฐานการมีถิ่นที่อยู่ของผู้แทน

              วิสาหกิจต่างชาติที่ประสงค์จะจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในจีน หากยังมิได้รับอนุมัติให้จัดตั้งสำนักงานผู้แทน และยังมิได้จดทะเบียนสำนักงานผู้แทน ห้ามดำเนินกิจการใดๆ ในจีน ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

17. การขอชื่อเพื่อจดทะเบียนบริษัทต้องปฏิบัติตามหลักการอะไรบ้าง?

            หลักการของการปฏิบัติการในการขอชื่อเพื่อจดทะเบียนบริษัท

            1. ชื่อของบริษัทต้องไม่ประกอบด้วยอักษรที่มีความหมายดังนี้

                  1.1  สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคม
                  1.2  อาจเป็นการหลอกลวงหรือสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชน
                 1.3  ชื่อของประเทศใดๆ หรือชื่อขององค์กรระหว่างประเทศใดๆ
                 1.4  ชื่อของพรรครัฐบาล พรรคการเมือง หน่วยงานรัฐบาลและทหาร องค์กรสาธารณะ กลุ่มสังคม หรือชื่อ
                        ประจำกองของกองกำลังทหาร
                 1.5  อักษรภาษาต่างประเทศ พินอิน หรือตัวเลขอารบิก
                 1.6  ตามที่กฎหมายและระเบียบข้อบังคับอื่นๆ กำหนดไว้

            2. ชื่อของบริษัทควรใช้อักษรจีนที่เป็นไปตามระเบียบของประเทศที่กำหนดไว้
            3. ชื่อนิติบุคคลต้องไม่ซ้ำชื่อของนิติบุคคลอื่น ยกเว้นสำนักงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งชาติจะมีคำสั่ง
            4. ชื่อของบริษัทต้องไม่ประกอบด้วยชื่อของบริษัทอื่นใด ชื่อของบริษัทที่เป็นสาขาควรนำหน้าด้วยชื่อของบริษัทแม่ที่บริษัทสาขาสังกัด
            5. ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจอนุญาตให้ใช้ชื่อบริษัทเพียงชื่อเดียวเท่านั้น
            6. ไม่อนุญาตให้จดทะเบียนโดยใช้ชื่อบริษัทที่ขอ หากชื่อของบริษัทที่ยื่นขอจดทะเบียนจัดอยู่ในเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งข้างล่างนี้
                    6.1 ซ้ำกับชื่อของบริษัทที่อนุมัติโดยสำนักงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งเดียวกัน หรือชื่อบริษัทประเภทเดียวกันที่จดทะเบียนไว้แล้ว ยกเว้นมีความสัมพันธ์กันด้านการลงทุน
                    6.2ซ้ำกับชื่อเดิมของบริษัทอื่นที่เปลี่ยนชื่อใหม่ยังไม่ครบ 1 ปี
                    6.3 ซ้ำกับชื่อบริษัทที่ถูกลบชื่อจากทะเบียนหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ยังไม่ครบ 3 ปี
                    6.4ผิดกฎหมายและระเบียบข้อบังคับอื่นๆ
           7. ชื่อบริษัทที่จำต้องแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ให้บริษัทนั้นๆ แปลใช้เองตามหลักการแปล และไม่จำเป็นต้องขอจดทะเบียนกับสำนักงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมและการพาณิชย์


18. ระเบียบการยื่นเอกสารและหลักฐานประกอบการขอจองชื่อของบริษัท

           1. ระเบียบการยื่นเอกสารและหลักฐานประกอบการขอจองชื่อบริษัท

              1.1  แบบคำขอจองชื่อของบริษัทที่ผู้ลงทุนทุกคนลงลายมือชื่อ
              1.2  หนังสือรับรองการแต่งตั้งผู้แทนหรือการมอบอำนาจให้แก่ผู้แทนที่ผู้ลงทุนทุกคนลงลายมือชื่อ และสำเนาบัตรประจำตัวของผู้แทนที่ได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับการมอบอำนาจ (เจ้าตัวลงลายมือชื่อกำกับ)
                    ทั้งนี้ควรระบุเรื่องที่มอบอำนาจให้ดำเนินการ ขอบเขตอำนาจของผู้ได้รับมอบอำนาจ และกำหนดระยะเวลาการมอบอำนาจ
              1.3  สำหรับผู้ที่ต้องการคำว่า “中国”、“中华”、“国家”、“全国”、“国际” (“ประเทศจีน”, “แห่งชาติ”, “ทั่วประเทศ”, “สากล”) นำหน้าชื่อ ต้องยื่นสำเนาหนังสืออนุญาตจากสำนักนายกรัฐมนตรี
              1.4  สำหรับการยื่นขอชื่อกรณีพิเศษ สำนักบริการจดทะเบียนชื่อบริษัทสามารถขอเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากผู้ลงทุน

             หมายเหตุ: “แบบคำขอจองชื่อบริษัท”, “หนังสือรับรองการแต่งตั้งผู้แทนหรือการมอบอำนาจให้แก่ผู้แทน” สามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ “บริการจดทะเบียนชื่อบริษัทจีน”(http://qyj.saic.gov.cn)หรือขอได้ที่สำนักงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ทุกแห่ง

             รายการเอกสารที่ไม่ได้ระบุให้ใช้ฉบับสำเนา จะต้องใช้ฉบับจริง

             หากเป็นฉบับสำเนาควรเขียนกำกับว่า “เหมือนกับฉบับจริง” และผู้ลงทุนลงลายมือชื่อหรือประทับตราบริษัท

             สำหรับเอกสารข้างบนที่จะต้องมีลายมือชื่อของผู้ลงทุน หากผู้ลงทุนเป็นบุคคลธรรมดาให้ลงลายมือชื่อ แต่หากมิใช่บุคคลธรรมดาให้ประทับตราบริษัท

19. หลักเกณฑ์การขอจดทะเบียนธุรกิจของบริษัทต่างด้าว

                ขั้นตอนการขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่างชาติ   
 
                ผู้ยื่นเรื่องควรดำเนินการขอจดทะเบียน ณ สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ ภายใน 30 วันหลังจากได้รับอนุญาตจากสำนักงานตรวจสอบและอนุมัติให้จัดตั้งบริษัทต่างชาติได้ และหลังจากที่สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจรับเอกสารและหลักฐานทั้งหมดจากผู้ยื่นเรื่องที่ได้รับมอบอำนาจ ภายใน 30 วัน จะดำเนินการตัดสินใจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ในกรณีที่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียน หลังจากสำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจได้รับเงินค่าธรรมเนียมจดทะเบียนแล้ว จะออก “ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนิติบุคคล” ให้และประกาศให้เป็นที่รับทราบทั่วกัน โดยวันที่ที่ระบุในใบอนุญาตประกอบธุรกิจคือวันที่บริษัทต่างชาตินั้นจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ
 
หมายเหตุ : อัตราค่าธรรมเนียมในการจดจัดตั้งบริษัททุนต่างชาติ มีดังนี้
 
            1. ร้อยละ 0.8% ของทุนจดทะเบียน 
            2. ร้อยละ 0.4% ของทุนจดทะเบียนเฉพาะส่วนที่เกินกว่า 10 ล้านหยวนขึ้นไป
            3. ทุนจดทะเบียนส่วนที่เกินกว่า หนึ่งร้อยล้านหยวน ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
            4. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนครั้งละ 50 หยวน (ยกเว้น กรณีเปลี่ยนแปลงรายการเพิ่มทุนจดทะเบียนคิดอัตราร้อยละตามที่กล่าวข้างต้น)

20. เอกสารและหลักฐานประกอบการยื่นขอจดทะเบียนบริษัทต่างชาติต่อสำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ:

                  1. แบบขอจดทะเบียนธุรกิจต่างด้าวที่กรรมการผู้จัดการและรองกรรมการผู้จัดการลงลายมือชื่อ
                  2. หนังสืออนุญาตจองชื่อบริษัท
                  3. รายงานเสนอโครงการ  รายงานศึกษาความเป็นไปได้ และหนังสืออนุญาตของรายงานดังกล่าว
                  4. สัญญา ข้อบังคับบริษัท (รวมถึงภาคผนวก เอกสารฉบับภาษาจีนและภาษาต่างประเทศ), เอกสารการอนุญาตและหนังสืออนุญาตจากสำนักงานตรวจสอบและอนุมัติ (สำเนา 1 ชุด)
                  5. หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจที่ออกโดยหน่วยงานรัฐบาลของประเทศหรือดินแดนที่ผู้ลงทุนอาศัยอยู่
                  6. หนังสือรับรองเครดิตจากธนาคารของผู้ลงทุน (ควรออกโดยสถาบันการเงินที่ผู้ลงทุนทำธุรกรรมอยู่ประจำ หากผู้ลงทุนฝ่ายจีนเป็นรัฐวิสาหกิจ ต้องยื่นหนังสือรับรองการจดทะเบียนสิทธิในสินทรัพย์ของรัฐที่ออกโดยสำนักงานกำกับดูแลสินทรัพย์ของรัฐ)
                  7. รายชื่อของคณะกรรมการทุกคน และหนังสือแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการ รองกรรมการผู้จัดการ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวและประวัติโดยย่อของทุกคน
                  8. เอกสารแสดงสิทธิการใช้สถานที่ประกอบการ
                  9. เอกสารอื่นๆ ที่สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจต้องการเพิ่มเติม

21. เอกสารและหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนจัดตั้งหน่วยงานสาขา (สำนักงาน) ของบริษัททุนต่างชาติ

             กรณีการขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทสาขาของบริษัททุนต่างชาติ

             1. แบบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทสาขาของบริษัททุนต่างชาติที่ผู้แทนตามกฎหมายของบริษัทลงลายมือชื่อ
             2. หนังสืออนุญาตจากสำนักงานตรวจสอบและอนุมัติ
             3. ข้อบังคับของบริษัทที่ผู้แทนตามกฎหมายของบริษัทลงลายมือชื่อ
             4. หนังสือแต่งตั้งผู้รับผิดชอบบริษัทสาขา และสำเนาบัตรประจำตัวของผู้ได้รับการแต่งตั้ง
             5. เอกสารแสดงสิทธิการใช้สถานที่ประกอบการ
             6. สำเนาใบอนุญาตประกอบธุรกิจ (พร้อมประทับตราบริษัท)
             7. เอกสารรับรองการตรวจสอบและอนุมัติซึ่งได้ดำเนินการไปล่วงหน้าแล้ว (เอกสารรับรองว่าองค์กรธุรกิจนี้ได้ผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากหน่วยงานทั้ง 8 แห่งที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอัคคีภัย การรักษาสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข สันติบาล การพิมพ์ เป็นต้น เป็นที่เรียบร้อยแล้ว)
             8. เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

            กรณีการขอจดทะเบียนจัดตั้งหน่วยงานสาขา (สำนักงาน) ขององค์กรธุรกิจทุนต่างชาติที่ไม่ใช่บริษัท

             1. แบบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งหน่วยงานสาขา (สำนักงาน) ขององค์กรธุรกิจทุนต่างชาติ
             2. หนังสืออนุญาตจากสำนักงานตรวจสอบและอนุมัติ
             3. หนังสือแจ้งจากสำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจเดิม
             4. มติจัดตั้งสาขาตามกฎหมาย
             5. หนังสือแต่งตั้งผู้รับผิดชอบ
             6. เอกสารแสดงสิทธิการใช้สถานที่ประกอบการ
             7. สำเนาใบอนุญาตสาขา
             8. เอกสารและหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง


22.  ห้างหุ้นส่วนคืออะไร? เงื่อนไขการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนมีอะไรบ้าง?

            ห้างหุ้นส่วนตามกฎหมายห้างหุ้นส่วนสาธารณประชาชนจีน หมายถึง องค์กรธุรกิจที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนตกลงที่จะลงทุนร่วมกัน บริหารงานร่วมกัน แบ่งปันผลกำไรร่วมกัน รับความเสี่ยงร่วมกัน และรับผิดในหนี้สินของกิจการไม่จำกัดจำนวนร่วมกัน ที่จัดตั้งในอาณาเขตของสาธารณรัฐประชาชน

             เงื่อนไขการจัดตั้งห้างหุ้นส่วน:

               1.  มีผู้เป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และทุกคนเป็นผู้รับผิดในหนี้สินของกิจการไม่จำกัดจำนวนตามกฎหมาย
               2.  มีการทำสัญญาของห้างหุ้นส่วนเป็นลายลักษณ์อักษร
               3.  ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีการเข้าหุ้นจริง
               4.  มีชื่อของห้างหุ้นส่วน
               5.  มีสถานที่ตั้งและความพร้อมที่จะดำเนินธุรกิจห้างหุ้นส่วน


23. หลักเกณฑ์การจัดตั้งห้างหุ้นส่วน

            ห้างหุ้นส่วนตามกฎหมายห้างหุ้นส่วนสาธารณประชาชนจีน หมายถึง องค์กรธุรกิจที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนตกลงที่จะลงทุนร่วมกัน บริหารงานร่วมกัน แบ่งปันผลกำไรร่วมกัน รับความเสี่ยงร่วมกัน และรับผิดในหนี้สินของกิจการไม่จำกัดจำนวนร่วมกัน ที่จัดตั้งในอาณาเขตของสาธารณรัฐประชาชน

            เงื่อนไขการจัดตั้งห้างหุ้นส่วน:

            1. มีผู้เป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และทุกคนเป็นผู้รับผิดในหนี้สินของกิจการไม่จำกัดจำนวนตามกฎหมาย
            2. มีการทำสัญญาของห้างหุ้นส่วนเป็นลายลักษณ์อักษร
            3. ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีการเข้าหุ้นจริง
            4. มีชื่อของห้างหุ้นส่วน
            5. มีสถานที่ตั้งและความพร้อมที่จะดำเนินธุรกิจห้างหุ้นส่วน

24. สัญญาของห้างหุ้นส่วนควรครอบคลุมเนื้อหาใดบ้าง?

            ผู้เป็นหุ้นส่วนควรลงทุนตามรูปแบบ จำนวนเงิน และกำหนดเวลาชำระเงิน ตามที่ระบุไว้ในสัญญาของห้างหุ้นส่วน

            ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนเข้าหุ้นจริงให้แก่ห้างหุ้นส่วนตามสัญญาห้างหุ้นส่วน

            สัญญาห้างหุ้นส่วนควรกำหนดเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้ให้ชัดเจน

            1. ชื่อของห้างหุ้นส่วนและที่ตั้งของสำนักงาน
            2. วัตถุประสงค์ของห้างหรือขอบเขตของกิจการการค้าที่ห้างหุ้นส่วนจะประกอบการ
            3. ชื่อและที่อยู่ของผู้เป็นหุ้นส่วน
            4. การเข้าหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วน จำนวนเงินที่นำมาลงทุนและกำหนดชำระเงินลงทุนของแต่ละหุ้นส่วน
            5. การแบ่งส่วนผลกำไรและขาดทุน
            6. การดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วน
            7. การเข้าหุ้นและการถอนหุ้น
            8. การเลิกห้างหุ้นส่วนและการชำระบัญชี
            9. ความรับผิดชอบหากละเมิดสัญญา

             ในสัญญาของห้างหุ้นส่วนสามารถระบุระยะเวลาของการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วน และวิธีจัดการข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน

             สัญญาห้างหุ้นส่วนจะมีผลบังคับใช้เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนลงลายมือชื่อและประทับตรา โดยผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับสิทธิอำนาจและมีความรับผิดชอบตามสัญญาห้างหุ้นส่วน

             สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความในสัญญาห้างหุ้นส่วนได้ หากผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนเห็นพ้องกัน

25. วิธีการตรวจสอบสถานะการจดทะเทียนของบริษัททุนต่างชาติ สำนักงานสาขาบริษัทต่างชาติ หรือสำนักงานตัวแทนบริษัทต่างชาติ

            เนื่องจากในปัจจุบันรัฐบาลจีนอนุญาตให้บริษัทต่างชาติหรือสำนักงานตัวแทนประเภทต่างๆ ดำเนินการจดทะเบียนได้โดยตรงที่สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจระดับต่างๆ ดังนั้นการตรวจสอบสถานะของบริษัทหรือสำนักงานเหล่านี้จึงต้องตรวจสอบที่สำนักงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ระดับเมืองหรือมณฑลที่บริษัทนั้นๆ ตั้งอยู่ สำหรับสำนักงานใหญ่กำกับดูแลอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งชาตินั้นปกติจะรับจดทะเบียนเฉพาะโครงการที่กระทรวงพาณิชย์หรือหน่วยงานอื่นๆระดับกระทรวง เป็นผู้อนุมัติโดยตรง เช่น บริษัทดำเนินธุรกิจการลงทุน ธนาคารเพื่อการลงทุน สถาบันการเงินหรือการประกันภัย เป็นต้น และการตรวจสอบสถานะของบริษัทหรือสำนักงานเหล่านี้ จะต้องใช้หนังสือแนะนำหรือเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ขอตรวจสอบได้ที่ศูนย์ข้อมูลสำนักงานใหญ่กำกับดูแลอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งชาติ  หมายเลขโทรศัพท์ 010-68032233-3404

    
26.  บริษัทจำกัดที่มีผู้ถือหุ้นคนเดียว

           วิสาหกิจทุนต่างชาติจะจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดที่มีผู้ถือหุ้นคนเดียวได้หรือไม่
 
           วิสาหกิจทุนต่างชาติสามารถจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดที่มีผู้ถือหุ้นคนเดียวได้  โดยวิสาหกิจทุนต่างชาตินั้นจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่บัญญัติไว้ใน “กฎหมายบริษัทจำกัด” ในส่วยที่เกี่ยวกับข้อกำหนดว่าด้วยเรื่องบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นคนเดียว แต่สำหรับบริษัทต่างชาติที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 ยังคงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเดิม สำหรับการเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนและการลงทุนของต่างชาติ จะต้องสอดคล้องตามข้อกำหนด ใน“กฎหมายบริษัทจำกัด” ด้วย


 27.  กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรธุรกิจทุนต่างชาติ

    กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมทุนระหว่างจีนกับต่างชาติ

             ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประกาศบังคับใช้ “กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมทุนระหว่างจีนกับต่างชาติ” โดยมติของที่ประชุมครั้งที่ 2 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 5 เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม ค.ศ. 1979 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้มีการแก้ไขครั้งที่ 1 โดยมติที่ประชุมครั้งที่ 3 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 7 เมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1990  แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ตามมติของที่ประชุมครั้งที่ 4 สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 2001

            (1)  วัตถุประสงค์ของกฎหมาย

                  -  เพื่อขยายและพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างวิสาหกิจทุนจีนกับวิสาหกิจทุนต่างชาติภายในดินแดนของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

            (2)  หลักการของกฎหมาย

                  -  ความร่วมมือของทุนจีนและทุนต่างชาติจะต้องตั้งอยู่บนหลักแห่งความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน
                  -  รัฐบาลจีนจะให้ความคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และคุ้มครองสิทธิประโยชน์อื่นใดอันชอบด้วยกฎหมายของทุนต่างชาติตามที่ได้ตกลงทำสัญญาร่วมทุนไว้
                  -  รัฐจะไม่ยึดเอาวิสาหกิจร่วมทุนมาเป็นของรัฐ หากกรณีมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ วิสาหกิจร่วมทุนอาจถูกยึดเป็นของรัฐโดยวิธีทางกฎหมาย แต่รัฐจะจ่ายค่าชดเชยให้ตามสมควรแก่กรณี

             (3)  ขั้นตอนการร่วมทุน

                  -  ผู้ร่วมทุนจะต้องทำสัญญาร่วมทุนพร้อมทั้งข้อบังคับของกิจการร่วมทุนเสนอต่อสำนักงานที่มีอำนาจหน้าที่ในด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ
                  -  เมื่อได้รับหนังสืออนุมัติโครงการแล้ว วิสาหกิจร่วมทุนสามารถนำไปจดทะเบียนต่อสำนักงานบริหารการพาณิชย์และอุตสาหกรรมเพื่อขอหนังสืออนุญาตประกอบกิจการต่อไป

            (4)  รูปแบบของวิสาหกิจร่วมทุน
 
                  -  วิสาหกิจร่วมทุนเป็นวิสาหกิจประเภท “บริษัทจำกัดความรับผิด”  มีฐานะเป็นนิติบุคคล
                  -  ผู้ร่วมทุนต่างชาติจะต้องลงทุนในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน
                  -  ผลกำไร ความเสี่ยง และความเสียหาย คู่สัญญาต่างรับผิดตามอัตราส่วนการลงทุนที่จดทะเบียนไว้
                  -  คู่สัญญาฝ่ายใดมีความประสงค์จะโอนเปลี่ยนมือซึ่งทุนจดทะเบียน จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคู่สัญญาทุกฝ่ายก่อน
                  -  คณะกรรมการของวิสาหกิจร่วมทุนเป็นองค์กรสูงสุด ประธานกรรมการเป็นผู้แทนของวิสาหกิจโดยตำแหน่ง

             (5)  การจัดการเกี่ยวกับผลกำไร

                  -  ผลกำไรสุทธิของวิสาหกิจร่วมทุนภายหลังจากที่ได้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย และได้กันเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินทุนสำรองโบนัสและสวัสดิการของพนักงาน รวมทั้งได้กันเงินทุนเพื่อขยายกิจการตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับแล้ว สามารถนำมาจัดสรรให้แก่ผู้ร่วมทุนตามสัดส่วนที่ได้จดทะเบียนการลงทุนไว้ได้
                  -  เงินปันผลที่นักลงทุนต่างชาติได้รับหลังจากปฏิบัติตามกฎหมายแล้วสามารถโอนออกนอกประเทศได้
                  -  หากผู้ร่วมทุนต่างชาตินำเงินปันผลไปลงทุนต่อในกิจการอื่นในประเทศจีน สามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้บางส่วน (40 %) ของจำนวนภาษีที่ได้ชำระไปแล้วได้

             (6)  การเลิกกิจการ

                   -  ในกรณีที่วิสาหกิจร่วมทุนประสบภาวะขาดทุน หรือคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ปฏิบัติตามพันธะหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือมีเหตุสุดวิสัยใดๆ เกิดขึ้นจนไม่อาจที่จะดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ คู่สัญญาสามารถยื่นขออนุมัติต่อหน่วยงานตรวจสอบและสำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมเพื่อขอยุติการปฏิบัติตามสัญญาได้
                   -  หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาร่วมทุนจนทำให้วิสาหกิจร่วมทุนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ คู่สัญญาอีกฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญาและขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำการตรวจสอบเพื่ออนุมัติให้ยุติสัญญาร่วมทุนได้ หากเกิดผลทำให้ฝ่ายที่รักษาสัญญาได้รับความเสียหาย คู่สัญญาฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะต้องรับผิดชอบในผลเสียหายที่เกิดขึ้น

              (7)  การระงับข้อพิพาท

                   -  เมื่อเกิดข้อพิพาทใดๆ ระหว่างคู่สัญญาในวิสาหกิจร่วมทุน  หากผู้ร่วมทุนไม่สามารถประนีประนอมกันได้และไม่สามารถหาคนกลางไกล่เกลี่ยยุติข้อพิพาทได้ ให้นำข้อพิพาทเสนอต่อหน่วยงานอนุญาโตตุลาการของจีน (เท่านั้น)
                   -  หากในสัญญาร่วมทุนไม่มีข้อกำหนดว่าด้วยการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ  คู่สัญญาสามารถนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลประชาชนเพื่อให้พิจารณาพิพากษาได้

กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมประกอบการระหว่างจีนกับต่างชาติ

             ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประกาศบังคับใช้ “กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจร่วมประกอบการระหว่างจีนกับต่างชาติ โดยมติของที่ประชุมครั้งที่ 1 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 7 เมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1988 มีการแก้ไขโดยมติที่ประชุมครั้งที่ 18 ของคณะกรรมาธิการประจำ สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2000 

             (1)  วัตถุประสงค์ของกฎหมาย

                  -  เพื่อขยายและพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างวิสาหกิจทุนจีนกับวิสาหกิจทุนต่างชาติภายในดินแดนของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

             (2)  หลักการของกฎหมาย

                   -  ความร่วมมือของทุนจีนและทุนต่างชาติจะต้องตั้งอยู่บนหลักแห่งความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน
                   -  รัฐบาลจีนจะให้ความคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และคุ้มครองสิทธิประโยชน์อื่นใดอันชอบด้วยกฎหมายของทุนต่างชาติตามที่ได้ตกลงทำสัญญาร่วมประกอบการไว้
                   -  รัฐบาลจีนจะให้การส่งเสริมการจัดตั้งวิสาหกิจร่วมประกอบการที่มีวัตถุประสงค์ในการผลิตเพื่อส่งออกหรือการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย

             (3)  รูปแบบของวิสาหกิจร่วมประกอบการ

                  -  วิสาหกิจร่วมประกอบการ เป็นการตกลงประกอบกิจการร่วมกันของนักลงทุนจีนและนักลงทุนต่างชาติในรูปของ “สัญญาร่วมประกอบการ”
                  -  การลงทุน เงื่อนไขในการร่วมประกอบการ การแบ่งปันผลประโยชน์ ความรับผิดชอบในความเสี่ยง การขาดทุน รูปแบบการจัดกิจการ และการจัดการกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเมื่อสิ้นสุดการร่วมประกอบการ จะต้องกำหนดไว้ใน “สัญญาร่วมประกอบการ” อย่างชัดแจ้ง
                  -  ทรัพย์ลงทุนหรือทรัพย์อันเป็นเงื่อนไขสำหรับใช้ในวิสาหกิจร่วมประกอบการ ผู้ร่วมประกอบการแต่ละฝ่ายจะต้องจัดหามาเองตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วมประกอบการ โดยต้องมีนักบัญชีที่จดทะเบียนรับอนุญาตในจีนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกหนังสือรับรองความถูกต้องก่อนจึงจะถือเป็นทรัพย์ที่ลงทุนตามสัญญาร่วมประกอบการได้
                  -  วิสาหกิจร่วมประกอบการอาจมีรูปแบบเป็นหุ้นส่วนกันตามสัญญาร่วมประกอบการ หรืออาจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายจีนในรูป “บริษัทจำกัดความรับผิด” ก็ได้

              (4)  การจัดการเกี่ยวกับผลประโยชน์

                  -  รายรับหรือผลผลิต ความเสี่ยงหรือความเสียหาย รวมทั้งอัตราส่วนในการแบ่งปันผลกำไรของวิสาหกิจร่วมประกอบการ ให้เป็นไปตามที่ผู้ร่วมประกอบการได้ตกลงกันไว้ในสัญญาร่วมประกอบการ (มิใช่ร่วมรับผิดหรือรับผลประโยชน์ตามอัตราส่วนของทุนที่ลงไว้)
                  -  ผลประโยชน์ที่นักลงทุนต่างชาติได้รับหลังจากปฏิบัติตามสัญญาร่วมประกอบการและกฎหมายแล้ว สามารถโอนออกนอกประเทศได้

              (5)  การแก้ไขสาระแห่งสัญญาร่วมประกอบการ

                  -  ในระหว่างการร่วมประกอบกิจการ หากผู้ประกอบการได้เห็นพ้องต้องกันว่า จำเป็นต้องแก้ไขสาระในสัญญาร่วมประกอบการแล้ว ผู้ร่วมประกอบการจะต้องยื่นคำร้องขอความเห็นชอบต่อหน่วยงานตรวจสอบและอนุมัติก่อน

              (6)  การโอนสิทธิหน้าที่ของผู้ประกอบการ

                  -  หากผู้ประกอบการฝ่ายใดมีความประสงค์จะโอนสิทธิและหน้าที่ในส่วนของตนทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วมประกอบการให้บุคคลอื่นใด จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ร่วมประกอบการฝ่ายอื่นทุกฝ่ายก่อน และต้องยื่นแจ้งรายการเปลี่ยนแปลงเพื่อขออนุมัติจากหน่วยงานตรวจสอบก่อน จึงจะสามารถกระทำได้

              (7)  การไม่ปฏิบัติตามสัญญาร่วมประกอบการ

                 -  หากผู้ร่วมประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติตามพันธะหน้าที่ของตนตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วมประกอบการภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ สำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมสามารถกำหนดช่วงระยะเวลาให้ผู้ประกอบการดังกล่าวดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ หากผู้ประกอบการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด หน่วยงานตรวจสอบและอนุมัติอาจเพิกถอนการอนุมัติโครงการดังกล่าวได้ และเมื่อมีการชำระบัญชีเรียบร้อยแล้ว สำนักบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมมีสิทธิที่จะเพิกถอนหนังสือการจดทะเบียนได้

             (8)  การเลิกกิจการ

                 -  เมื่อเงื่อนเวลาของการประกอบการสิ้นสุดลง หากตามข้อตกลงในสัญญาร่วมประกอบการให้ทรัพย์สินคงที่ (อสังหาริมทรัพย์) ของวิสาหกิจร่วมประกอบการตกเป็นของผู้ประกอบการฝ่ายจีน  ผู้ประกอบการทั้ง 2 ฝ่าย อาจระบุในสัญญาร่วมประกอบการให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถถอนเงินลงทุนก่อนสิ้นสุดระยะเวลาการประกอบการได้ แต่ผู้ประกอบการฝ่ายจีนและต่างชาติ จะต้องร่วมรับผิดชอบในหนี้สินของวิสาหกิจร่วมประกอบการตามบทบัญญัติของกฎหมายก่อน

             (9)  การจัดการกับผลกำไรและเงินลงทุน

                 -  เมื่อผู้ประกอบการต่างชาติได้ปฏิบัติตามพันธะ หน้าที่ ภายใต้สัญญาร่วมประกอบการและกฎหมายแล้ว ผลกำไรหรือรายได้อื่นและเงินทุน ซึ่งผู้ประกอบการต่างชาติจะพึงได้รับตามที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมประกอบการ ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถนำออกไปยังต่างประเทศได้
                 -  ค่าจ้างแรงงาน เงินเดือน หรือรายได้อื่นๆ ของพนักงานชาวต่างชาติในวิสาหกิจร่วมประกอบการ เมื่อได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลตามกฎหมายแล้ว สามารถนำออกไปยังต่างประเทศได้

            (10)  การจัดการทรัพย์สินเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการประกอบการ

                 -  เมื่อระยะเวลาร่วมประกอบการตามสัญญาสิ้นสุดลง หรือมีเหตุต้องสิ้นสุดก่อนกำหนดระยะเวลา ให้นำทรัพย์สิน สิทธิเรียกร้อง และหนี้สินของวิสาหกิจมาทำการชำระบัญชีตามกระบวนการของกฎหมาย กรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินของวิสาหกิจให้จัดการตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาร่วมประกอบการ

            (11)  การระงับข้อพิพาท

                -  เมื่อเกิดข้อพิพาทใดๆ ระหว่างคู่สัญญาในวิสาหกิจร่วมประกอบการ  หากผู้ร่วมประกอบการไม่สามารถประนีประนอมกันได้และไม่สามารถหาคนกลางไกล่เกลี่ยยุติข้อพิพาทได้ ให้นำข้อพิพาทเสนอต่อหน่วยงานอนุญาโตตุลาการของจีน หรืออนุญาโตตุลาการอื่นตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วมประกอบการ หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการที่จะได้ตกลงร่วมกันในภายหลังก็ได้เพื่อชี้ขาดข้อพิพาทได้
                -  หากในสัญญาร่วมประกอบการไม่มีข้อกำหนดว่าด้วยการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ และไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการในภายหลัง คู่สัญญาสามารถนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลประชาชนเพื่อให้พิจารณาพิพากษาได้


กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจทุนต่างชาติ

 
             ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประกาศบังคับใช้ “กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจทุนต่างชาติ โดยมติของที่ประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 6 เมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1986  มีการแก้ไขโดยมติที่ประชุมครั้งที่ 18 ของคณะกรรมาธิการประจำ สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2000 

             (1)  วัตถุประสงค์ของกฎหมาย

                 - เพื่อให้มีการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับต่างประเทศ และส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจของชนชาติจีน

             (2)  หลักการของกฎหมาย

                 -  เพื่อส่งเสริมให้วิสาหกิจทุนต่างชาติจัดตั้งขึ้นในประเทศจีนเพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชนชาติจีน โดยเฉพาะในด้านการส่งออกและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
                 -  รัฐบาลจีนจะให้ความคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และคุ้มครองสิทธิประโยชน์อื่นใดอันชอบด้วยกฎหมายของทุนต่างชาติที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศจีน
                 -  รัฐบาลจีนจะให้การส่งเสริมการจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์การผลิตเพื่อส่งออกหรือการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย
                 -  รัฐบาลจีนจะไม่ยึดเอาวิสาหกิจทุนต่างชาติมาเป็นของรัฐ เว้นแต่ในสถานการณ์พิเศษที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐบาลจีนอาจยึดวิสาหกิจทุนต่างชาติมาเป็นของรัฐได้โดยวิธีทางกฎหมาย แต่จะชดเชยให้ตามสมควรแก่กรณี

              (3)  ขั้นตอนการจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ

                 -  นักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติในประเทศจีนให้ยื่นคำร้องต่อหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ หรือสถาบันที่ได้รับมอบหมายจากสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อตรวจสอบอนุมัติ ซึ่งหน่วยงานที่ได้รับคำร้องจะต้องแจ้งผลการอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ผู้ร้องทราบภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง
                 -  เมื่อได้รับอนุมัติให้จัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ นักลงทุนต่างชาติจะต้องยื่นคำร้องขอจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติกับสำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุมัติ
                 -  เมื่อได้รับอนุมัติการจดทะเบียนจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ ให้ถือวันที่ออกหนังสืออนุมัติเป็นวันอนุญาตให้ประกอบกิจการค้าของวิสาหกิจทุนต่างชาติ
                 -  เมื่อได้รับหนังสืออนุญาตประกอบกิจการค้าแล้ว หากนักลงทุนต่างชาติมิได้ดำเนินการลงทุนในประเทศจีนภายในกำหนดเวลาที่ได้รับอนุมัติ  สำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรมมีอำนาจที่จะยกเลิกหนังสืออนุญาตการประกอบกิจการได้

              (4)  สถานภาพ

                 -  วิสาหกิจทุนต่างชาติที่จดทะเบียนในประเทศจีน มีสถานภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายจีน และเป็นนิติบุคคลประเภท “บริษัทจำกัดความรับผิด”

              (5)  การเปลี่ยนแปลงสถานภาพของวิสาหกิจทุนต่างชาติ

                -  วิสาหกิจทุนต่างชาติมีความประสงค์ที่จะขยายกิจการหรือควบรวมกิจการ หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ อันมีผลกระทบต่อสภาพการเป็นวิสาหกิจทุนต่างชาติ วิสาหกิจทุนต่างชาตินั้นจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลและขออนุมัติต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบและอนุมัติ พร้อมทั้งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงนั้นต่อสำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรม

              (6)  การบริหารกิจการ

                -  วิสาหกิจทุนต่างชาติจะต้องเปิดบัญชีธนาคารในประเทศจีน จัดทำบัญชีเป็นการเฉพาะของวิสาหกิจ ยื่นแสดงรายงานผลการประกอบการ และแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายประจำปีต่อสำนักงานภาษีและการคลังเพื่อตรวจสอบกำกับดูแล
                -  วิสาหกิจทุนต่างชาติที่ฝ่าฝืนไม่เปิดบัญชีธนาคารในประเทศจีน สำนักงานภาษีและการคลังสามารถที่จะทำการปรับเป็นเงินตามที่กฎหมายกำหนด และสำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรม อาจสั่งพักการประกอบกิจการ หรือเพิกถอนหนังสืออนุญาตการประกอบกิจการได้

              (7)  สิทธิประโยชน์

                -  วิสาหกิจทุนต่างชาติจะต้องชำระภาษีตามระเบียบว่าด้วยการชำระภาษีของรัฐ เว้นแต่กรณีได้สิทธิพิเศษยกเว้นหรือลดหย่อนการชำระภาษี
                -  ภายใต้ระเบียบหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดไว้ หากวิสาหกิจทุนต่างชาตินำผลกำไรมาลงทุนต่อในประเทศจีนภายหลังจากชำระภาษีแล้ว อาจยื่นขอเงินภาษีที่ชำระแล้วคืนในส่วนที่คำนวณจากยอดกำไรที่นำไปลงทุนต่อได้
                -  นักลงทุนต่างชาติสามารถนำผลกำไรโดยชอบด้วยกฎหมายจากวิสาหกิจทุนต่างชาติ และเงินอื่นใดที่ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งเงินทุนที่เหลือจากการชำระบัญชีของวิสาหกิจที่ปิดกิจการแล้วส่งกลับไปยังต่างประเทศได้

             (8)  การเลิกกิจการ
 
                -  เมื่อวิสาหกิจทุนต่างชาติยุติการประกอบกิจการ จะต้องประกาศแจ้งต่อสาธารณะโดยทันที และให้ดำเนินการชำระบัญชีของวิสาหกิจตามระเบียบของกฎหมาย
                -  ในช่วงก่อนการชำระบัญชีสิ้นสุดลง นักลงทุนต่างชาติมิอาจที่จะทำการจำหน่ายทรัพย์สินของวิสาหกิจต่อไปได้ เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการเพื่อการชำระบัญชี
                -  เมื่อยุติการประกอบกิจการ วิสาหกิจทุนต่างชาติจะต้องจดทะเบียนเลิกกิจการกับสำนักงานบริหารพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งส่งคืนหนังสืออนุญาตการประกอบกิจการ

กฎหมายว่าด้วยบริษัท

           ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประกาศบังคับใช้ “กฎหมายบริษัท”  เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 โดยมติที่ประชุมครั้งที่ 5 ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชานแห่งชาติ สมัยที่ 8 และได้มีการแก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1999 โดยมติการประชุมครั้งที่ 13 ของคณะกรรมาธิการประจำ สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ 9 และแก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 2004 โดยมติของที่ประชุมครั้งที่ 11 ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชานแห่งชาติ สมัยที่ 10 แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 2005 ในการประชุมครั้งที่ 18 ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชนแห่งชาติ สมัยที่ 10  นอกจากนี้ ในวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1994 สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศกฎระเบียบบริหาร ฉบับที่ 156 ว่าด้วย “กฎระเบียบการบริหารการจดทะเบียนบริษัท” และต่อมามีการแก้ไขเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 2005 โดยคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี

           (1)  หลักการของบริษัท

                 บริษัท หมายถึง นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเพื่อแสวงหาผลกำไร โดยมีผู้ถือหุ้นลงทุนร่วมกันและกำหนดข้อบังคับในการดำเนินกิจการของบริษัทร่วมกัน

           (2)  ประเภทของบริษัท

                 ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แบ่งบริษัทออกได้ ดังนี้

                (ก)  บริษัทจำกัดความรับผิดและบริษัทจำกัด

                 -  บริษัทจำกัดความรับผิด (เป็นห้างหุ้นส่วน) หมายถึง ผู้เป็นหุ้นส่วน 1 คนขึ้นไปออกทุนร่วมกันเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลต่างหากขึ้นมาดำเนินกิจการทางธุรกิจการค้า หุ้นส่วนแต่ละคนจะรับผิดชอบตามอัตราทุนที่แต่ละคนลงไว้ในบริษัทเท่านั้น และบริษัทจำกัดความรับผิดมีสินทรัพย์ของตนเองและมีเจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นของบริษัทเอง การบริหารกิจการของบริษัทจำกัดความรับผิดมีที่ประชุมผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นองค์กรสูงสุด โดยแต่งตั้งให้คณะกรรมการเป็นองค์กรบริหารกิจการของบริษัท  ในกรณีที่เป็นวิสาหกิจทุนต่างชาติ หรือกรณีที่รัฐวิสาหกิจแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดความรับผิดจะมีคณะกรรมการเป็นองค์กรสูงสุด  ประธานกรรมการเป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจำกัดความรับผิด  กรณีที่มีหุ้นส่วนเพียงคนเดียว บริษัทจะไม่มีคณะกรรมการโดยหุ้นส่วนรายเดียวนั้นทำหน้าที่เป็นผู้แทนของบริษัทฯ
                 -  บริษัทจำกัด (ระบบหุ้น) หมายถึง ผู้ถือหุ้นลงทุนร่วมกันเพื่อจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเป็นนิติบุคคลในการดำเนินธุรกิจการค้า โดยเงินลงทุนในบริษัทนั้น แบ่งเป็นจำนวนหุ้นซึ่งผู้ลงทุนในบริษัทจะเป็นผู้ถือหุ้นตามอัตราส่วนที่ลงทุนไป บริษัทมีสินทรัพย์เป็นของตนเองและมีเจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นของบริษัทเอง  การบริหารกิจการของบริษัทมีที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด  และใช้อำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการของบริษัทและกรรมการผู้มีอำนาจที่จะทำการแทนบริษัท

                (ข)  บริษัทแม่และบริษัทลูก

                เมื่อนิติบุคคลตั้งแต่ 2 นิติบุคคลขึ้นไปมีความสัมพันธ์กันในด้านทรัพย์สินหรืออำนาจการบริหาร กล่าวคือ นิติบุคคลหนึ่งมีอำนาจเหนือการควบคุมบริหารกิจการของอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยอาศัยสถานภาพในการเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือเป็นกรรมการบริหารของนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่ง จนสามารถควบคุมการบริหารหรือจัดกิจการของนิติบุคคลนั้น  นิติบุคคลที่มีอำนาจเหนือนิติบุคคลอื่น เรียกว่า บริษัทแม่ ส่วนนิติบุคคลที่ถูกครอบงำโดยนิติบุคคลอื่น เรียกว่า บริษัทลูก

                (ค)  บริษัทในประเทศและบริษัทต่างประเทศ

                บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามกฎหมายจีน เรียกว่า บริษัทในประเทศ ไม่ว่าบริษัทนั้นจะเป็นบริษัททุนจีนทั้งหมด หรือทุนจีนร่วมกับทุนต่างชาติ หรือทุนต่างชาติทั้งหมด ส่วนบริษัทต่างชาติ หมายถึง บริษัทที่มิได้จดทะเบียนภายในประเทศจีนและตามกฎหมายจีน ไม่ว่าบริษัทนั้นจะเป็นทุนต่างชาติหรือมีทุนจีนร่วมอยู่ด้วย

                (ง)  บริษัทสำนักงานใหญ่และบริษัทสาขา

                หมายถึง บริษัทหนึ่งที่จดทะเบียนถูกต้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้ขยายแตกกิ่งก้านสาขาเป็นบริษัทสาขาหลายแห่ง ซึ่งบริษัทสาขาไม่มีสถานภาพเป็นนิติบุคคลและไม่มีทรัพย์สิน เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของตนเอง กิจการทั้งหมดของบริษัทสาขาถือเป็นการกระทำการแทนบริษัทสำนักงานใหญ่ทุกประการ บริษัทสำนักงานใหญ่มีอำนาจกำกับ ควบคุม กิจการของบริษัทสาขา ในขณะเดียวกันก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบในสิ่งที่บริษัทสาขาได้กระทำไป

         (3)  การจดจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิด

               อาศัยบทบัญญัติของ “กฎหมายว่าด้วยบริษัท” การจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิด มีองค์ประกอบดังนี้

               (ก)  จำนวนผู้เป็นหุ้นส่วน

                บริษัทจำกัดความรับผิด จะต้องจัดตั้งขึ้นโดยบุคคลตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 50 คนลงมา เว้นแต่เป็นกรณีที่รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานไปลงทุนหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลให้จดจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดความรับผิด สามารถจดจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดได้ด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องมีบุคคลอื่นร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วย นอกจากนี้ กฎหมายว่าด้วยบริษัทที่ได้แก้ไขใหม่ได้บัญญัติอนุญาตให้บุคคล 1 คน หรือนิติบุคคล 1 แห่ง สามารถจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดได้ แต่จะจัดตั้งได้เพียงบริษัทจำกัดความรับผิดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

               (ข)  การชำระเงินลงทุน

                จำนวนทุนจดทะเบียนขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการ กล่าวคือ

                  -  ประเภทประกอบกิจการการผลิต  ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 500,000 หยวน
                  -  ประกอบกิจการค้าส่งเป็นหลัก ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 500,000 หยวน
                  -  ประกอบกิจการค้าปลีก ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 300,000 หยวน
                  -  ประกอบกิจการให้คำปรึกษาหรือวิจัยพัฒนา ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 100,000 หยวน
                  -  บริษัทจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นส่วนเพียงคนเดียว ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 100,000 หยวน
                  -  ถ้าหากทุนจดทะเบียนสูงกว่าอัตราขั้นต่ำดังกล่าวสำหรับการประกอบกิจการธุรกิจอื่นใด กฎหมายจะกำหนดไว้ต่างหากเป็นกรณีเฉพาะ
 
               (ค)  ข้อบังคับของบริษัท

                ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดจะต้องจัดทำข้อบังคับของบริษัทซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

                -  ชื่อบริษัทและที่อยู่สำนักงาน
                - วัตถุประสงค์
                -  ทุนจดทะเบียน
                -  รายชื่อผู้เป็นหุ้นส่วน
                -  สิทธิ อำนาจ และหน้าที่ของผู้เป็นหุ้นส่วน
                -  อัตราส่วนของทุนและวิธีการลงทุนของหุ้นส่วนแต่ละคน
                -  เงื่อนไขการโอนอัตราส่วนทุนของหุ้นส่วน
                -  การจัดตั้งองค์กรบริหารและอำนาจหน้าที่ขององค์กรดังกล่าว
                -  ผู้แทนของนิติบุคคล
                -  วิธีการชำระบัญชีและเลิกบริษัท

                 หุ้นส่วนทุกคนต้องลงชื่อและประทับตราของบริษัทไว้ในข้อบังคับของบริษัท

               (ง)  ชื่อบริษัท

                     ชื่อบริษัทถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของนิติบุคคล ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายและกฎระเบียบบริหารกำหนดไว้

               (จ)  สถานที่ประกอบการและปัจจัยที่ใช้ในการดำเนินกิจการ

                บริษัทจำกัดความรับผิดต้องมีสถานที่ประกอบกิจการที่แน่นอน และมีปัจจัยที่ใช้ในการผลิตหรือประกอบกิจการที่เพียงพอกับการดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ขาดเสียมิได้ของการจัดตั้งบริษัท

               (ฉ)  ที่ประชุมใหญ่ผู้เป็นหุ้นส่วน

                 -  เนื่องจากผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นผู้ลงทุนในบริษัท ดังนั้น กิจการที่สำคัญของบริษัทจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมของผู้เป็นหุ้นส่วน เว้นแต่กรณีที่หน่วยราชการจัดตั้งบริษัทจำกัดความรับผิดขึ้นมาบริหารกิจการและวิสาหกิจทุนต่างชาติจะไม่มีที่ประชุมผู้เป็นหุ้นส่วน
                 -  ผู้เป็นหุ้นส่วนหากประสงค์ที่จะโอนขายอัตราส่วนลงทุนของตนจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะผู้เป็นหุ้นส่วนก่อนจึงจะกระทำได้

               (ช)  คณะกรรมการของบริษัท

                 -  คณะกรรมการของบริษัทจะประกอบด้วยจำนวน 3-13 คน ทำหน้าที่บริหารกิจการประจำของบริษัท
                 -  บริษัทจำกัดที่มีขนาดเล็กอาจจะไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการของบริษัท แต่จะแต่งตั้งมอบหมายให้คนใดคนหนึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท
                 -  บริษัทจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นส่วนเป็นบุคคลคนเดียวหรือเป็นนิติบุคคลแห่งเดียว จะไม่มีคณะกรรมการของบริษัท การกระทำใดๆ ในนามบริษัท หุ้นส่วนรายเดียวนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน (มิฉะนั้นจะกลายเป็นหุ้นส่วนทำในนามส่วนตัว) บริษัทจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นส่วนเพียง 1 คนนี้ ต้องทำบัญชีงบดุลของบริษัททุกสิ้นปี หากหุ้นส่วนไม่สามารถพิสูจน์แยกแยะได้ว่าทรัพย์สินส่วนใดเป็นของบริษัทหรือทรัพย์สินส่วนใดเป็นของตนเอง หุ้นส่วนผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบในหนี้สินทั้งหมดของบริษัทจำกัดความรับผิด
                 -  บริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐ (ซึ่งไม่มีที่ประชุมของผู้เป็นหุ้นส่วน) กรรมการของบริษัทจะเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด โดยประธานกรรมการของบริษัทจะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลโดยตำแหน่ง เช่นเดียวกับบริษัทจำกัดความรับผิดที่เป็นวิสาหกิจทุนต่างชาติ

               (ซ)  คณะผู้กำกับตรวจสอบของบริษัท

                 บริษัทจำกัดความรับผิดจะต้องแต่งตั้งคณะผู้กำกับตรวจสอบอย่างน้อย 3 คน เพื่อทำหน้าที่กำกับ ดูแล การใช้อำนาจของคณะกรรมการ สำหรับบริษัทจำกัดความรับผิดขนาดเล็กที่มีผู้เป็นหุ้นส่วนจำนวนน้อย อาจจะแต่งตั้งผู้กำกับตรวจสอบเพียง 1 หรือ 2 คนก็ได้

       (4) การจดจัดตั้งบริษัทจำกัด

              อาศัยบทบัญญัติของ “กฎหมายว่าด้วยบริษัท” การจัดตั้งบริษัทจำกัด มีองค์ประกอบดังนี้

             (ก)  จำนวนผู้ถือหุ้น
 
               บริษัทจำกัดจะต้องมีผู้ก่อตั้งตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยอย่างน้อยจะต้องมีผู้เริ่มก่อการเกินกว่ากึ่งหนึ่ง มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศจีน เว้นแต่เป็นกรณีที่รัฐวิสาหกิจแปรรูปมาเป็นบริษัทจำกัด กรณีนี้ ผู้เริ่มก่อการอาจจะน้อยกว่า 5 คนก็ได้ แต่จะต้องเสนอขายหุ้นให้แก่สาธารณชนให้มีโอกาสเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท
 
              (ข)  ทุนจดทะเบียน

                -  ทุนจดทะเบียนของบริษัทจำกัด อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 10,000,000 หยวน หากการจดทะเบียนที่ต้องกำหนดให้มีเงินทุนขั้นต่ำเกินกว่า 10,000,000 หยวนขึ้นไป ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นกรณีเฉพาะ

              (ค)  ข้อบังคับของบริษัท

               ผู้เริ่มก่อการจะต้องจัดทำข้อบังคับของบริษัทและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในคราวประชุมตั้งบริษัทเห็นชอบอนุมัติ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

               -  ชื่อบริษัทและที่อยู่สำนักงาน
               -  วัตถุประสงค์
               -  ทุนจดทะเบียน
               -  รายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นที่แต่ละคนถืออยู่
               -  การจัดตั้งองค์กรบริหารและอำนาจหน้าที่ขององค์กรดังกล่าว
               -  การเงิน งบการเงิน และการชำระบัญชีเมื่อเลิกกิจการ

              (ง)  รูปแบบการจัดตั้งบริษัท
 
               -  ในชั้นเริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท ผู้เริ่มก่อการทุกคนจะต้องเป็นผู้ซื้อหุ้นของบริษัท
               -  ในชั้นขายหุ้น ผู้เริ่มก่อการจะเป็นผู้ถือหุ้นตามจำนวนตามที่ตนเองต้องการ ส่วนที่เหลือให้เสนอขายต่อสาธารณชน

             (จ)  ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น

               -  เนื่องจากผู้เถือหุ้นเป็นผู้ลงทุนในบริษัท ดังนั้น กิจการที่สำคัญของบริษัทจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น
               -  การโอนหุ้นของผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด  สามารถโอนได้โดยพลการโดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น (ต่างจากบริษัทจำกัดความรับผิด ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหากประสงค์ที่จะโอนขายอัตราส่วนลงทุนของตนจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะผู้เป็นหุ้นส่วนก่อน) แต่ต้องเป็นไปตามที่ข้อบังคับของบริษัทได้กำหนดไว้
               -  บริษัทจะต้องมีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นปีละ 1 ครั้ง ส่วนการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นสามารถประชุมได้เมื่อมีความจำเป็น
               -  ประธานกรรมการเป็นผู้มีสิทธิเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม หากประธานไม่สามารถประชุมได้ให้รองประธานหรือกรรมการอื่นเป็นผู้ดำเนินการประชุมแทน
               -  มติที่ประชุมของผู้ถือหุ้น มี 2 ประเภท คือ
                      มติพิเศษ ต้องมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3
                      มติธรรมดา ใช้เสียงข้างมาก

              (ฉ)  คณะกรรมการของบริษัท

                 คณะกรรมการของบริษัทจะประกอบด้วยจำนวน 5-19 คน ทำหน้าที่บริหารกิจการประจำของบริษัท
                 การประชุมกรรมการจะต้องมีจำนวนกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และมติของที่ประชุมกรรมการจะต้องมีเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง จึงจะมีผลบังคับใช้ได้

              (ช)  คณะผู้กำกับตรวจสอบของบริษัท

                บริษัทจำกัดจะต้องแต่งตั้งคณะผู้กำกับตรวจสอบอย่างน้อย 3 คน เพื่อทำหน้าที่กำกับ ดูแล การใช้อำนาจของคณะกรรมการ สำหรับบริษัทจำกัดขนาดเล็กมีผู้ถือหุ้นจำนวนน้อย อาจจะแต่งตั้งผู้กำกับตรวจสอบเพียง 1 หรือ 2 คนก็ได้

       (5) ระบบการจัดสรรผลประโยชน์ของบริษัท

             - การจัดสรรผลประโยชน์ของบริษัทจะต้องจัดสรรตามลำดับก่อนหลังดังนี้
                  ชดเชยผลขาดทุนของปีก่อนๆ แต่ต้องไม่เกินกว่าจำนวนที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดไว้
                  ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล
                  ชดเชยผลขาดทุนที่ยังคงมีอยู่ภายหลังได้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว
                  กันไว้เป็นกองทุนสำรอง (เป็นเงินสำรองที่กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องกันไว้ 10 % ของผลกำไร เมื่อกองทุนสำรองมีจำนวนเท่ากับกึ่งหนึ่งของทุนจดทะเบียนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องกันไว้อีกต่อไป) และกองทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ (หมายถึงกองทุนเพื่อสวัสดิการของคนงานและพนักงาน)
                  กันไว้เป็นกองทุนอื่นๆ ที่คณะกรรมการเห็นสมควร
                  แบ่งเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น

       (6) การควบรวมหรือแยกบริษัท

             -  การควบรวมบริษัท หมายถึง การที่บริษัท 2 บริษัท ควบรวมเข้าหากัน มี 2 ลักษณะ คือ
                  บริษัทหนึ่งเข้าครอบงำอีกบริษัทหนึ่ง และบริษัทที่ถูกครอบงำเลิกกิจการไป
                  สองบริษัทยุบรวมเข้ากันเป็นบริษัทใหม่ และบริษัทที่ยุบรวมทั้งสองบริษัทเลิกกิจการไป
             -  การแยกบริษัท หมายถึง บริษัทหนึ่งแยกออกเป็น 2 บริษัทขึ้นไป ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ
                  บริษัทเดิมแยกเป็นบริษัทใหม่ โดยที่บริษัทเดิมเลิกกิจการไป
                  บริษัทเดิมแยกเป็นบริษัทใหม่ โดยที่บริษัทเดิมยังคงอยู่ดำเนินกิจการต่อไป

     กฎหมายเกี่ยวกับการสัมปทานโครงการของรัฐ (BOT)

             การลงทุนในรูปแบบ BOT  ย่อมาจาก Build-Operate-Transfer หมายถึง รูปแบบการลงทุนที่หน่วยงานรัฐบาลทำสัญญากับบริษัทเอกชน (ในประเทศจีน ส่วนใหญ่หมายถึงวิสาหกิจทุนต่างชาติ) โดยมีข้อตกลงว่า บริษัทเอกชนจะต้องเป็นผู้ระดมทุนสำหรับสร้างโครงการสาธารณูปโภคแล้วได้สิทธิพิเศษจากรัฐบาลในการบริหารโครงการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เชิงธุรกิจ มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนตามที่ได้ตกลงไว้กับรัฐบาล (โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาแสวงหาผลประโยชน์อยู่ระหว่าง 15-20 ปี) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถนำเงินไปคืนทุนที่กู้ยืมมา และเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการโครงการ  ส่วนที่เหลือเป็นกำไรของผู้ลงทุน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแสวงหาผลประโยชน์แล้ว เอกชนผู้ลงทุนจะต้องโอนทรัพย์สินและกิจการบริหารโครงการทั้งหมดให้แก่รัฐบาลโดยไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนใดๆ อีก
             เนื่องจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอยู่ในระหว่างการพัฒนาประเทศ การสร้างโครงการสาธารณูปโภคมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลไม่อาจที่จะระดมทุนมาสร้างโครงการทั้งหมดได้ภายในระยะเวลาเดียวกัน รัฐบาลจึงต้องใช้รูปแบบ BOT ในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศให้มาลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อให้โครงการลงทุนในรูปแบบ BOT เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดังนั้นในปี ค.ศ. 1994 กระทรวงความร่วมมือเศรษฐกิจและการค้า (กระทรวงพาณิชย์) จึงได้ประกาศข้อกำหนดว่าด้วยการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศจีนในรูปแบบ BOT และในปี 1995 คณะกรรมการวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติ (คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูป)  กระทรวงพลังงาน (เดิม) กระทรวงคมนาคม ได้ร่วมกันประกาศ “ข้อกำหนดว่าด้วยการอนุญาตและบริหารโครงการการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในโครงการที่ได้สิทธิพิเศษ”  และ “ข้อกำหนดชั่วคราวว่าด้วยสิทธิพิเศษในโครงการของนักลงทุนต่างชาติ”  จากกฎระเบียบบริหารดังกล่าว ทำให้การลงทุนในรูปแบบ BOT ของนักลงทุนต่างชาติมีกฎหมายรองรับและกรอบการบังคับใช้ที่ชัดเจน BOT จึงเป็นรูปแบบการลงทุนชนิดหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาตินิยมลงทุนในประเทศจีน
           

28.การจัดตั้งองค์กรธุรกิจทุนต่างชาติ

            รูปแบบการลงทุน

             (1)  กิจการร่วมทุน (ลักษณะหุ้นส่วนจดทะเบียน)

                   คือรูปแบบการร่วมทุนที่ผู้ลงทุนตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปตกลงที่จะบริหารกิจการร่วมกัน แบ่งผลกำไรหรือทรัพย์สินตามอัตราส่วนของทุนที่แต่ละฝ่ายได้ลงทุนไป และร่วมกันรับผิดชอบอย่างจำกัดตามจำนวนทุนทั้งหมดที่ได้ลงทุนไป กิจการลงทุนในลักษณะนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมทุนวิสาหกิจจีนกับนักลงทุนต่างชาติ (กฎหมายร่วมประกอบการ) เรียกว่า “บริษัทจำกัดความรับผิด” ซึ่งผู้ร่วมทุนทุกฝ่ายถือเป็นหุ้นส่วนกัน ทุนของบริษัทจำกัดความรับผิดเช่นนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นหุ้น แต่มีลักษณะเป็นอัตราส่วนของทุน

             (2)  กิจการร่วมประกอบการ (ลักษณะร่วมค้าในรูปสัญญา)

                   คือรูปแบบการร่วมทุนที่ผู้ลงทุนตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปตกลงกำหนดเงื่อนไข ลักษณะการลงทุน การบริหาร การแบ่งผลประโยชน์ ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย รวมทั้งวิธีการเลิกกิจการและการแบ่งทรัพย์สินต่างๆไว้อย่างชัดเจนในข้อกำหนดของสัญญา กิจการลงทุนในลักษณะนี้ เรียกว่า กิจการร่วมประกอบการ ซึ่งอาจจดทะเบียนให้มีฐานะนิติบุคคล หรือเป็นคณะบุคคลที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ได้ หากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมประกอบการระหว่างวิสาหกิจจีนกับนักลงทุนต่างชาติ (กฎหมายร่วมประกอบการ) เรียกว่า “บริษัทจำกัดความรับผิด” เช่นกัน ซึ่งผู้ร่วมทุนทุกฝ่ายถือเป็นหุ้นส่วนกัน ทุนของบริษัทจำกัดความรับผิดในลักษณะนี้ จึงไม่มีลักษณะเป็นหุ้น แต่มีลักษณะเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา การลงทุนลักษณะนี้ยึดถือข้อกำหนดในสัญญาเป็นสำคัญ

             (3)  กิจการทุนต่างชาติ

                   คือรูปแบบการลงทุนที่ผู้ลงทุนต่างชาติเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด อำนาจการบริหารอยู่ภายใต้การตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจะเป็นผู้รับผิดชอบกำไรขาดทุนด้วยตนเอง กิจการลงทุนลักษณะนี้อาจจดทะเบียนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล หรือเป็นบุคคลธรรมดาที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ได้ แต่กิจการทุนต่างชาติลักษณะนี้แตกต่างจากบริษัทต่างชาติที่เข้าไปเปิดสาขาหรือสำนักงานผู้แทนหรือสำนักงานตัวแทนในจีน

             (4)  บริษัทจำกัด (ลักษณะถือหุ้น)

                   คือรูปแบบการลงทุนที่ผู้ลงทุนต่างชาติและผู้ลงทุนจีนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเป็นผู้เริ่มก่อการ ทำการยื่นขอจดทะเบียนตามกฎหมายบริษัทจำกัด สามารถเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะชนได้ ซึ่งจำนวนหุ้นที่เสนอขายจะต้องไม่น้อยกว่า 25% ของทุนที่ยื่นจดทะเบียนทั้งหมด และผู้เริ่มก่อการจะต้องจองหุ้นจำนวนไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นที่เสนอขายครั้งแรก หากหุ้นที่เสนอขายครั้งแรกขายไม่หมด ผู้เริ่มก่อการจะต้องรับซื้อไว้เองทั้งหมด การบริหารกิจการของบริษัทจำกัดในลักษณะนี้ จะมีที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นองค์กรสูงสุด และมีคณะกรรมการรับผิดชอบบริหารงานประจำทั่วไป

                   บริษัทจำกัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล ทุนของบริษัทแบ่งเป็นหุ้น ผู้ลงทุนคือผู้ถือหุ้น การบริหารจัดการและการแบ่งผลกำไรขาดทุนเป็นไปตามเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัด

           วิธีการลงทุน

           (1) เงินสด

                นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนส่วนของตนด้วยเงินสด  หรือจะลงทุนในกิจการทั้งหมดด้วยเงินสด (รวมทั้งส่วนของนักลงทุนท้องถิ่นด้วย) โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อกิจการร่วมทุนมีผลกำไรแล้ว จะต้องคืนเงินทุนที่นักลงทุนต่างชาติลงทุนแทนนักลงทุนท้องถิ่นพร้อมดอกเบี้ยก่อน แล้วค่อยปันผลกำไรให้ผู้ร่วมทุนทุกฝ่ายตามอัตราส่วนการลงทุน

            (2) ทรัพย์สิน

                 ผู้ลงทุนอาจลงทุนด้วย อาคาร เครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ ยานพาหนะ ฯลฯ ได้  แต่ถ้าเป็นกรณีนักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะลงทุนด้วยทรัพย์สินดังกล่าว จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายร่วมทุน มาตรา 5 กฎระเบียบว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายร่วมทุน ข้อ 27 หรือ กฎหมายทุนต่างชาติ มาตรา 3 กล่าวคือ

                 (ก)  ต้องเป็นทรัพย์สินที่กิจการร่วมทุนขาดเสียมิได้
                 (ข)  ต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่สามารถผลิตขึ้นภายในประเทศจีน หากสามารถผลิตได้ก็มีราคาสูงเกินไป หรือเมื่อพิจารณาความสามารถการผลิตในประเทศแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีหลักประกันในมาตรฐานทางด้านเทคโนโลยี หรือไม่มีหลักประกันว่าจะสามารถผลิตสนองตอบได้ทันตามความต้องการของกิจการร่วมทุน
                 (ค)  ราคาทรัพย์สินที่ตีเป็นค่าลงทุนนั้น จะต้องไม่สูงกว่าราคาในตลาดสากลในขณะนั้น

            (3)  ทรัพย์สินทางปัญญาหรือโนว์ฮาว

                 นักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะลงทุนด้วยสิทธิในเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร รวมทั้งเทคโนโลยีโนว์ฮาว นั้น จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังนี้

                (ก)  ต้องเป็นสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการอย่างเร่งด่วนของการผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก
                (ข)  ต้องเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ หรือเพิ่มจำนวนผลผลิตอย่างเห็นได้ชัด
                (ค)  ต้องเป็นสิ่งที่สามารถช่วยประหยัดพลังงานหรือแรงงานหรือลดความสิ้นเปลืองของวัสดุ

                นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติจะต้องส่งมอบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตรเครื่องหมายการค้า ลักษณะพิเศษของเทคโนโลยีและคุณสมบัติเฉพาะของโนว์ฮาว มูลค่าที่แท้จริงและราคาที่ตีเป็นทุน รวมทั้งสัญญาตีทรัพย์สินเป็นทุนแนบท้ายสัญญาร่วมทุนเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุมัติอีกด้วย  กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีบทกำหนดโทษไว้ว่า หากนักลงทุนต่างชาติหลอกลวงนำเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ล้าหลังมาตีเป็นทุนจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่กิจการร่วมทุนแล้ว นักลงทุนต่างชาติผู้นั้นจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น

            (4)  สิทธิในการใช้ที่ดิน

                ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจีน บัญญัติไว้ว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของประเทศและมวลชน ดังนั้น การลงทุนด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ในประเทศจีน แต่นักลงทุนสามารถลงทุนด้วยสิทธิในการใช้ที่ดินได้ เมื่อมีการลงทุนด้วยสิทธิในการใช้ที่ดิน จะต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในการใช้ที่ดินให้แก่กิจการร่วมทุนและชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินให้แก่หน่วยงานตามกฎหมาย
                กรณีที่นักลงทุนต่างชาติได้สิทธิการใช้ที่ดินจากการประมูล กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ในระยะเวลาที่ได้สิทธิในการใช้ที่ดินนั้น ผู้ได้สิทธิจะทำการโอนสิทธิการใช้ที่ดินให้บุคคลใดหรือด้วยวิธีใดๆโดยพละการไม่ได้ และจะเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ดินก็ไม่ได้ด้วย เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                การลงทุนด้วยวิธีใดๆก็ตาม ผู้ลงทุนจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาร่วมทุน หรือสัญญาร่วมประกอบการ หรือภายในระยะเวลาที่หน่วยงานอนุมัติได้กำหนดไว้ในคำสั่งอนุมัติ หากพ้นกำหนด ผู้ลงทุนที่ผิดนัดจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและดอกผลที่เกิดขึ้น และกิจการดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการได้ หากเป็นกิจการทุนต่างชาติ หน่วยงานอาจเพิกถอนได้ทันทีโดยมิได้ผ่านขบวนการชำระบัญชี และถ้าหากเป็นกิจการร่วมทุนหรือกิจการร่วมประกอบการ หน่วยงานจะเพิกถอนได้ต่อเมื่อได้มีการชำระบัญชีแล้ว

           ขบวนการตรวจสอบและอนุมัติ

           (1)  ขั้นตอนแรก     : ขั้นตอนการตรวจสอบโครงการและรายงานความเป็นไปได้ เมื่อได้รับอนุมัติโครงการแล้ว ผู้ร่วมทุนจึงทำบันทึกข้อตกลง หรือสัญญาร่วมทุนหรือสัญญาร่วมประกอบการ และข้อบังคับของกิจการร่วมทุนร่วมกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิต่างๆ (ถ้ามี) บนพื้นฐานและภายใต้เงื่อนไขของคำสั่งอนุมัติ
           (2)  ขั้นตอนที่สอง   : ขั้นตอนการตรวจสอบบันทึกข้อตกลง สัญญาร่วมทุนหรือสัญญาร่วมประกอบการ ข้อบังคับของกิจการร่วมทุน ฯลฯ เมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว ข้อตกลง สัญญาร่วมทุนหรือสัญญาร่วมประกอบการและข้อบังคับฯดังกล่าวถือเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายที่ผู้ร่วมทุนทุกฝ่ายต้องยึดถือปฏิบัติตาม
           (3)  ขั้นตอนที่สาม   : เมื่อได้รับอนุมัติตามขั้นตอนที่สองแล้ว ผู้ร่วมทุนจะต้องนำหนังสืออนุมัติไปยื่นจดทะเบียนพาณิชย์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ปรากฏในหนังสืออนุมัติรวมทั้งการยื่นขอทะเบียนเลขผู้เสียภาษีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (ถ้ามี)
           (4)  ขั้นตอนสุดท้าย : นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทะเบียนประกอบกิจการเป็นต้นไป ถือว่ากิจการ่วมทุนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและได้รับคุ้มครองตามกฎหมายจีนอย่างสมบูรณ์

           โครงสร้างองค์กรบริหาร

           โครงสร้างองค์กรบริหารจัดการของกิจการจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของกิจการ กล่าวคือ

           (1)  กิจการร่วมทุน (ลักษณะหุ้นส่วนจดทะเบียน)

                 กฎหมายร่วมทุน มาตรา 6 และกฎระเบียบบริหารว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายร่วมทุน หมวด 5 กำหนดสาระสำคัญไว้ว่า

                 (ก)  ประธานกรรมการ เป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของกิจการร่วมทุน
                 (ข)  คณะกรรมการจะต้องประกอบด้วยตัวแทนของผู้ร่วมทุนอย่างน้อย 3 คน โดยผู้ลงทุนฝ่ายจีนเป็นฝ่ายเสนอชื่อประธานกรรมการ ผู้ลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายเสนอชื่อรองประธานกรรมการ
                 (ค)  ผู้จัดการทั่วไปซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการเป็นหัวหน้าองค์กรบริหารงานประจำเป็นผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการในการติดต่อกับบุคคลภายนอกและกำกับดูแลบุคคลากรภายใน

            (2)  กิจการร่วมประกอบการ (ลักษณะร่วมค้าในรูปสัญญา)

                กฎหมายร่วมประกอบการ มาตรา 12 กำหนดสาระสำคัญไว้ว่า

               (ก)  กิจการร่วมประกอบการจะจัดตั้งคณะกรรมการหรือองค์กรบริหารร่วมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งขึ้นบริหารกิจการก็ได้ ประธานกรรมการหรือผู้อำนวยการองค์กรบริหารร่วมจะแต่งตั้งจากตัวแทนของฝ่ายใดก็ได้ หากฝ่ายหนึ่งดำรงตำแหน่งประธานหรือผู้อำนวยการอีกฝ่ายหนึ่งจะดำรงตำแหน่งรองประธานหรือรองผู้อำนวยการ
               (ข)  ผู้จัดการทั่วไปจะแต่งตั้งจากตัวแทนของผู้ร่วมประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือจากบุคคลภายนอกก็ได้
               (ค)  หากกิจการร่วมประกอบการจะมอบหมายให้บุคคลอื่นหรือองค์กรธุรกิจอื่น (ซึ่งไม่ใช่ผู้ร่วมประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) เป็นผู้รับสัมปทานไปดำเนินการบริหารแทน การมอบหมายดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบอย่างเอกฉันท์จากผู้ร่วมประกอบการ อีกทั้งต้องรายงานขออนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทำการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนให้เรียบร้อย  จึงจะมีผลบังคับตามกฎหมาย
 
            (3)  กิจการทุนต่างชาติ

               กฎหมายว่าด้วยทุนต่างชาติมิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องโครงสร้างองค์กรบริหารไว้เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้เพราะว่ากิจการลักษณะนี้เป็นการลงทุนโดยนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด กฎหมายจึงให้ความอิสระในการบริหารแก่นักลงทุนต่างชาติ แต่ทั้งนี้การบริหารต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งหนังสืออนุมัติโครงการ หนังสือทะเบียนประกอบกิจการและกฎหมาย

            (4)  บริษัทจำกัด (หุ้น)

               กฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัด กำหนดสาระสำคัญไว้ว่า

               (ก) องค์กรบริหารสูงสุดคือที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งมีอำนาจกำหนดนโยบาย แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับและแต่งตั้งหรือถอดถอนคณะกรรมการ รวมทั้งประธานและรองประธานกรรมการ
               (ข) คณะกรรมการคือองค์กรบริหารกิจการประจำ มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบาย ข้อบังคับ และรายงานแผนบริหารประจำปีที่ได้เสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น
               (ค) ประธานกรรมการเป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจำกัด ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นหรือบุคคลภายนอกได้
               (ง)  ผู้จัดการทั่วไปซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการ มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการประจำของบริษัท รวมทั้งการบริหารงานบุคคล

               อำนาจบริหารกิจการ

             ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย ข้อกำหนดในสัญญาร่วมทุนและข้อบังคับของกิจการร่วมทุน นักลงทุนมีอำนาจบริหารกิจการได้อย่างอิสระ ซึ่งหน่ายงานของรัฐจะทำการแทรกแซงมิได้

             อำนาจบริหารกิจการโดยสาระสำคัญแล้ว ได้แก่

            (1)  อำนาจในการวางแผนพัฒนาการผลิต การจำหน่าย แผนงานด้านแรงงาน แต่ต้องรายงานแผนดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อรวบรวมไว้เป็นข้อมูลสถิติ
            (2)  อำนาจที่จะสั่งซื้อวัสดุ อุปกรณ์ พลังงานจากต่างประเทศได้โดยตรง แต่การจำหน่ายจะต้องส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศและจำหน่ายในตลาดภายในประเทศตามอัตราส่วนที่หนังสืออนุมัติกำหนด
            (3)  อำนาจในการทำนิติกรรมหรือสัญญากับองค์กรธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศเพื่อปฏิบัติตามสัญญาร่วมทุนให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจของกิจการร่วมทุน
            (4)  อำนาจในการขอสินเชื่อจากภายในหรือต่างประเทศทั้งสกุลเงินหยวนหรือสกุลเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการหรือการผลิต รวมทั้งการเปิดบัญชีสกุลเงินหยวนหรือสกุลเงินตราต่างประเทศกับธนาคารที่กำหนด
            (5)  อำนาจในการแบ่งปันผลกำไรภายหลังได้สำรองเงินกองทุนพัฒนาธุรกิจและกองทุนสวัสดิการแรงงานแล้ว
            (6)  อำนาจในการรับสมัครคัดเลือกพนักงาน ลูกจ้าง คนงาน รวมทั้งกำหนดมาตรฐานค่าตอบแทน สวัสดิการ เงินรางวัล ฯลฯ
            (7)  อำนาจในการกำหนดรูปแบบการผลิต การตลาด รวมทั้งการปรับเปลี่ยนวิธีการต่างๆเพื่อพัฒนาเพิ่มผลการผลิตหรือประสิทธิภาพหรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์
            (8)  อำนาจในการดำเนินการใดๆ เพื่อประโยชน์ของกิจการร่วมทุน

             การรักษาดุลเงินตราต่างประเทศ
           
             กฎหมายร่วมทุน กฎหมายร่วมประกอบการ และกฎหมายทุนต่างชาติ ต่างก็มีบทบัญญัติไว้ชัดว่า นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในประเทศจีน หากได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายและสัญญาร่วมทุนกำหนดไว้แล้ว ย่อมสามารถโอนเงินปันผลกำไรหรือเงินทุนที่ได้จากการเลิกกิจการแล้วออกนอกประเทศได้ รวมทั้งบุคคลต่างชาติที่ทำงานในประเทศจีน เมื่อได้ชำระภาษีถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ย่อมสามารถโอนเงินได้ออกนอกประเทศได้

             การโอนเงินออกนอกประเทศจะต้องเป็นเงินตราสกุลต่างประเทศเท่านั้น

             ตามกฎระเบียบบริหารว่าด้วยการปริวรรตเงินตราต่างประเทศ กำหนดไว้ว่า รายรับที่เป็นเงินตราต่างประเทศของกิจการร่วมทุนทั้งหมดจะต้องนำฝากเข้าบัญชีในธนาคารแห่งประเทศจีน หรือธนาคารที่สำนักปริวรรตเงินตรากำหนดเท่านั้น และการสั่งจ่ายเงินตราสกุลต่างประเทศทุกรายการจะต้องสั่งจ่ายผ่านบัญชีเงินฝากดังกล่าวทั้งสิ้น ดังนั้น หากเงินตราต่างประเทศในบัญชีไม่เพียงพอ นักลงทุนต่างชาติก็ไม่อาจที่จะโอนเงินผลกำไรที่เป็นเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศได้

             การรักษาดุลเงินตราสกุลต่างประเทศในบัญชีเงินตราต่างประเทศของกิจการร่วมทุนนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่า

             (1)  สำหรับกิจการร่วมทุนที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐให้นำผลผลิตจำหน่ายในตลาดภายในประเทศได้นั้น หากไม่สามารถแก้ปัญหาดุลเงินตราต่างประเทศของกิจการได้ ให้หน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสำนักนายกช่วยเหลือแก้ไขปัญหาดังกล่าว หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ให้กระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ (ปัจจุบันได้ถูกยุบไปแล้วและตั้งกระทรวงใหม่ชื่อว่ากระทรวงกิจการพาณิชย์) ร่วมกับคณะกรรมการวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ) ทำการพิจารณาบรรจุเข้าแผนฯเพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาต่อไป
             (2)  สำหรับกิจการร่วมประกอบการ ผู้ร่วมประกอบการจะต้องจัดการปัญหาดุลเงินตราต่างประเทศของกิจการด้วยตนเอง หากไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเอง สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดได้
             (3)  กิจการทุนต่างชาติ ผู้ลงทุนจะต้องจัดการปัญหาดุลเงินตราต่างประเทศด้วยตนเอง กรณีกิจการใดได้รับอนุญาตให้จำหน่ายผลผลิตในตลาดภายในประเทศได้ หากมีปัญหาเกี่ยวกับดุลเงินตราต่างประเทศ ให้หน่วยงานที่อนุญาตให้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในตลาดภายในประเทศเป็นผู้รับผิดชอบแก้ไขปัญหาดังกล่าว

            การบริหารงานบุคคลกับสหภาพแรงงาน

             (1)  กิจการร่วมทุนมีอำนาจอิสระในการรับสมัคร ว่าจ้าง ลงโทษ เลิกจ้างพนักงานได้ รวมทั้งมีอำนาจที่จะกำหนดระเบียบว่าด้วยการลา การลงโทษ ระบบหรือรูปแบบหรือมาตรฐานอัตราเงินเดือน หรือการให้รางวัลได้ ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับกฎหมายแรงงานหรือขัดกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ
             (2)  ในกฎหมายร่วมทุน กฎหมายร่วมประกอบการ กฎหมายทุนต่างชาติ และกฎระเบียบบริหารว่าด้วยการควบคุมแรงงานของกิจการที่มีทุนต่างชาติ ต่างกำหนดไว้ว่า การว่าจ้างแรงงานของกิจการที่มีทุนต่างชาติจะต้องทำเป็นสัญญาจ้างแรงงานเสมอ สัญญาจ้างแรงงานนั้น กิจการสามารถทำกับสหภาพแรงงานหรือทำกับลูกจ้างรายบุคคลก็ได้
             (3)  กรณีเกิดข้อพิพาทแรงงาน ให้คู่กรณีปรึกษาหารือกันอย่างฉันท์มิตรเพื่อระงับข้อพิพาท หากไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ ให้เสนอข้อพิพาทไปยังคณะกรรมการไกล่เกลี่ยแรงงาน
                   ประจำเมืองหรือระดับมณฑล ฝ่ายใดไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการไกล่เกลี่ยแรงงาน ย่อมสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลประชาชนเพื่อพิจารณาพิพากษาได้
             (4)  สหภาพแรงงาน ลูกจ้างของกิจการย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะจัดตั้งสหภาพแรงงานและดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎหมายได้ กิจการจะต้องให้การสนับสนุนกิจกรรมของสหภาพแรงงานโดยจัดหาสถานที่ทำงานให้แก่สหภาพเพื่อดำเนินกิจกรรมของสหภาพฯ นอกจากนี้กิจการยังต้องให้เงินสนับสนุนกิจกรรมของสหภาพเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 2 % ของยอดเงินเดือนของลูกจ้างทั้งหมดอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้สหภาพแรงงานมีค่าใช้จ่ายเพียงพอที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับสหภาพแรงงานแห่งชาติได้

            การชำระบัญชีภายหลังเลิกกิจการ

             กิจการร่วมทุนเลิกกันเมื่อ

             (1)  ครบกำหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติจากทางการ
             (2)  คู่สัญญาเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดหรือเมื่อสัญญาสิ้นสุด
             (3)  กิจการร่วมทุนประกาศเลิกกิจการ
 
             เมื่อผู้ร่วมทุนเลิกกิจการโดยสมัครใจ ผู้ร่วมลงทุนจะต้องประกาศให้สาธารณชนทราบและดำเนินการชำระบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และสิทธิต่างๆของกิจการซึ่งคณะกรรมการจะต้องแต่งตั้งคณะผู้ชำระบัญชีขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบชำระบัญชีของกิจการ หากการเลิกกิจการโดยคำสั่งศาลหรือคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ คณะผู้ชำระบัญชีจะถูกแต่งตั้งโดยศาลหรือคณะอนุญาโตตุลาการแล้วแต่กรณี

             คณะผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตรวจสอบและทำรายงานเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน และสิทธิต่างๆของกิจการเพื่อเสนอรายงานให้คณะกรรมการหรือคณะอนุญาโตตุลาการหรือศาลแล้วแต่กรณีเพื่อพิจารณาอนุมัติเห็นชอบ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้คณะผู้ชำระบัญชีปฏิบัติตามรายงานซึ่งคณะผู้ชำระบัญชีมีอำนาจดำเนินการฟ้องร้องคดีหรือให้การต่อสู้คดีในนามของกิจการได้

             คณะผู้ชำระบัญชียังมีหน้าที่ต้องรายงานสถานการณ์การชำระบัญชีให้ผู้ร่วมทุนหรือผู้ร่วมประกอบการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททราบตลอดเวลาที่การชำระบัญชียังไม่เสร็จสิ้น

             ในระหว่างการชำระบัญชีนั้น ผู้ร่วมทุนหรือผู้ร่วมประกอบการหรือผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดไม่มีสิทธิใดๆที่จะเข้าไปจัดการทรัพย์สิน หนี้สิน ของกิจการได้

             เมื่อการชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว หากกิจการยังเหลือทรัพย์สินอยู่เพียงใด ให้แบ่งปันแก่ผู้ร่วมทุนตามอัตราส่วน หรือผู้ร่วมประกอบการตามที่กำหนดในสัญญา หรือผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดตามจำนวนหุ้นที่ถือ เงินลงทุนและเงินปันผลกำไรผู้ลงทุนต่างชาติสามารถโอนออกนอกประเทศได้ การโอนกำไรออกนอกประเทศจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้ชำระภาษีเงินได้เรียบร้อยแล้ว เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดยกเว้นไว้เป็นอย่างอื่น

             การเลิกกิจการจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ยื่นจดทะเบียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกเลิกใบทะเบียนประกอบกิจการและใบทะเบียนผู้เสียภาษีแล้ว

 หลักเกณฑ์การขออนุญาตจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ

            (1) การยื่นขออนุมัติโครงการ  นักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะประกอบกิจการลงทุนในจีนต้องยื่นคำขอต่อกระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ (ปัจจุบันคือกระทรวงพาณิชย์) หรือหน่วยงานระดับท้องถิ่นที่ได้รับมอบอำนาจเพื่อทำการพิจารณา  หากได้รับอนุมัติ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะออก “หนังสืออนุมัติโครงการสำหรับนักลงทุนต่างชาติ” และ “หนังสืออนุมัติให้จัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ” แก่ผู้ยื่นคำขอ ซึ่งผู้ยื่นคำขอจะต้องนำหนังสืออนุมัติทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ไปยื่นขอจดทะเบียนตั้งบริษัทพร้อมเอกสารดังต่อไปนี้ คือ
                  (ก)  คำขออนุญาตจัดตั้งบริษัททุนต่างชาติ
                  (ข)  รายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ
                  (ค)  สัญญาร่วมทุน หรือร่วมมือ และข้อบังคับของกิจการร่วมทุนหรือร่วมมือ (กรณีจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติทั้งหมด ให้นำส่งเฉพาะข้อบังคับของกิจการ)
                  (ง)  รายชื่อและประวัติคณะกรรมการ และบุคคลระดับบริหารของวิสาหกิจทุนต่างชาติ
                  (จ)  หนังสือแจ้งการอนุมัติให้ใช้ชื่อบริษัทจากสำนักงานกำกับการจดทะเบียนพาณิชย์และอุตสาหกรรม
                  (ฉ)  หนังสือรับรองการจดทะเบียนและหลักฐานรับรองสถานภาพทางการเงินของผู้ร่วมทุนทุกฝ่าย
                  (ช)  หลักฐานแสดงสิทธิ์ในการใช้สถานที่ประกอบการ
                  (ซ)  หลักฐานและเอกสารอื่นใดที่หน่วยงานรับคำขอจะพิจารณาเพิ่มเติม

                  (ปัจจุบัน ทางการจีนได้อนุโลมให้นักลงทุนต่างชาติไม่ต้องยื่น “การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ” เพื่อขออนุมัติ เว้นแต่จะมีกฎระเบียบกำหนดไว้โดยเฉพาะสำหรับโครงการที่สำคัญ)

            (2)  เงื่อนไขการจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติ
                   (ก) ทุนจดทะเบียนบริษัท (กรณีประกอบกิจการที่ต้องขอใบอนุญาตในธุรกิจประเภทจำกัด ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดสำหรับการประกอบกิจการประเภทนั้นๆ)
                   (ข)  ต้องมีพนักงานที่มีประสบการณ์ในด้านการประกอบกิจการธุรกิจประเภทนั้นๆ
                   (ค)  มีสถานประกอบการที่แน่นอน
                   (ง) มีเครื่องจักรอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการอย่างครบถ้วน

             (3)  หลักเกณฑ์การจัดตั้งบริษัทสาขา

                   วิสาหกิจทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อประกอบกิจการครบ 1 ปี และเงินทุนจดทะเบียนทั้งหมดได้มีการชำระครบถ้วนแล้ว มีสิทธิที่จะขอยื่นจัดตั้งบริษัทสาขาได้ โดยต้องเพิ่มทุนตามที่กฎหมายกำหนดต่อทุก 1 สาขาที่เปิดเพิ่ม  พร้อมกับแนบเอกสารดังต่อไปนี้ประกอบการขออนุมัติ

                  (ก)  หนังสือความเห็นชอบจากหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้รับมอบอำนาจจากกระทรวงพาณิชย์ให้สามารถทำการเปิดสาขาได้
                  (ข)  มติของที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทที่เห็นชอบให้เปิดสาขาและเพิ่มทุน
                  (ค)  หนังสือแก้ไขสัญญาร่วมทุนหรือร่วมมือเกี่ยวกับการเพิ่มทุนของบริษัท
                  (ง)  รายงานศึกษาความเป็นไปได้และความจำเป็นของโครงการการเพิ่มสาขา รวมทั้งบทสรุปสภาพการประกอบกิจการในช่วงที่ผ่านมา
                  (จ)  หนังสือรับรองการชำระทุนเต็มจำนวนโดยผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต
                  (ฉ)  หลักฐานเกี่ยวกับสถานที่ตั้งบริษัทสาขา และรายชื่อพนักงานประจำสาขา
                  (ช)  เอกสารหลักฐานอื่นใดที่หน่วยงานรับคำขอจะพิจารณาเพิ่มเติม

            (4)  เงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับการจัดตั้งวิสาหกิจทุนต่างชาติในจีน

                                ประเภทกิจการ                              เงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ
      
                       • ปรึกษาการลงทุน                            1.4   แสนเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       •  ที่ปรึกษาการบริหารจัดการ             1.4   แสนเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       • การค้าระหว่างประเทศ                      2    แสนเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       • การค้าภายในประเทศ                      5     แสนหยวน
                       • การประเมินสินทรัพย์                       5     แสนเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       • ตัวแทนการขนส่งพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศ (ทางถนน)    1  ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       • บริหารจัดการการลงทุน                 2       ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       • เวนเจอร์แคปปิตอล                       5       ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       • ลิสซิ่งส์                                         5       ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       • ขนส่งพัสดุภัณฑ์และคลังสินค้า    5       ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       • โลจิสติกส์                                     5       ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       • บริษัทมหาชน                             30       ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                       • การลงทุน                                   30       ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
                         (เข้าถือหุ้นบริษัทในเครือ)

              (5)  การจัดตั้งสำนักงานผู้แทนของบริษัทต่างชาติในจีน

                   (ก)  กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
           
                        - ข้อกำหนดว่าด้วยการกำกับสำนักงานผู้แทนของวิสาหกิจต่างชาติในจีน (ฉบับชั่วคราว) (ประกาศเมื่อ 30 มกราคม 1980)
                        - ประกาศว่าด้วยวิธีการรับจดทะเบียนสำนักงานผู้แทนของวิสาหกิจต่างชาติในจีน (ประกาศเมื่อ 15 มีนาคม 1983)
                        - ประกาศว่าด้วยการบังคับใช้ข้อกำหนดการกำกับสำนักงานผู้แทนของวิสาหกิจต่างชาติในจีน (ประกาศเมื่อ 14 เมษายน 1999)
 
                   (ข) การยื่นคำขอ
                
                       - กรรมการผู้มีอำนาจต้องลงชื่อและประทับตราในคำขอ
                       - คำขอต้องประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับ ชื่อบริษัท กรรมการผู้มีอำนาจ วัตถุประสงค์ สถานที่ประกอบกิจการ
                       - เอกสารประกอบคำขอ (เอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องแปลเป็นภาษาจีน)

                            •  หนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลของบริษัท
                            •  หนังสือรับรองสถานภาพทางการเงินของบริษัทจากธนาคาร
                            •  หนังสือแต่งตั้งผู้แทน (หนังสือมอบอำนาจ) และประวัติพร้อมภาพถ่าย 3 ใบของผู้แทน (ผู้รับมอบอำนาจ)
                            •  หลักฐานงบการเงินของบริษัท
                            •  หลักฐานการเช่าสถานที่ตั้งสำนักงานผู้แทน
                            •  เอกสารอื่นใดที่หน่วยงานรับคำขอจะพิจารณาเพิ่มเติม

                   (ค) การจดทะเบียน

                        ผู้ยื่นคำขอที่ได้รับหนังสืออนุมัติให้จัดตั้งสำนักงานผู้แทน จะต้องทำการยื่นจดทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียมต่อสำนักงานควบคุมกำกับกิจการพาณิชย์และอุตสาหกรรมภายในกำหนด 30 วันทำการนับแต่วันที่อนุมัติ หากพ้นกำหนดจะต้องคืนหนังสืออนุมัติต่อหน่วยงานที่ออกหนังสือนั้น  หน่วยงานที่รับคำขอจดทะเบียนจะต้องทำการพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน 5 วันทำการนับแต่วันได้รับเอกสารประกอบคำขอครบถ้วน

                   (ง) ขั้นตอนการจดทะเบียน

                        - ยื่นคำขอต่อกรมพาณิชย์ (ระดับเมืองหรือมณฑล)
                        - รับ “หนังสืออนุมัติการจัดตั้งสำนักงานผู้แทน”
                        - ยื่นคำขอจดทะเบียนพร้อมเอกสารประกอบคำขอ เพื่อรับ “หนังสือรับเรื่องเพื่อดำเนินการ”
                        - ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน (600 หยวน)  เพื่อรับ “หนังสือรับรองการจัดตั้งสำนักงานผู้แทน”
                        - ผู้ยื่นคำขอนำ “หนังสืออนุมัติ” “หนังสือรับรอง” ไปขึ้นทะเบียนต่อกรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมตำรวจ เพื่อขอใบอนุญาตทำงานและหลักฐานการมีถิ่นที่อยู่ของผู้แทน

                       วิสาหกิจต่างชาติที่ประสงค์จะจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในจีน หากยังมิได้รับอนุมัติให้จัดตั้งสำนักงานผู้แทน และยังมิได้จดทะเบียนสำนักงานผู้แทน ห้ามดำเนินกิจการใดๆ ในจีน ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

           

29. รูปแบบของธุรกิจต่างชาติ

วิสาหกิจบริหารโดยการร่วมทุนระหว่างจีนและต่างชาติ

         คือบริษัทจำกัดความรับผิด   ที่เกิดจากการร่วมลงทุน   ร่วมบริหาร  แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน   ร่วมรับความเสี่ยง ระหว่างบริษัทหรือวิสาหกิจหรือองค์กรจัดตั้งทางเศรษฐกิจอื่นๆ หรือบุคคลธรรมดาต่างชาติ   กับบริษัทหรือวิสาหกิจหรือองค์กรจัดตั้งทางเศรษฐกิจอื่นๆ ในอาณาเขตประเทศจีน   โดยรับผลประโยชน์และรับความเสี่ยงรวมทั้งผลขาดทุนตามอัตราส่วนหุ้นที่ได้ลงทุนในทุนจดทะเบียน

วิสาหกิจบริหารโดยความร่วมมือระหว่างจีนและต่างชาติ

         คือรูปแบบวิสาหกิจที่เกิดจากการทำสัญญาภายในอาณาเขตประเทศจีน ระหว่างวิสาหกิจหรือองค์กรจัดตั้งทางเศรษฐกิจอื่นๆ หรือบุคคลธรรมดาต่างชาติกับวิสาหกิจหรือองค์กรจัดตั้งทางเศรษฐกิจอื่นๆ ของจีน   โดยมีการกำหนดความร่วมมือของแต่ละฝ่ายในสัญญาความร่วมมือ   ทั้งประเด็นของเงื่อนไขความร่วมมือ   การจัดสรรผลประโยชน์  การแบ่งรับภาระความเสี่ยงและขาดทุน   ผลตอบแทนจากการลงทุนและรูปแบบการบริหารจัดการ   รวมทั้งการโอนคืนทรัพย์สินที่เหลืออยู่เมื่อสิ้นสุดความร่วมมือ   ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของวิสาหกิจบริหารโดยการร่วมทุนระหว่างจีนและต่างชาติ   กับวิสาหกิจบริหารโดยความร่วมมือระหว่างจีนและต่างชาติ คือ การลงทุนของผู้ร่วมมือแต่ละฝ่ายหรือเงื่อนไขของการร่วมมือไม่จำเป็นที่จะต้องคิดเทียบเป็นอัตราส่วนมูลค่าหุ้น   นอกจากนี้ การจัดสรรผลประโยชน์  การแบกรับความเสี่ยงและความรับผิดรวมทั้งการจัดสรรทรัพย์สินหลังจากการสิ้นสุดของวิสาหกิจ   อาจจะไม่ต้องตัดสินตามอัตราส่วนการถือหุ้น   ผลตอบแทนการลงทุนและรูปแบบการบริหารจัดการก็อาจจะแตกต่างจากวิสาหกิจร่วมทุน  ซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่ากันมาก

วิสาหกิจทุนต่างชาติ

       คือวิสาหกิจที่เป็นการลงทุนทั้งหมดโดยนักลงทุนต่างชาติที่เป็นวิสาหกิจหรือองค์กรจัดตั้งทางเศรษฐกิจอื่นๆ หรือบุคคลธรรมดาในอาณาเขตประเทศจีนหรือเรียกว่า วิสาหกิจลงทุนโดยธุรกิจต่างชาติ   ผลประโยชน์ที่วิสาหกิจได้รับล้วนเป็นของผู้ลงทุนต่างชาติ

บริษัทหุ้นส่วนธุรกิจต่างชาติจำกัด

      เงินลงทุนทั้งหมดประกอบขึ้นจากจำนวนหุ้นทั้งหมด   ทั้งผู้ถือหุ้นที่ได้เสนอซื้อหุ้นรวมทั้งทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทมีความรับผิดต่อหนี้สินบริษัท  โดยผู้ถือหุ้นต่างชาติจะถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน   บริษัทอาจจะก่อตั้งโดยรูปแบบการร่วมหุ้นหรือการระดมทุนจากสาธารณชน

สถาบันการเงินของทุนต่างชาติ

       คือ สาขาของสถาบันการเงินต่างชาติที่ก่อตั้งขึ้นในอาณาเขตประเทศจีนเพื่อดำเนินกิจการทางด้านการเงิน  และสถาบันการเงินที่ลงทุนโดยต่างชาติที่มีฐานะตามนิติบุคคลของจีน  หรือสถาบันการเงินจากการร่วมทุนของจีนและต่างชาติ   ในปัจจุบัน สถาบันการเงินต่างชาติที่ก่อตั้งในประเทศจีนมีธนาคารต่างชาติ  บริษัทการเงินต่างชาติและบริษัทประกันภัยต่างชาติ   ปัจจุบันธนาคารต่างชาติและบริษัทการเงินต่างชาติที่เปิดทำการในอาณาเขตประเทศจีนดำเนินธุรกิจเพียงแค่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศเท่านั้น   การขออนุมัติก่อตั้งสถาบันการเงินของทุนต่างชาติโดยสถาบันการเงินต่างชาตินั้น จะต้องมีขนาดของการลงทุนตามที่กำหนดไว้   และจะต้องมีระบบการตรวจสอบควบคุมอย่างเข้มงวด   อีกทั้งได้มีการตั้งสถาบันตัวแทนในจีนมานานกว่า 2 ปี   การก่อตั้งสถาบันการเงินของทุนต่างชาติจะต้องยื่นขออนุมัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่กำหนดไว้   เพื่อรอการอนุมัติจากหน่วยงานที่กำกับด้านการเงินของประเทศ

รูปแบบ BOT

       BOT เป็นชื่อย่อของ Build-Operate-Transfer นั่นคือ “สร้าง-บริหารจัดการ-โอน”  รูปแบบมาตรฐานของ BOT คือการเซ็นสัญญาโครงการระหว่างรัฐบาลกับหน่วยงานของบริษัทเอกชน (ในประเทศจีน หมายถึง ธุรกิจทุนต่างชาติ)   เพื่อให้บริษัทเจ้าของโครงการจัดหาทุนและก่อสร้างโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานภายในระยะเวลาตามข้อตกลง   โครงสร้างพื้นฐานตามโครงการนี้จะอยู่ภายใต้การครอบครอง  การดูแลรักษา  และการขับเคลื่อนของบริษัทเจ้าของโครงการ  และคิดผลตอบแทนจากการลงทุนจากการรวมค่าใช้จ่าย  ค่าบริการและกำไรที่สมเหตุผล   เมื่อครบกำหนดตามข้อตกลง  กรรมสิทธิ์ในโครงสร้างพื้นฐานตามโครงการนี้จะต้องคืนแก่รัฐบาลทั้งหมด   รูปแบบ BOT มักใช้กับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นทางด่วนพิเศษ  โรงไฟฟ้า  ทางรถไฟ  การบำบัดน้ำเสีย  หรือรถไฟฟ้าใต้ดินในตัวเมือง เป็นต้น

การค้าตอบแทน

       โดยธุรกิจต่างชาติจะเป็นผู้จัดหาเครื่องจักรอุปกรณ์และเทคโนโลยี  พร้อมกันนั้นก็รับซื้อผลิตภัณฑ์ส่งออกจากฝ่ายจีนในจำนวนที่แน่นอน   มูลค่าของเครื่องจักรอุปกรณ์และเทคโนโลยีสามารถแบ่งงวดการชำระคืน   โดยผ่านการตกลงเป็นเอกฉันท์ระหว่างฝ่ายจีนและต่างชาติ   หนี้สินจากการซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์และเทคโนโลยีนำเข้า   นอกจากสามารถชำระคืนด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเครื่องจักรอุปกรณ์และเทคโนโลยีนำเข้าดังกล่าวแล้ว  ยังสามารถชำระคืนด้วยผลิตภัณฑ์อื่นๆ

กิจการแปรรูปเพื่อส่งออก

      เป็นกิจการของการแปรรูปผลิตภัณฑ์  การเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์รวมทั้งการประกอบชิ้นส่วน  โดยที่ทั้งฝ่ายจีนและต่างชาติเป็นผู้จัดหาเทคโนโลยี  เครื่องจักรอุปกรณ์  ชิ้นส่วน  กระทั่งวัตถุดิบต้นน้ำและปลายน้ำ   โดยฝ่ายต่างชาติรับผิดชอบการนำกลับไปขาย   ฝ่ายจีนได้รับค่าแรงรับเหมาช่วงผลิต   มูลค่าเครื่องจักรที่ฝ่ายต่างชาติเป็นผู้จัดหานั้น   ฝ่ายจีนก็ใช้ค่าแรงรับเหมาช่วงในการแบ่งงวดชำระคืน

กิจการเช่าซื้อระหว่างประเทศ

      โดยการจ่ายค่าเช่าเพื่อให้ได้รับสิทธิ์การใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ   เป็นวิธีการจัดหาทุนรูปแบบหนึ่ง   ค่าเช่าจ่ายตามข้อกำหนดในสัญญาการเช่า   เมื่อครบกำหนดการเช่า   วิสาหกิจสามารถรับซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ได้ทำการเช่านั้น   ฝ่ายต่างชาติหรือผู้ให้เช่าก็อาจจะเป็นผู้จัดหาการบริการทางเทคโนโลยี   จัดหาวัตถุดิบ  เชื้อเพลิง  หรือชิ้นส่วนเพื่อซ่อมแซม


30.รูปแบบบริษัท

    1. บริษัททุนเอกเทศโดยรัฐ(รัฐวิสาหกิจ)

        หมายถึง บริษัทจำกัดที่รัฐบาลลงทุนแต่เพียงผู้เดียว  โดยสำนักนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลท้องถิ่นมอบอำนาจให้คณะกรรมการกำกับและบริหารสินทรัพย์ภายใต้รัฐบาลระดับนั้นๆ ในการทำหน้าที่และรับผิดชอบเป็นผู้ลงทุน
 
    2. บริษัทจำกัด (จากการร่วมหุ้น)   

        2.1 บริษัทจำกัด (จากการร่วมหุ้น) : ทุนจดทะเบียนต่ำสุด 3 หมื่นหยวน
 
            (1) ก่อตั้งโดยผู้ร่วมหุ้นที่มีจำนวนตามกฎหมายกำหนด คือ มากกว่า 2 คนและน้อยกว่า 50 คนลงทุนร่วมกัน
            (2) ผู้ร่วมหุ้นลงทุนด้วยเงินทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
            (3) ผู้ถือหุ้นร่วมกันร่างหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
            (4) มีชื่อบริษัทและเป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นตามเงื่อนไขของบริษัทจำกัด (จากการ     ร่วมหุ้น)
            (5) มีสถานที่ทำการผลิตและบริหารจัดการที่แน่นอน และมีเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการผลิตและการบริหารจัดการ

         2.2 บริษัททุนบุคคลเดียวจำกัด : ทุนจดทะเบียนต่ำสุด 1 แสนหยวน
 
              (1) ถือหุ้นโดยบุคคลธรรมดา 1 ราย หรือนิติบุคคล 1 ราย
              (2) บุคคลธรรมดา 1 ราย สามารถขอจดทะเบียนบริษัททุนบุคคลเดียวจำกัดได้เพียง 1 แห่งเท่านั้น
              (3) บริษัททุนบุคคลเดียวจำกัดจะต้องชำระเงินทุนจดทะเบียนให้ครบจำนวนในครั้งเดียว
 
   3. บริษัทหุ้นส่วนจำกัด (จากการเสนอขายหุ้น) : ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านหยวน

        เงินทุนชำระรวมกันครั้งแรกของผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทจะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของทุนจดทะเบียน   จำนวนเงินทุนนอกเหนือจากนี้จะต้องชำระให้ครบภายใน 2 ปีนับตั้งแต่วันก่อตั้งบริษัท   ในการนี้ บริษัทเพื่อการลงทุนสามารถชำระทุนภายใน 5 ปี   ก่อนรับการชำระทุนจดทะเบียนครบจำนวน   ห้ามมิให้ทำการระดมทุนโดยการเสนอขายหุ้นจากบุคคลภายนอกอีก

       บริษัทหุ้นส่วนจำกัดก่อตั้งขึ้นจากรูปแบบการระดมทุนโดยการเสนอขายหุ้นแก่สาธารณชน   ทุนจดทะเบียนเป็นจำนวนเงินลงทุนของหุ้นส่วนที่รวบรวมได้ครั้งแรกและจดทะเบียนไว้กับหน่วยงานจดทะเบียนบริษัท
            (1) การก่อตั้งบริษัทหุ้นส่วนจำกัด  จะต้องมีผู้เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป   ในการนี้ จะต้องมีจำนวนผู้เริ่มก่อตั้งเกินกว่ากึ่งหนึ่งที่มีภูมิลำเนาอยู่ในอาณาเขตประเทศจีน   รัฐวิสาหกิจที่เปลี่ยนแปลงเป็นบริษัทหุ้นส่วนจำกัด  จะต้องก่อตั้งโดยรูปแบบการระดมทุนโดยการเสนอขายหุ้นแก่สาธารณชนเช่นกัน
            (2) ผู้เริ่มก่อตั้งของบริษัทหุ้นส่วนจำกัด จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายกำหนดในการเสนอซื้อหุ้นที่สามารถจะซื้อได้   และรับผิดชอบจัดทำแผนการดำเนินงานของบรรษัท
            (3) การก่อตั้งบริษัทหุ้นส่วนจำกัดโดยวิธีการระดมทุนจากสาธารณชน  จะต้องผ่านการอนุมัติโดยหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจจากสำนักนายกรัฐมนตรี หรือจากรัฐบาลระดับมณฑล
            (4) เงินทุนจดทะเบียนของบริษัทหุ้นส่วนจำกัด คือจำนวนเงินลงทุนของหุ้นส่วนที่รวบรวมได้ครั้งแรกและจดทะเบียนไว้กับหน่วยงานจดทะเบียนบริษัท
            (5) เงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของบริษัทหุ้นส่วนจำกัดจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 ล้านหยวน   เงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของบริษัทหุ้นส่วนจำกัดอาจจะต้องสูงกว่าจำนวนข้างต้น ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของกฎหมายหรือกฎระเบียบบริหารของภาคส่วนธุรกิจนั้นๆ

    4. วิสาหกิจชุมชน : ไม่มีข้อเรียกร้องจำนวนเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำที่จะต้องรายงาน

            (1) ผู้ลงทุนอาจเป็นเจ้าพนักงานในเขตเมืองที่รอการบรรจุงานที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ  เกษตรกรในชนบท  ตลอดจนบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล  ล้วนสามารถยื่นขอดำเนินกิจการวิสาหกิจชุมชน
            (2) ผู้ยื่นขออนุมัติจะต้องมีพร้อมซึ่งเงินทุน  สถานที่ดำเนินการ  ความสามารถและเทคโนโลยีการบริหารกิจการที่สอดคล้องกับการลงทุน

   5. วิสาหกิจทุนส่วนบุคคล : ไม่มีข้อเรียกร้องจำนวนเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ

            (1) ผู้ลงทุนเป็นบุคคลธรรมดา 1 คน
            (2) มีชื่อกิจการตามที่กฎหมายกำหนด
            (3) มีเงินทุนที่แจ้งโดยผู้ลงทุน
            (4) มีสถานที่ทำการผลิตและดำเนินการที่แน่นอน  อีกทั้งมีเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการ
            (5) มีพนักงานที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการ
 
    6. วิสาหกิจหุ้นส่วนเอกชน (ห้างหุ้นส่วนเอกชน) : ไม่มีข้อเรียกร้องจำนวนเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำที่จะต้องรายงาน

        วิสาหกิจหุ้นส่วน คือ วิสาหกิจหุ้นส่วนธรรมดาและวิสาหกิจหุ้นส่วนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายภายในอาณาเขตประเทศจีน   โดยบุคคลธรรมดา  นิติบุคคล  หรือองค์กรจัดตั้งอื่นๆ

        วิสาหกิจหุ้นส่วนธรรมดา  จัดตั้งขึ้นโดยผู้ถือหุ้นธรรมดา   ผู้ถือหุ้นมีความรับผิดอย่างไม่จำกัดต่อพันธะหนี้สินและภาระของวิสาหกิจหุ้นส่วน   กฎหมายมีข้อกำหนดพิเศษต่อรูปแบบความรับผิดที่ผู้ถือหุ้นธรรมดาจะต้องรับภาระตามที่กล่าวไว้

       วิสาหกิจหุ้นส่วนจำกัด  จัดตั้งขึ้นโดยผู้ถือหุ้นธรรมดาและผู้ถือหุ้นที่จำกัดความรับผิด   โดยผู้ถือหุ้นธรรมดามีความรับผิดอย่างไม่จำกัดต่อพันธะหนี้สินและภาระของวิสาหกิจหุ้นส่วน   ส่วนผู้ถือหุ้นที่จำกัดความรับผิด มีความรับผิดต่อพันธะหนี้สินและภาระของวิสาหกิจหุ้นส่วนเท่าจำนวนเงินลงทุนที่ได้ลงไป

      วิสาหกิจหุ้นส่วนธรรมดา :
             (1) มีผู้ร่วมหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป   ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้รับผิดตามกฎหมายอย่างไม่จำกัดความรับผิด
             (2) มีข้อตกลงการร่วมหุ้นที่เป็นลายลักษณ์อักษร
             (3) มีเงินทุนที่ผู้ร่วมหุ้นได้ชำระตามจริง
             (4) มีชื่อเรียกของวิสาหกิจหุ้นส่วน
             (5) มีสถานที่และเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการ
             (6) ผู้ร่วมหุ้นจะต้องมีพร้อมซึ่งพฤติกรรมและความสามารถตามที่กฎหมายแพ่งระบุ
             (7) บุคคลที่กฎหมายหรือกฎระเบียบบริหารห้ามมิให้ดำเนินกิจกรรมแสวงหากำไร   ไม่อาจเป็นผู้ร่วมหุ้นใน
วิสาหกิจหุ้นส่วน
        หมายเหตุ : ผู้ร่วมหุ้นสามารถใช้เงินตรา  ทรัพย์สิน  สิทธิการใช้ที่ดิน  ลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาหรือทรัพย์สินหรือสิทธิอื่นๆ ในการลงทุน  รายการลงทุนข้างต้นจะต้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิอำนาจตามกฎหมาย   รายการลงทุนที่มิใช่เงินตราจะต้องมีการประเมินราคาก่อน  อาจจะโดยการหารือตกลงกันของผู้ร่วมหุ้นทั้งหมด  หรือผู้ถือหุ้นทั้งหมดอาจจะมอบหมายให้องค์กรประเมินทรัพย์สินตามกฎหมายทำการประเมิน   ผู้ร่วมหุ้นอาจจะลงทุนด้วยแรงงาน  หากว่าได้ผ่านความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากผู้ร่วมหุ้นทั้งหมด   โดยวิธีการประเมินค่าแรงนั้นให้เป็นไปตามข้อตกลงของผู้ร่วมหุ้นทั้งหมด
 
 วิสาหกิจหุ้นส่วนธรรมดาประเภทพิเศษ :
        คือ องค์กรบริการลูกค้าโดยอาศัยความรู้และทักษะเฉพาะทางขององค์กร  แสวงหากำไรจากการบริการทางวิชาชีพ  สามารถจัดตั้งเป็นวิสาหกิจหุ้นส่วนธรรมดาประเภทพิเศษ
 
วิสาหกิจหุ้นส่วนจำกัด :
       วิสาหกิจหุ้นส่วนจำกัด  จัดตั้งโดยผู้ร่วมหุ้นมากกว่า 2 คน  และน้อยกว่า 50 คน   ยกเว้นกฎหมายมีข้อกำหนดเป็นอย่างอื่น
      วิสาหกิจหุ้นส่วนจำกัด อย่างน้อยจะต้องมีผู้ถือหุ้นธรรมดา 1 คน

 
31.ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท

     1. ดำเนินการขออนุมัติการตั้งชื่อวิสาหกิจ

         ขั้นตอนที่ 1  หลังจากสอบถามแล้ว รับเอกสาร “หนังสือขออนุมัติการตั้งชื่อ (หรือเปลี่ยนแปลงชื่อ) ล่วงหน้า”   และ “หนังสือรับมอบอำนาจจากผู้ลงทุน” เพื่อกรอกข้อมูล  พร้อมทั้งตระเตรียมเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
         ขั้นตอนที่ 2  ยื่น “หนังสือขออนุมัติการตั้งชื่อ (หรือเปลี่ยนแปลงชื่อ) ล่วงหน้า”   และเอกสารข้อมูลที่เตรียมไว้   รอผลการอนุมัติการตั้งชื่อ
         ขั้นตอนที่ 3  รับ “หนังสือแจ้งการอนุมัติการตั้งชื่อวิสาหกิจล่วงหน้า”

    2. กำหนดสถานที่ทำการของบริษัท

        หลังจากเช่าสถานที่แล้วจะต้องทำสัญญาเช่า  และโดยทั่วไปจะต้องใช้รูปแบบสัญญาข้อตกลงการเช่าแบบเดียวกับของกรมอุตสาหกรรมและการพาณิชย์  และขอสำเนาใบแสดงกรรมสิทธิ์บ้านหรืออาคารจากผู้ให้เช่า  รวมทั้งสำเนาบัตรประชาชนของผู้ให้เช่า   ผู้ให้เช่าจะต้องแสดงหลักฐานตามรูปแบบกรรมสิทธิ์ ดังรายละเอียด ต่อไปนี้

       (1) ผู้ให้เช่าหากมีใบแสดงกรรมสิทธิ์  จะต้องถ่ายสำเนาใบแสดงกรรมสิทธิ์  และประทับตราหน่วยงานเจ้าของกรรมสิทธิ์  หรือให้ผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ลงนามกำกับ
       (2) กรณีไม่มีใบแสดงกรรมสิทธิ์  ให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือหน่วยงานที่เป็นผู้ออกใบแสดงกรรมสิทธิ์อธิบายสภาพการณ์ในช่อง “สภาพการณ์ที่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐาน” พร้อมทั้งประทับตรายืนยัน   ส่วนภูมิลำเนาในเขตชนบทนั้นก็ให้รัฐบาลท้องถิ่นลงนามเห็นชอบในการใช้สถานที่นั้นๆ ประกอบธุรกิจในช่อง “สภาพการณ์ที่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐาน” พร้อมทั้งประทับตรา
       (3) หากว่าเป็นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของกองทัพ  จะต้องยื่นสำเนา “ใบอนุญาตการให้เช่าบ้านและที่ดินของกองทัพ” ที่มีการประทับตราโดยกรมกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน
       (4) การซื้อบ้านหรืออาคารเป็นครั้งแรกและยังไม่มีการดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์  จะต้องยื่นสำเนาสัญญาการซื้อบ้านหรืออาคารที่มีลายเซ็นของผู้ซื้อหรือมีตราประทับของหน่วยงานที่ซื้อ พร้อมทั้งสำเนาใบเสร็จรับเงิน   และสำเนาใบอนุญาตการเสนอขายบ้านหรืออาคารที่มีตราประทับของผู้ประกอบการสร้างบ้านหรืออาคารนั้น
       (5) หากว่าผู้ให้เช่าเป็นวิสาหกิจที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานควบคุมดูแลการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ ให้ดำเนินธุรกิจให้เช่าบ้านหรืออาคาร  สามารถประทับตราในช่อง “หลักฐานของผู้ให้เช่าบ้านหรืออาคาร” ได้เลย   ไม่จำเป็นต้องใช้ใบแสดงกรรมสิทธิ์   ทั้งนี้ควรยื่นสำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการที่มีตราประทับของผู้ให้เช่าด้วย

    3. การจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ

        สามารถที่จะดาวน์โหลดตัวอย่าง “หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท” จากเว็บไซต์ของกรมอุตสาหกรรมและการพาณิชย์   แก้ไขเพียงเล็กน้อยก็ใช้ได้แล้ว  ขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิจะต้องให้ผู้ถือหุ้นทุกคนลงนามและลงวันที่กำกับ

    4. การสลักตราประทับ

        ให้ทำการสลักตราประทับที่เป็นตัวแทนตามนิตินัยของบริษัทและตราประทับของผู้ถือหุ้นอื่นๆ

    5. ดำเนินการพิสูจน์ทุนทรัพย์

        อาศัย “จดหมายขอการยืนยันยอดจากธนาคาร” ที่ออกโดยผู้ตรวจสอบบัญชี ในการเลือกธนาคารเพื่อเปิดบัญชีพักรอการพิสูจน์ทุนทรัพย์
        ผู้ถือหุ้นทั้งหมดนำเงินที่ประสงค์เข้าหุ้นของตนไปยังธนาคาร   พร้อมทั้งนำหลักฐานต่อไปนี้ไปเปิดบัญชีธนาคาร   มีใบแจ้งการอนุมัติตั้งชื่อบริษัทที่ออกโดยกรมอุตสาหกรรมและการพาณิชย์   ตราประทับที่เป็นตัวแทนตามนิตินัย  บัตรประชาชน  เงินที่จะใช้ในการเปิดบัญชีพักรอการพิสูจน์ทุนทรัพย์ ตารางขอการยืนยันยอดที่ยังไม่มีการกรอกข้อความ  และควรจะต้องแจ้งธนาคารว่าเป็นการเปิดบัญชีพักรอการพิสูจน์ทุนทรัพย์   หลังจากเปิดบัญชีธนาคารเรียบร้อยแล้ว   ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะนำจำนวนเงินที่ประสงค์ลงทุนฝากเข้าบัญชีธนาคารของบริษัท   ธนาคารจะออกตั๋วรับฝากแก่ผู้ถือหุ้นทุกคน   และทำการประทับตราธนาคารไว้บนจดหมายขอการยืนยันยอด   ข้อควรระวัง กฎหมายบริษัทกำหนดว่า   เวลาจดทะเบียนบริษัทนั้น  ผู้ลงทุน (ผู้ถือหุ้น) จะต้องชำระเงินทุนครบตามที่กฎหมายกำหนด  ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปเงินตรา (เงินหยวน)   ทรัพย์สิน (เช่นยานพาหนะ)   อสังหาริมทรัพย์   ลิขสิทธิ์   ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น   แต่เงินทุนที่นำไปยังธนาคารเป็นเพียงแค่ส่วนที่เป็นเงินตรา   หากว่าคุณลงทุนเป็นทรัพย์สินหรืออสังหาริมทรัพย์ จะต้องไปประเมินราคาที่สำนักงานบัญชีก่อนจึงจะใช้เป็นมูลค่าในการลงทุน   ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก   จึงขอแนะนำให้ลงทุนเป็นตัวเงิน  โดยกฎหมายบริษัทไม่สนใจว่าคุณจะได้เงินนั้นมาโดยวิธีใด  จะด้วยเงินของตนเองหรือยืมมา   ขอเพียงแต่ได้ครบจำนวนตามที่กำหนดเท่านั้น

    6. ดำเนินการประกาศการพิสูจน์ทุนทรัพย์

        ตั๋วรับฝากเงินจากธนาคาร  จดหมายขอการยืนยันยอดที่มีตราประทับของธนาคาร  หนังสือบริคณห์สนธิ  หนังสือแจ้งการอนุมัติการตั้งชื่อวิสาหกิจล่วงหน้า  สัญญาเช่าสถานที่  สำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์สถานที่  ทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปยังสำนักงานบัญชีเพื่อดำเนินการประกาศการพิสูจน์ทุนทรัพย์   ค่าใช้จ่ายประมาณ 1,200 หยวน (สำหรับทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 แสนหยวน)

    7. ตารางแบบฟอร์มที่ต้องส่งให้หน่วยงานจดทะเบียนอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ เพื่อยื่นขอจดทะเบียนวิสาหกิจ

       (1) เอกสารและใบสำคัญที่ต้องยื่นในการจดทะเบียนบริษัทจำกัด

     1.1  “หนังสือขออนุมัติการจดทะเบียนก่อตั้งวิสาหกิจ”  ซึ่งรวมถึงเอกสารและใบสำคัญต่อไปนี้ “ตารางยื่นขอการจดทะเบียนก่อตั้งวิสาหกิจ”   “รายชื่อผู้ลงทุนในกิจการ (ผู้ถือหุ้นและผู้ก่อการ)”   “รายชื่อผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา (ผู้ก่อการ)  ผู้ลงทุนในวิสาหกิจทุนส่วนบุคคล  รายชื่อหุ้นส่วนของวิสาหกิจหุ้นส่วน”   “สภาพการณ์ชำระเงินทุนจดทะเบียนของผู้ลงทุน (ทุนจดทะเบียน  ทุนชำระ)”   “ตารางจดทะเบียนตัวแทนทางนิตินัย”   “หนังสือรับรองคณะกรรมการบริหาร  กรรมการผู้จัดการ  และผู้อยู่ในตำแหน่งควบคุมดูแล”    “หนังสือแสดงสถานที่ตั้งของกิจการ”
      1.2  หนังสือบริคณห์สนธิ (ยื่นฉบับพิมพ์ดีด 1 ชุด   เชิญผู้ถือหุ้นลงนามด้วยตนเอง   กรณีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล  จะต้องประทับตรานิติบุคคลนั้นๆ)
      1.3  ใบประกาศการพิสูจน์ทุนทรัพย์ที่ออกโดยหน่วยงานพิสูจน์ทุนทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนด
      1.4  “หนังสือแจ้งการอนุมัติการตั้งชื่อวิสาหกิจล่วงหน้า”  รวมทั้ง  “ตารางรายชื่อผู้ลงทุนที่รอการอนุมัติ”
      1.5  หนังสือรับรองคุณวุฒิของผู้ถือหุ้น
      1.6  บรรดาหนังสือมอบอำนาจที่ได้ระบุไว้
      1.7  รายการที่อยู่ในขอบข่ายของการดำเนินกิจการและได้จัดซื้อหรือติดตั้งไปก่อนหน้านี้   ควรยื่นเอกสารเพื่อขอการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โปรดระมัดระวัง  รายการเกี่ยวกับการดำเนินกิจการที่ยังไม่มีการตรวจสอบชี้ชัดอย่างเป็นรูปธรรมของวิสาหกิจที่ยื่นขอจดทะเบียนในเขตนิคมเทคโนโลยีจงกวนชุนให้ยื่นหนังสือสัญญาเพิ่มเติม
             ใบอนุญาตจะได้รับหลังจากวันทำการ 5 วัน
 
    8. สลักตราประทับ
       ให้นำใบอนุญาตประกอบกิจการที่ได้  ไปยังสำนักสลักตราประทับสังกัดกรมตำรวจ  ทำการสลักตราประทับที่ใช้ติดต่อราชการ   ตราที่ใช้ทำสัญญาและตราที่ใช้ด้านการเงิน   เพราะขั้นตอนหลังจากนี้  ล้วนจำเป็นต้องใช้ตราที่ใช้ติดต่อทางราชการ  และตราที่ใช้ด้านการเงิน
 
    9. ดำเนินการรับหนังสือรับรองเลขทะเบียนวิสาหกิจ
        ให้ไปดำเนินการยังหน่วยงานดำเนินการจดทะเบียนเลขทะเบียนนิติบุคคลของวิสาหกิจ  ที่ช่องติดต่อกรมตรวจสอบควบคุมคุณภาพเทคโนโลยี
 ระยะเวลาดำเนินการ : ภายใน 1 วันทำการหลังจากรับเรื่อง

 ขั้นตอนดำเนินการ : รับแบบฟอร์ม - กรอกแบบฟอร์ม – ยื่นตราประทับ หรือข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อราชการ – จ่ายค่าธรรมเนียม (ใช้อัตราเดียวกับหมายเหตุข้อ 19.)– (หลังจากครบระยะเวลาดำเนินการ) กำหนดระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่รับเอกสารครบถ้วนจนถึงออกหนังสือรับรองไม่เกิน 15 วัน  รับหนังสือรับรองเลขทะเบียนและบัตรเลขทะเบียนของวิสาหกิจ

 โดยให้ยื่นเอกสารต่อไปนี้

             1)  ต้นฉบับและสำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการ
             2)  หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
             3)  บัตรประชาชนของตัวแทนนิติบุคคล (กรณีที่มิใช่นิติบุคคลให้ยื่นต้นฉบับและสำเนาของผู้รับผิดชอบในองค์กร)
             4)  องค์กรที่เป็นระบบกรรมสิทธิ์ของประชาชนหรือของส่วนรวมและไม่ใช่นิติบุคคล ให้ยื่นสำเนาหนังสือเลขทะเบียนของหน่วยงานที่เป็นผู้บังคับบัญชา
             5)  ที่อยู่ตามไปรษณีย์  หมายเลขโทรศัพท์  และจำนวนพนักงานขององค์กร

     10. ดำเนินการรับหนังสือจดทะเบียนการเสียภาษี

          เรื่องที่ดำเนินการ : จดทะเบียนการเสียภาษี (ภายใน 30 วันหลังจากได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ)
          สถานที่ดำเนินการ : ช่องติดต่อหน่วยงานจดทะเบียนการเสียภาษี
          เอกสารที่ต้องยื่น :
                              (1) ต้นฉบับและสำเนาของชุดสำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการ
                              (2) ต้นฉบับและสำเนาของหนังสือรับรองเลขทะเบียนนิติบุคคลของวิสาหกิจ
                              (3) ต้นฉบับและสำเนาบัตรประชาชนของตัวแทนนิติบุคคล
                              (4) สำเนาบัตรประชาชนเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน
                              (5) ต้นฉบับและสำเนาหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทหรือวิสาหกิจ  
                              (6) สำเนาข้อตกลงการเช่าสถานที่หรือสำเนาหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์สถานที่
                              (7) ตราประทับ
                              (8) วิสาหกิจที่มาจากท้องถิ่นอื่น  จะต้องแสดงหลักฐานการชำระภาษีเสร็จสิ้นจากหน่วยงานจดทะเบียนของสถานที่เดิม (ใบรับรองการเสียภาษี)
                             (9) ข้อมูลอื่นที่หน่วยงานสรรพกากรจะพิจารณาเพิ่มเติม
                                   “ธุรกิจส่วนบุคคล” ไม่ต้องยื่นรายการที่ (2), (4), (5)

     11. ดำเนินการรับหนังสือขึ้นทะเบียนสถิติ

          เรื่องที่ดำเนินการ : ขึ้นทะเบียนสถิติ (ภายใน 10 วันหลังจากได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ)
          สถานที่ดำเนินการ : ช่องติดต่อหน่วยงานขึ้นทะเบียนสถิติ
          เอกสารที่ต้องยื่น :
                    (1) ต้นฉบับและสำเนาของชุดสำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการ
                    (2) ต้นฉบับและสำเนาของหนังสือรับรองเลขทะเบียนนิติบุคคลของวิสาหกิจ
                    (3) ต้นฉบับและสำเนาบัตรประชาชนของตัวแทนนิติบุคคล
                    (4) ต้นฉบับและสำเนาหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทหรือวิสาหกิจ
                    (5) สำเนาหนังสือจดทะเบียนการเสียภาษี


32.รูปแบบของบริษัทตามกฎหมายจีน

        1. รัฐวิสาหกิจทุนเดี่ยว (国有独资公司) 国有独资公司 คือรัฐบาลจีนเป็นผู้ออกทุนฝ่ายเดียว โดยสำนักนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลท้องถิ่นมอบอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นนั้นๆ ดูแลตรวจสอบการดำเนินงานภาระหน้าที่ของผู้ออกเงินของบริษัทจำกัดความรับผิดชอบ

        2. บริษัทจำกัดความรับผิดชอบ (有限责任公司)
 
1. บริษัทจำกัดความรับผิดชอบ (有限责任公司) ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 30,000 หยวน

         1) จำนวนหุ้นส่วนสอดคล้องกับที่กฏหมายกำหนดคือ หุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปแต่ไม่ถึง 50คนร่วมกันออกทุนจัดตั้ง
         2) หุ้นส่วนออกทุนเงินทุนขั้นต่ำตามที่กฏหมายกำหนด
         3) หุ้นส่วนร่วมกันกำหนดระเบียบข้อบังคับของบริษัท
         4) ต้องมีชื่อบริษัท การจัดตั้งองค์กรณ์ต้องสอดคล้องตามเงื่อนไขบริษัทจำกัดความรับผิดชอบ
         5) มีสถานที่การดำเนินกิจการที่แน่นอนและจักต้องมีเงื่อนไขในการดำเนินกิจการ

2. บริษัทจำกัดความรับผิดชอบคนเดียว (一人有限责任公司) ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 100,000 หยวน

         1) หุ้นส่วนเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
         2) บุคคลธรรมดาสามารถจดทะเบียนบริษัทจำกัดความรับผิดชอบคนเดียวได้เพียงหนึ่งแห่ง
         3) ทุนจดทะเบียนบริษัททุนเดี่ยวจะต้องชำระในครั้งเดียว

3. บริษัทจำกัด (股份有限责任公司) ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านหยวน

        จำนวนเงินลงทุนงวดแรกของผู้ก่อตั้งบริษัทต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของทุนจดทะเบียน  ในส่วนที่เหลือผู้ก่อตั้งบริษัทชำระให้ครบภายในสองปีหลังจากวันที่ก่อตั้งบริษัท  หรือบริษัทลงทุนสามารถจ่ายให้ครบภายในระยะเวลาห้าปี  ก่อนที่จะชำระครบไม่สามารถรวบรวมหุ้นส่วนได้
        บริษัทจำกัดใช้รูปแบบการจัดตั้งรวมหุ้น   ทุนจดทะเบียนคือจำนวนเงินทุนจริงของการจดทะเบียนของหน่วยงาน

        1) การตั้ง บริษัทจำกัด ต้องมีผู้ร่วมก่อตั้งตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป  ผู้ก่อตั้งเกินครึ่งต้องเป็นผู้ที่มีที่พักอยู่ในประเทศจีน ประเทศจีนมีรัฐวิสาหกิจที่แปรสภาพเป็น บริษัทจำกัด พึงจะต้องใช้วิธีก่อตั้งรวบรวม
        2) ผู้ก่อตั้ง บริษัทจำกัด จักต้องอิงตามข้อกำหนดกฏหมายการยินยอมซื้อหุ้น พร้อมทั้งรับผิดชอบการดำเนินงานของบริษัท
        3) วิธีการรวบรวมจัดตั้ง บริษัทจำกัด  จักต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลท้องถิ่น
        4) ทุนจดทะเบียนของ บริษัทจำกัด  คือจำนวนเงินรายรับจริงของการจดทะเบียนบริษัทของหน่วยงานจดทะเบียนบริษัท
        5) จำนวนขั้นต่ำทุนจดทะเบียน บริษัทจำกัดคือ 5,000,000 หยวน ทุนขั้นต่ำของการจดทะเบียน บริษัทจำกัดจำเป็นต้องมีจำนวนสูงกว่าจำนวนที่รายละเอียดข้างต้นกำหนดไว้นั้น เป็นข้อกำหนดของกฏหมายและข้อบัญญัติในการบริหารที่บัญญัติขึ้นเฉพาะ

4. ห้างร้านส่วนบุคคล (个体工商户) ทุนจทะเบียนเป็นไปตามการรายงานจริง ไม่มีเงื่อนไขจำนวนเงินขั้นต่ำ

         1) เมืองที่มีคนว่างงาน  ประชากรในหมู่บ้านชนบทและบุคคลอื่นๆที่นโยบายของประเทศได้ยินยอม สามารถยื่นขอประกอบการห้างร้านส่วนบุคคลได้
         2)  บุคคลที่ยื่นขอจัดตั้งจะต้องมีความพร้อมในเรื่องเงินทุนในการบริหารจัดการงานต่างๆ การบริหารจัดการเรื่องสถานที่ ความสามารถในการจัดการวางแผน และเทคนิคธุรกิจ

5. วิสาหกิจทุนส่วนบุคคล (个人独资企业) :ในการแจ้งดำเนินการทุนจดทะเบียน ไม่มีกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำ

         1) ผู้ลงทุนเป็นบุคคลธรรมดา
         2) มีชื่อธุรกิจที่ถูกต้องตามกฏหมาย
         3) ผู้ลงทุนแจ้งเงินลงทุน
         4) มีสถานที่ประกอบการที่แน่นอนกฏเกณฑ์ในการดำเนินการผลิต
         5) จำเป็นต้องมีพนักงาน

6. ห้างหุ้นส่วนที่เอกชนประกอบการเอง(私营合伙企) :ในการดำเนินการยื่นทุนจดทะเบียน ไม่มีการกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำ

         ห้างหุ้นส่วนเอกชน(合伙企业) คือบุคคลธรรมดา นิติบุคคลหรือการรวมกลุ่มต่างๆ อิงตามกฏหมายในการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญภายในราชอาณาจักรประเทศจีน
         ห้างหุ้นส่วนสามัญ(普通合伙企业) เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้เป็นหุ้นส่วนทั่วไป ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบร่วมกันเพื่อหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัด โดยกฏหมายฉบับนี้มีกฏเกณฑ์เฉพาะของรูปแบบการรับผิดชอบสำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญ
         ห้างหุ้นส่วนจำกัด (有限合伙企业)เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญกับผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัด ผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญต้องร่วมกันรับผิดชอบหนี้สินของห้างหุ้นส่วนอย่างไม่จำกัด ผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้น

       (1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ (普通合伙企业)

            1) มีผู้เป็นหุ้นส่วนตั้งแต่สองคนขึ้นไป อีกทั้งอิงตามกฏหมายในการับผิดชอบอย่างไม่จำกัด
            2) มีหนังสือสัญญาหุ้นส่วน
            3) มีการชำระเงินจริงของหุ้นส่วน
            4) มีชื่อห้างหุ้นส่วน
            5) มีสถานที่ดำเนินกิจการและเงื่นไขที่จำเป็นของการบริหารหุ้นส่วน
            6) ผู้เป็นหุ้นส่วนควรต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถตามกฏหมาย ฐานะเป็นพลเมือง
            7) กฏหมายและกฏข้อบังคับการบริหารห้ามผู้ที่ผูกมัดในการทำกำไร มิสามารถเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน

                หมายเหตุ : ผู้เป็นหุ้นส่วนสามารถใช้เงิน สิ่งของ ที่ดิน ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาหรือสิทธิทรัพย์สินอื่นๆ การออกทุนที่กล่าวมาข้างต้นคือ ทรัพย์สินและสิทธิในทรัพย์สินที่ถูกต้องตามกฏหมาย นอกจากการออกทุนด้วยเงินตราแล้ว ยังจำเป็นต้องมีการประเมินราคา สามารถมาจากการพิจารณาของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดหรือมาจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งคณะอาศัยกฏหมายหน่วยงานประเมินในการดำเนินการประเมิน ผ่านการพิจารณาเอกฉันท์ของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งคณะ ผู้เป็นหุ้นส่วนยังสามารถใช้แรงในการลงทุน วิธีการในการประเมินให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดในการกำหนดการพิจารณา
                กรณีที่หน่วยงานบริการเฉพาะที่มีผู้ที่มีคความรู้เฉพาะด้านและผู้เชี่ยวชาญ ชำนาญในการให้บริการที่มูลค่าแก่ลูกค้า  สามารถตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญพิเศษ(特殊的普通合伙企业)ได้

      (2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด(有限合伙企业)
 
           ห้างหุ้นส่วนจำกัดจัดตั้งจากผู้เป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปแต่ไม่กิน 50 คน  แต่ว่ากฏหมายก็มีการกำหนดกฏบังคับต่างหาก
           ห้างหุ้นส่วนอย่างน้อยต้องมีผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญหนึ่งราย 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
 
  [ หน้าที่ 1 ]  
   
   
 

Copy Right © 2009 www.chineselawclinic.moc.go.th All Rights Reserved
เจ้าของลิขสิทธ์:สำนักงานยุทธศาสตร์การพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์
บริษัท ที่ปรึกษากฎหมายฟาร์อีสต์ จำกัด ,บริษัท โซซิโอ-เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัด