ข้อมูล
  รู้ก่อนไปจีน
  ข้อมูลทั่วไป
  ยุทธศาสตร์
  กฎหมายทั่วไป
  กฎหมายการค้า
  กฎหมายการลงทุน
  กฎหมายเฉพาะ
  ข้อตกลงไทย-จีน
  การจัดตั้งบริษัท
  ทรัพย์สินทางปัญญา
  การขอฉลากสินค้า
  การตรวจสินค้านำเข้า
  ภาษีธุรกิจต่างชาติ
  บริษัทนำเข้า-ส่งออก
  ระบบการชำระเงินการค้าระหว่างประเทศ
  เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  ระบบระงับข้อพิพาทและฟ้องคดี
  อาเซียน - จีน
  กฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติ
  กฎระเบียบบริหาร
  คำพิพากษาศาลประชาชนสูงสุด
  กฎระเบียบท้องถิ่น
USER ID :
PASSWORD :
     
     
 
 
 

 
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับข้อมูลจีนใน Chinese Law Clinic





 
Untitled Document
.....ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ศูนย์ความรู้เพื่อการค้าและการลงทุนกับจีน....
ถาม - ตอบปัญหากฎหมายการค้าการลงทุนในจีน โดย นายวิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์
 
มณฑลที่มีศักยภาพ >> มณฑลกุ้ยโจว
     
 

 
1.ข้อมูลพื้นฐาน
2.ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ
3.ข้อมูลด้านการขนส่งและกระจายสินค้า
4.ช่องทางการลงทุนสำหรับไทย
5.อุปนิสัยการทำธุรกิจของชาวกุ้ยโจว
6.ข้อมูล-รายชื่อหน่วยงานที่ผู้ประการไทยพึงรู้

1.ข้อมูลพื้นฐาน
 
        มณฑลกุ้ยโจว มีชื่อย่อว่า “เฉียน” หรือ “กุ้ย” เป็นมณฑลปิดไม่มีทางออกสู่ทะเล เป็นมณฑลหนึ่งในกลุ่มสามเหลี่ยมเศรษฐกิจฟ่านจูซานเจี่ยวหรือแม่น้ำจูเจียง สามารถผลิตยาสูบได้มากเป็นอันดับ 2 รองจากมณฑลหยุนหนาน เป็นแหล่งผลิตยาจีนที่สำคัญแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีสมุนไพรจีนมากกว่า 3,700 ชนิด    และมีการทำฟาร์มสุนัขมากที่สุดในจีนเพื่อสนองความต้องการของชาว กุ้ยโจว ซึ่งนิยมบริโภคเนื้อสุนัขเป็นหลัก กุ้ยโจวยังมีชื่อเสียงในการผลิตเหล้า “เหมาไถ” ซึ่งมีชื่อทั้งในและต่างประเทศ และมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือ น้ำตกหวงกั่วซู่ (Huangguoshu) ซึ่งเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในจีน
       กุ้ยโจวแบ่งเขตปกครองออกเป็น 9 เมือง และ 88 อำเภอ/อำเภอปกครองตนเอง และ 1,540 เทศบาลตำบล โดยมีนครกุ้ยหยาง (Guiyang) เป็นเมืองเอก

      1.1  ภูมิประเทศและที่ตั้ง
 
            กุ้ยโจวตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน      ทางด้านตะวันออกของที่ราบสูงหยุนหนาน-กุ้ยโจว (Yunnan-Guizhou Plateau) มีพื้นที่รวม 176,152 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของจีน ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นแนวเทือกเขาและที่ราบสูง คิดเป็นร้อยละ 87 ของพื้นที่รวมทั้งมณฑล โดยทางด้านตะวันตกเป็นแนวเทือกเขาทอดตัวลงไปทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศใต้ของมณฑล โดยอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,000 เมตร มีที่ราบแอ่งกระทะมากกว่า 300 แห่ง ทิศเหนือติดกับมณฑลซื่อชวนและมหานครฉงชิ่ง ทิศตะวันออกติดกับมณฑลหูหนาน ทิศตะวันตกติดกับมณฑลหยุนหนาน และทิศใต้ติดกับเขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกว่างซี
            กุ้ยโจวมีแม่น้ำอูเจียง (Wujiang River) ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาทางฝั่งตะวันตกที่ใหญ่ที่สุดของแม่น้ำฉางเจียง เป็นแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน นอกจากนี้ ยังมีแม่น้ำหยาชื่อ (Yachi River) โดยมีต้นน้ำอยู่บริเวณเทือกเขาทางด้านตะวันตกของมณฑล และจะไหลไปรวมกับแม่น้ำฉางเจียงทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และยังมีแม่น้ำสุ่ยเหอ และชิงสุ่ยเหอ ไหลผ่าน
 
      1.2 แหล่งทรัพยากรสำคัญ
 
           กุ้ยโจวเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะทรัพยากรสินแร่ ซึ่งมีการสำรวจพบมากกว่า 110 ชนิด โดยมีถึง 13 ชนิดที่มีปริมาณสำรองมากติด 3 อันดับแรกของจีน เช่น แร่ฟอสฟอรัส ซึ่งมีปริมาณมากคิดเป็นร้อยละ 44 และบ็อกไซต์ร้อยละ 38 ของประเทศ มากเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ในจีน ตามลำดับ และยังมีแหล่งสำรองถ่านหินมากที่สุดในจีนตอนใต้และมากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ โดยมีมากถึง 241 พันล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 15 ของทั้งประเทศ นอกจากนี้ ยังมีปรอท ซิลิก้า ผลึกคริสตัล ทองคำ ทองแดง สังกะสีผสมดีบุก แมงกานีส เหล็ก ดินขาว หินโดโลไมต์ หินปูน หินอ่อน และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
           กุ้ยโจวยังแหล่งทรัพยากรน้ำเป็นจำนวนมาก โดยมีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยสูงที่สุดในจีน และมีแม่น้ำอูเจียง ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาสายใหญ่ที่สุดทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำฉางเจียง โดยสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำได้ถึง 18.75 ล้านกิโลวัตต์ มากเป็นอันดับ 6 ของประเทศ มีปริมาณการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ 16.83 ล้านกิโลวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 4.4 ของปริมาณการผลิตทั่วประเทศ กุ้ยโจวจึงได้ถูกกำหนดให้เป็นฐานการผลิตพลังงานที่สำคัญแห่งหนึ่ง และถือเป็นส่วนสำคัญในแผนการกระตุ้นปริมาณขนส่งไฟฟ้าจากมณฑลในภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่มีทรัพยากรพลังงานอุดมสมบูรณ์ไปยังมณฑลฝั่งตะวันออกซึ่งกำลังประสบปัญหาขาดแคลนพลังงาน
           นอกจากนี้ กุ้ยโจวยังเป็นแหล่งทรัพยากรสมุนไพรธรรมชาติที่สำคัญ โดยจัดเป็น 1 ใน 4 แหล่งทรัพยากรพืชสมุนไพรขนาดใหญ่ของจีน ซึ่งมีพืชสมุนไพรนานาชนิดมากกว่า 3,700 ชนิด  คิดเป็นร้อยละ 80 ของจีน สมุนไพรที่มีชื่อ เช่น ต้นท้ออาทิตย์ เห็ดหูหนู และเห็ดหอม เป็นต้น
 
      1.3 ขนาดประชากร
 
            กุ้ยโจวมีประชากรราว 39.04 ล้านคน จัดอยู่ในอันดับที่ 15 ของจีน แบ่งเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง 10.26 ล้านคน และในเขตชนบท 28.78 ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่ของกุ้ยโจวร้อยละ 63 เป็นชาวฮั่น ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยหลากหลายเชื้อชาติถึง 48 กลุ่ม ได้แก่ ม้ง/แม้ว (Miao) ปู้อี (Buyi) ต้ง (Dong) ถู่เจีย (Tujia) อี้ (Yi) สุ่ย (Shui) หุย (Hui) หรือมุสลิม มองโกล (Mongol) แมนจู (Manchu) ไป๋ (Bai) และจ้วง (Zhuang) เป็นต้น  รวมประชากรราว 9.34 ล้านคน  คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในกุ้ยโจว
 
      1.4 แรงงานและการจ้างงาน
 
           กุ้ยโจวมีจำนวนผู้มีงานทำเกือบ 22 ล้านคน จัดอยู่ในอันดับที่ 13 ของจีน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคการเกษตร คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 76.5 รองลงมา ได้แก่ ภาคบริการร้อยละ 17.8 และภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 5.7 โดยมีอัตราค่าจ้างโดยเฉลี่ยต่อคน 12,431 หยวน จัดอยู่ในอันดับที่ 28 ของจีน
 
      1.5  เมืองเอกและเมืองสำคัญ
 
           กุ้ยโจวมีเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจหลายแห่ง ได้แก่ นครกุ้ยหยาง ซึ่งเป็นเมืองเอกและเป็นเมืองที่มีศักยภาพมากที่สุดในกุ้ยโจว รองลงมา คือ เมืองจุนอี้ และยังมีเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจอีกหลายแห่ง ได้แก่ เมืองลิ่วผานสุ่ย เมืองอันซุ่น (Anshun) เมืองปี้เจี๋ย (Bijie) และเมืองถงเหริน (Tongren)
 
           1.5.1 นครกุ้ยหยาง
 
                  นครกุ้ยหยาง เป็นเมืองเอกของกุ้ยโจว ตั้งอยู่ตอนกลางของกุ้ยโจว ทางตะวันออกของที่ราบสูงหยุนหนาน-กุ้ยโจว บริเวณตอนเหนือลุ่มแม่น้ำหนานหมิง (Nanming) ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำอูเจียง มีพื้นที่รวม 8,034 ตารางกิโลเมตร มีประชากรรวม 3.51 ล้านคน กุ้ยหยางถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าขายของกุ้ยโจว และเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรมและการคมนาคมขนส่งที่สำคัญของเมืองต่างๆ นับตั้งแต่ปี 1949 เป็นต้นมา
                  อุตสาหกรรมหลักของกุ้ยหยาง ได้แก่ อุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย สิ่งทอ เวชภัณฑ์ และเครื่องมือเครื่องจักร เป็นต้น ทั้งยังมีแหล่งสำรองถ่านหินและแร่บ๊อกไซต์ในบริเวณใกล้เคียงอยู่มาก บริษัทต่างชาติรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในกุ้ยหยาง เช่น บริษัท Mitsui ของญี่ปุ่นได้ร่วมทุนกับบริษัท Hauyang Electrical Factory จัดตั้งบริษัทผลิตกลอนประตูรถให้กับบริษัทผลิตรถยนต์ต่างๆ ทั่วประเทศ ด้านธุรกิจค้าปลีกในนครกุ้ยหยางก็มีการแข่งขันสูง โดยมีห้างวอลมาร์ทมาเปิดกิจการในปี 2004
                  อุตสาหกรรมที่สำคัญอีกอุตสาหกรรมหนึ่งของกุ้ยหยาง คือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเป็นที่ตั้งของน้ำตกหวงกั่วซู่อันลือชื่อ ซึ่งเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในจีน และยังมีถ้ำพระราชวังมังกร (Dragon Palace Caves) ซึ่งมีน้ำไหลผ่านภายในถ้ำและเข้าเที่ยวชมได้ทางเรือเท่านั้น และทะเลสาบหงเฟิง (Hongfeng Lake) ห่างจากตัวเมือง 32 กิโลเมตร มีเกาะเล็กเกาะน้อยหลายร้อยเกาะและมีน้ำสีฟ้าใส เป็นต้น นอกจากนี้ กุ้ยหยางยังได้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารพื้นเมืองรสชาติดี เช่น ก๋วยเตี๋ยวฉางหวาง (Changwang noodle) และเนื้อวัวชาวม้ง เป็นต้น
 
           1.5.2 เมืองจุนอี้
 
                 เมืองจุนอี้ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกุ้ยโจว ห่างจากกุ้ยหยางประมาณ 160 กิโลเมตร มีพื้นที่รวม 30,762 ตารางกิโลเมตร มีประชากรรวม 7.40 ล้านคน แม้จะไม่ได้เป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เทียบเท่ากุ้ยหยาง    แต่เมืองจุนอี้ก็เป็นพื้นที่สำคัญในเขตอุตสาหกรรมการผลิตตอนกลางของกุ้ยโจว และการพัฒนาลุ่มน้ำฉางเจียงตอนบนแบบครบวงจรตามนโยบายของรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาการเกษตรในระยะยาวให้เป็น “ยุ้งข้าวตอนเหนือของกุ้ยโจว” และเป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมของกุ้ยโจว
                 เมืองจุนอี้ได้เริ่มพัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมานานแล้ว เป็น 1 ใน 24 เมืองแรกที่รัฐบาลกลางจีนประกาศให้เป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมหลังการปฏิรูปและการเปิดสู่ภายนอก เมืองจุนอี้ได้รับการยกย่องเป็น “เมืองแบบอย่างระดับชาติในการสนับสนุนกองทัพและครอบครัวทหาร”  “เมืองดังทางวัฒนธรรมเหล้าของจีน” “เมืองก้าวหน้าทางความสะอาดอนามัยระดับชาติ”  “เมืองดีเด่นสิบประการในการปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียวระดับชาติ”  “เมืองสาธิตแบบอย่างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยของชาวจีน” และ “เมืองพื้นที่สีเขียวระดับมณฑล”
                 เมืองจุนอี้เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเป็นที่จัด “การประชุมจุนอี้” ของกองทัพ Red Army ในปี 1935 ซึ่งในการประชุมดังกล่าว ได้มีการแต่งตั้งเหมา เจ๋อตงเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำคณะกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์และเป็นผู้ช่วยด้านการทหารของโจว เอินไหล ซึ่งนักวิชาการหลายท่านมองว่าเป็นก้าวแรกของการขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองของเหมาในอีกไม่กี่ปีถัดมา นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์ในนิกายคาทอลิกซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นฐานบัญชาการของกองทัพ Red Army และปัจจุบันได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใช้จัดแสดงประวัติของกองทัพด้วย
 
                นอกจากนี้ ยังมี เมืองลิ่วผานสุ่ย อยู่ห่างจากกุ้ยหยางทางด้านตะวันตกประมาณ 189 กิโลเมตร ใกล้กับพรมแดนระหว่างกุ้ยโจวและหยุนหนานทางทิศตะวันตก มีประชากรรวม 3.01 ล้านคน และ เมืองถงเหริน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ห่างจากกุ้ยหยางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 275 กิโลเมตร ใกล้กับพรมแดนระหว่างกุ้ยโจวและหูหนาน มีชื่อเสียงในด้านความหลากหลายของต้นไม้และสัตว์นานาชนิดบนเขาฝ่านจิงซาน (Fanjingshan) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์หายากอย่างลิงสีทอง เมืองถงเหรินยังอาจถือเป็นที่ตั้งของวัด Nuo ซึ่งเป็นศาสนนิกายที่นับถือผีและวิญญาณอันเก่าแก่เพียงแห่งเดียวในจีน และยังคงหลงเหลือการประกอบพิธีกรรมให้เห็นอยู่บ้างตามงานประเพณีท้องถิ่นต่างๆ เป็นต้น

2. ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ
 
    2.1  ผลิตภัณฑ์มวลรวม รายได้เฉลี่ยต่อหัว และโครงสร้างทางการผลิต
 
          กุ้ยโจวจัดเป็นมณฑลที่ค่อนข้างยากจนและล้าหลัง โดยมีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่ามณฑลทางชายฝั่งและแม้แต่มณฑลเพื่อนบ้านอย่างมณฑลหยุนหนานและเขตปกครองตนเองกว่างซีอยู่มาก กุ้ยโจวมีมูลค่า GDP จัดอยู่ในอันดับที่ 26 ของจีน กุ้ยโจวเป็นมณฑลที่ยากจนที่สุดในจีนในแง่ของมูลค่า GDP เฉลี่ยต่อหัว โครงสร้างของ GDP ส่วนใหญ่อยู่ในการผลิตขั้นที่สอง (อุตสาหกรรม) ซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 44.9 รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมบริการและอื่นๆ มีสัดส่วนร้อยละ 34.1 และการผลิตขั้นปฐม (เกษตร) ร้อยละ 20.9
 
    2.2 การผลิตและอุตสาหกรรมหลักของมณฑล
 
         2.2.1 การเกษตร
 
                 เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงและสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย     ทำให้ กุ้ยโจวมีสัดส่วนการผลิตในภาคเกษตรกรรมเพียงร้อยละ 20.9 ของ GDP อย่างไรก็ดี ภาคเกษตรกรรมของกุ้ยโจวถือว่ามีศักยภาพมาก เนื่องจากมีการพัฒนาระบบชลประทานและการทำเกษตรกรรมแบบขั้นบันไดมาโดยตลอด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตใบยาสูบ ซึ่งสามารถผลิตได้มากเป็นอันดับ 2 ของจีน รองจากมณฑลหยุนหนาน คิดเป็นร้อยละ 16 ของปริมาณการผลิตทั่วประเทศ
 
                ผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของกุ้ยโจว ได้แก่ พืชผลเขตร้อนและผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ เช่น ข้าวโพด ข้าว ใบยาสูบ และเรพซีด เป็นต้น และยังมีผลผลิตที่สำคัญอื่นๆ อีก เช่น ข้าวสาลี ลูกเดือย อ้อย กาแฟ ชา มะกอก ตะไคร้ งา มันฝรั่ง ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา แอปเปิ้ล สาลี่ ส้ม สับปะรด กล้วยหอม เกาลัด วอลนัท ฝ้าย ป่าน ไหม ไม้ซุง และน้ำมันตังอิ้ว เป็นต้น และยังผลิตผลไม้ที่ไม่ใช่ของในท้องถิ่น เช่น มะเฟือง ซึ่งเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ กุ้ยโจวยังถือเป็นแหล่งผลิตยาจีนที่สำคัญแห่งหนึ่งของจีน ด้วยผลผลิตพืชสมุนไพรมากกว่า 3,700 ชนิด
                 นอกจากนี้ กุ้ยโจวยังก็มีการทำฟาร์มสัตว์ โดยมีการทำฟาร์มสุนัขมากที่สุดในจีนเพื่อสนองความต้องการของชาวกุ้ยโจวซึ่งนิยมบริโภคเนื้อสุนัขเป็นหลักด้วย
 
        2.2.2 อุตสาหกรรมการผลิต
 
                อุตสาหกรรมการผลิตของกุ้ยโจวส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหนัก คิดเป็นร้อยละ 67 ของผลิตผลรวมทางอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่สำคัญส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทรัพยากรธรรมชาติซึ่งกุ้ยโจวมีอย่างอุดมสมบูรณ์ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตและจัดหาพลังงานไฟฟ้า การแปรรูปใบยาสูบ การถลุงแร่ (โดยเฉพาะถ่านหิน หินปูน สารหนู ยิปซัม และหินน้ำมัน) วัตถุดิบเคมีและเคมีภัณฑ์ เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ อาหารแปรรูป และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่นครกุ้ยหยาง และเมืองจุนอี้ (Zunyi)
 
               อุตสาหกรรมสำคัญของกุ้ยโจว ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตและจัดหาพลังงานไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำประปา   ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าผลผลิตรวมมากที่สุด   คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.2 เพราะกุ้ยโจวเป็นฐานการผลิตพลังงานที่สำคัญแห่งหนึ่งในภาคตะวันตกของจีนและมีการจัดส่งไปยังมณฑลในภาคตะวันออก รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมการหลอมและแปรรูปโลหะที่มีเหล็กผสม (ร้อยละ 12.9) วัตถุดิบเคมีและเคมีภัณฑ์ (ร้อยละ 11.7) การแปรูปใบยาสูบ (ร้อยละ 9.9) และการหลอมและแปรรูปโลหะที่ไม่มีเหล็กผสม (ร้อยละ 9.3) นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมการทำเหมืองแร่ (ร้อยละ 5.8)  เวชภัณฑ์ (ร้อยละ 4.9)  และอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม (ร้อยละ 4.5)  เป็นต้น
 
        ตัวอย่างอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญ เช่น
 
       (1)  อุตสาหกรรมการผลิตและจัดหาพลังงานไฟฟ้า
 
            กุ้ยโจวถือเป็นฐานการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่มีศักยภาพแห่งหนึ่งของจีน โดยถือเป็นฐานการผลิตพลังงานที่สำคัญแห่งหนึ่งในภาคตะวันตกของจีน และมีการจัดส่งไปยังมณฑลในภาคตะวันออก โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เนื่องจากเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำเป็นจำนวนมาก เป็นมณฑลที่มีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยสูงที่สุดในจีน และมีแม่น้ำอูเจียง ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาสายใหญ่ที่สุดทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำฉางเจียง
 
          สถานีไฟฟ้าในกุ้ยโจวส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนแม่น้ำอูเจียง ที่สำคัญ ได้แก่
  
         - สถานีผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอิ๋นจื่อตู้ (Yinzidu) ซึ่งเป็น 1 ในจำนวนสถานีผลิตไฟฟ้า 11 แห่งบนแม่น้ำอูเจียง และถือเป็นส่วนหนึ่งในโครงการขนส่งพลังงานไฟฟ้าจากภาคตะวันตกสู่ภาคตะวันออก ด้วยกำลังการผลิตรวม 360 เมกะวัตต์
           - สถานีผลิตไฟฟ้าพลังน้ำโก้วผีทัน (Goupitan) เป็นสถานีผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในกุ้ยโจว ด้วยกำลังการผลิตขนาด 3,000 เมกะวัตต์ โดยบริษัท Wujiang Water Electricity Development ของกุ้ยโจว เป็นต้น
 
           กุ้ยโจวยังมีบทบาทสำคัญร่วมกับมณฑลซื่อชวนและหยุนหนานในโครงข่ายพลังงานในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และร่วมมือกับมณฑลหยุนหนาน หูเป่ย กว่างซี และฉงชิ่งในโครงการส่งพลังงานไฟฟ้าไปยังจีนตอนใต้จำนวน 16 โครงการ รวมมูลค่าการลงทุน 81.5 พันล้านหยวนภายในปี 2015 โดยได้มีการติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าขนาด 13,000 เมกะวัตต์เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ กุ้ยโจวยังเป็นส่วนสำคัญในแผนการกระตุ้นปริมาณขนส่งไฟฟ้าจากมณฑลในภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่มีทรัพยากรพลังงานอุดมสมบูรณ์ไปยังมณฑลฝั่งตะวันออกซึ่งกำลังประสบปัญหาขาดแคลนพลังงาน โดยมีการวางสายส่งไฟฟ้าระหว่างกุ้ยโจวและกว่างตง รวมระยะทาง 882 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเพิ่มการผลิตพลังงานไฟฟ้าและส่งไปยังกว่างตงได้เป็น 10,000 เมกะวัตต์
 
       (2)  อุตสาหกรรมวัตถุดิบเคมีและเคมีภัณฑ์
 
           กุ้ยโจวมีมูลค่าการผลิตในอุตสาหกรรมวัตถุดิบเคมีและเคมีภัณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 11.7 ของผลผลิตรวมทางอุตสาหกรรมของกุ้ยโจว และถือเป็นฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ โดยเป็นที่ตั้งของโรงงานคัดแยกอะลูมิเนียมด้วยไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในจีน รวมทั้งฐานการผลิตปุ๋ยฟอสเฟตที่ใหญ่ที่สุด และฐานการผลิตวัสดุสำหรับขัดและเพชรเทียมที่ใหญ่ที่สุดด้วย นอกจากนี้ ยังมีบริษัท Xiyang Fireproof Materials จากมณฑลเหลียวหนิงได้เข้ามาลงทุนจัดตั้งบริษัทผลิตปุ๋ยที่กุ้ยโจว ด้วยกำลังการผลิตปุ๋ยชนิดต่างๆ 1 ล้านตันต่อปี เป็นต้น
 
       (3)  อุตสาหกรรมการแปรรูปใบยาสูบ
 
           เนื่องจากมีแหล่งทรัพยากรใบยาสูบอยู่มาก กุ้ยโจวจึงสามารถผลิตใบยาสูบได้มากเป็นอันดับ 2 ของจีน รองจากมณฑลหยุนหนาน คิดเป็นมูลค่าการผลิตในอุตสาหกรรมการแปรรูปใบยาสูบร้อยละ 9.9 ของผลผลิตรวมทางอุตสาหกรรมของกุ้ยโจว อย่างไรก็ดี แม้กุ้ยโจวจะสามารถผลิตใบยาสูบได้มากเป็นอันดับ 2 ของจีน แต่ศักยภาพในการแปรรูปใบยาสูบยังต่ำอยู่มาก ตัวอย่างเช่น บุหรี่ ซึ่งมีปริมาณการผลิตอยู่ในอันดับ 7 เท่านั้น ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากปัญหาการผลิตบุหรี่อย่างผิดมณฑลที่มีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยสูงที่สุดในจีน และมีแม่น้ำอูเจียง ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาสายใหญ่ที่สุดทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำฉางเจียง
 
           สถานีไฟฟ้าในกุ้ยโจวส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนแม่น้ำอูเจียง ที่สำคัญ ได้แก่
 
         - สถานีผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอิ๋นจื่อตู้ (Yinzidu) ซึ่งเป็น 1 ในจำนวนสถานีผลิตไฟฟ้า 11 แห่งบนแม่น้ำอูเจียง และถือเป็นส่วนหนึ่งในโครงการขนส่งพลังงานไฟฟ้าจากภาคตะวันตกสู่ภาคตะวันออก ด้วยกำลังการผลิตรวม 360 เมกะวัตต์
          - สถานีผลิตไฟฟ้าพลังน้ำโก้วผีทัน (Goupitan) เป็นสถานีผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในกุ้ยโจว ด้วยกำลังการผลิตขนาด 3,000 เมกะวัตต์ โดยบริษัท Wujiang Water Electricity Development ของกุ้ยโจว เป็นต้น
 
          กุ้ยโจวยังมีบทบาทสำคัญร่วมกับมณฑลซื่อชวนและหยุนหนานในโครงข่ายพลังงานในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และร่วมมือกับมณฑลหยุนหนาน หูเป่ย กว่างซี และฉงชิ่งในโครงการส่งพลังงานไฟฟ้าไปยังจีนตอนใต้จำนวน 16 โครงการ รวมมูลค่าการลงทุน 81.5 พันล้านหยวนภายในปี 2015 โดยได้มีการติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าขนาด 13,000 เมกะวัตต์เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ กุ้ยโจวยังเป็นส่วนสำคัญในแผนการกระตุ้นปริมาณขนส่งไฟฟ้าจากมณฑลในภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่มีทรัพยากรพลังงานอุดมสมบูรณ์ไปยังมณฑลฝั่งตะวันออกซึ่งกำลังประสบปัญหาขาดแคลนพลังงาน โดยมีการวางสายส่งไฟฟ้าระหว่างกุ้ยโจวและกว่างตง รวมระยะทาง 882 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเพิ่มการผลิตพลังงานไฟฟ้าและส่งไปยังกว่างตงได้เป็น 10,000 เมกะวัตต์
 
      (4) อุตสาหกรรมเหมืองแร่
 
           อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่สำคัญของกุ้ยโจว คือ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ เนื่องจากกุ้ยโจวมีแหล่งทรัพยากรสินแร่ต่างๆ มากกว่า 110 ชนิด โดยมีถึง 13 ชนิดที่มีปริมาณสำรองมากเป็นอันดับต้นๆ ของจีน เช่น แร่ฟอสฟอรัส บ็อกไซต์ และถ่านหิน เป็นต้น ทั้งนี้ กุ้ยโจวมีมูลค่าการผลิตในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ คิดเป็นร้อยละ 5.8 ของผลผลิตรวมทางอุตสาหกรรมของกุ้ยโจว
           โดยเฉพาะการทำเหมืองถ่านหิน ซึ่งกุ้ยโจวมีแหล่งสำรองถ่านหินมากที่สุดในจีนตอนใต้และมากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ โดยมีมากถึง 241 พันล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 15 ของทั้งประเทศ ในแต่ละปีสามารถผลิตถ่านหินได้มากถึง 110 ล้านตัน   โดยเฉพาะที่ผานหนาน (Pannan) และโหลวเซี่ย (Louxia) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกุ้ยโจวซึ่งเป็นที่ขุดพบถ่านหินแห่งใหม่และคาดว่าน่าจะมีปริมาณถ่านหินมาก มีบริษัทผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนอยู่มาก ที่สำคัญ เช่น บริษัท Yanzhou Coal Mine ซึ่งเป็นผู้ผลิตถ่านหินชั้นนำของจีนเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหิน 6 แห่งในกุ้ยโจว สามารถผลิตถ่านหินได้ 16.60 ล้านตันต่อปี และยังร่วมพัฒนาโครงการจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังถ่านหินอีก 3 แห่ง พร้อมติดตั้งเครื่องเผาไหม้ถ่านหินขนาด 300 เมกะวัตต์ จำนวน 4 เครื่องที่โรงงานดังกล่าว เป็นต้น
 
          กุ้ยโจวยังมีแหล่งสำรองก๊าซถ่านหินมากถึง 3,150 พันล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 2 ของจีน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองลิ่วผานสุ่ย (Liupanshui) จื้อหนาน (Zhinan) และเฉียนเป่ย (Qianbei) และมีปริมาณก๊าซมีเทนอยู่เป็นจำนวนมาก มีบริษัทผู้ผลิตที่สำคัญ เช่น บริษัท Guiyang Liquefied Gas Company ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมหานครเทียนจินและสหรัฐอเมริกา เข้ามาลงทุนจัดตั้งสถานีจัดเก็บก๊าซ ซึ่งสามารถป้อนไปตามครัวเรือนต่างๆ ได้ถึง 1.60 ล้านครัวเรือน อีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท Panjiang Coal and Power Group ซึ่งเป็นบริษัทท้องถิ่นของกุ้ยโจวและเป็นผู้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ได้ร่วมมือกับบริษัท Far East Energy ของสหรัฐอเมริกา ในการทำการสำรวจแหล่งสำรองก๊าซถ่านหินที่เมืองผานเจียงจนถึงปี 2022 โดยบริษัท Far East Energy จะเป็นผู้ลงทุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดปัญหาเหมืองระเบิดที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากมาตรการรักษาความปลอดภัยในปัจจุบันยังหละหลวมมาก
 
          อย่างไรก็ดี กุ้ยโจวยังขาดแคลนระบบโครงสร้างพื้นฐาน การขนย้ายทรัพยากรเหล่านี้จึงมีค่าใช้จ่ายสูง ปัจจุบัน จึงได้มีการดำเนินการปรับปรุงเส้นทางขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งภายหลังการพัฒนาปรับปรุง ก็จะทำให้กุ้ยโจวกลายเป็นแหล่งทรัพยากรถ่านหินสำคัญสำหรับมณฑลอื่นๆ อย่างมณฑลกว่างตง กว่างซี และฝูเจี้ยนด้วย เนื่องจากในปัจจุบันมณฑลตอนใต้เหล่านี้ไม่มีแหล่งสำรองถ่านหินของตัวเองจึงต้องพึ่งพิงถ่านหินที่ขนส่งมาจากทางตอนเหนือ
 
          นอกเหนือจากเหมืองถ่านหินแล้ว กุ้ยโจวยังเป็นผู้ผลิตแร่บ็อกไซต์รายใหญ่ของจีน ด้วยกำลังการผลิตกว่า 200 ล้านตัน มีบริษัทผู้ผลิตที่สำคัญ เช่น บริษัท Guizhou Aluminum ซึ่งเป็นผู้ผลิตอะลูมิเนียมชั้นนำของจีน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสัดส่วนการผลิตได้ลดลงเนื่องจากกระแสกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาการขนส่งที่ค่อนข้างแออัด และบริษัท Guizhou Zunlong Ferrous Alloy ถือเป็นบริษัทภายในประเทศแห่งแรกที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือกันของรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่างบริษัท Zunyi Ferro-Alloy Works ซึ่งเป็นโรงงานผลิตโลหะผสมเหล็กขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน และบริษัท Guizhou Longteng Ferrous Alloy ด้วยกำลังการผลิตโลหะผสมเหล็กประมาณ 550,000 ตันต่อปี เป็นต้น
           นอกจากนี้ กุ้ยโจวยังมีการทำอุตสาหกรรมเหมืองทองคำ เหมืองทองคำที่สำคัญของกุ้ยโจว ได้แก่ เหมืองทองคำล่านหนีโกว (Lannigou Gold Mine) ตั้งอยู่ในเมืองจินเฝิง (Jinfeng) ห่างจากนครกุ้ยหยางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ระยะทาง 240 กิโลเมตร มีแหล่งทองคำสำรองอยู่ถึง 100 ล้านตัน ถือเป็นเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ปัจจุบันเหมืองดังกล่าวดำเนินกิจการโดยบริษัท Sino Gold ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติผู้ผลิตทองคำเพียงแห่งเดียวในจีน ร่วมกับสำนักงานธรณีวิทยาและแหล่งทรัพยากรแร่ของกุ้ยโจว (Guizhou Mines and Geology Bureau) บริษัท China Gold Group และ Guizhou Gold Co. Ltd. โดยบริษัท Sino Gold ถือหุ้นร้อยละ 82 สามารถผลิตทองคำได้ถึงปีละ 180,000 ออนซ์ นานกว่า 12 ปี มากเป็นอันดับ 2 ของจีน
 
      (5) อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม
  
         กุ้ยโจวมีมูลค่าการผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม คิดเป็นร้อยละ 4.5 ของผลผลิตรวมทางอุตสาหกรรมของกุ้ยโจว ซึ่งถือเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่สำคัญของกุ้ยโจว โดยเฉพาะการผลิตเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ บริษัทผู้ผลิตที่สำคัญของกุ้ยโจว ได้แก่ บริษัท China Guizhou Moutai Distillery (Group) Co., Ltd. ผู้ผลิต “เหล้าเหมาไถ” (Maotai) ซึ่งเป็น 1 ในเหล้าที่มีชื่อ 8 ชนิดของจีน ถือเป็นสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของกุ้ยโจวและสร้างชื่อให้กับจีนด้วย โดยผลิตขึ้นในเมืองเหมาไถ อำเภอเหรินฮ่วย (Renhuai) ทางตอนเหนือของกุ้ยโจว ด้วยกำลังการผลิตในปัจจุบัน 4 พันตันต่อปี และนอกเหนือไปจากเหล้าเหมาไถที่มีชื่อแล้ว สินค้ามีชื่อของบริษัทฯ และเป็นสินค้าสำคัญอีกของกุ้ยโจว คือ เบียร์เอียนไถ (Yantai) เป็นต้น ด้วยกำลังการผลิตรวมกับเหล้าชนิดอื่นๆ ถึง 6 พันตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรวมสูงถึง 10 ล้านเหรียญ สรอ.
 
           นอกเหนือจากอุตสาหกรรมหลักดังกล่าวข้างต้น กุ้ยโจวยังมีความก้าวหน้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีด้วย โดยในช่วงทศวรรษที่ 60 และ 70 บริษัทผลิตอุปกรณ์การทหารที่ทันสมัยหลายบริษัทได้โยกย้ายโรงงานผลิตจากภาคกลางและตะวันออกมาที่กุ้ยโจวแทน และปัจจุบันมีการร่วมมือกับต่างชาติเพื่อพัฒนาการผลิตในเชิงพาณิชย์มากขึ้น มีหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เช่น บริษัท Jiangnan Aviation Industrial Corporation ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยานยนต์หลากหลายประเภท แต่เดิมบริษัทฯ เคยแต่พึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันวัตถุดิบที่ใช้อยู่ประมาณร้อยละ 80 เป็นวัตถุดิบที่ผลิตได้ในท้องที่ เป็นต้น
           ปัจจุบัน กุ้ยโจวมีแผนที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ การแปรรูปใบยาสูบ และอาหารแปรรูปให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก และมีแผนที่จะมุ่งเน้นการปรับปรุงการใช้ประโยชน์จากถ่านหินที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ และการปรับค่าไฟฟ้าให้ลดลงเพื่อเป็นฐานพลังงานสำหรับจีนตอนใต้ รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ กระจก และเครื่องสุขภัณฑ์เคลือบอีกด้วย

    2.3 การค้าภายในมณฑล
 
        2.3.1 การค้าสินค้าอุปโภคบริโภค
  
               ศูนย์กลางผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่นครกุ้ยหยาง คิดเป็นร้อยละ 30 ของการค้าปลีกรวมในกุ้ยโจว รองลงมา ได้แก่ เมืองจุนอี้คิดเป็นร้อยละ 15 ของมูลค่าการค้ารวม
 
        2.3.2 แหล่งค้าปลีกและค้าส่งภายในมณฑล
 
              ระบบการกระจายสินค้าบริโภคในกุ้ยโจวได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าที่สำคัญ ได้แก่ Guizhou Department Store และ Guiyang Department Store เป็นต้น 
               นอกเหนือไปจากศูนย์การค้าโดยทั่วไปแล้ว รูปแบบการค้าอื่นๆ เช่น ร้านค้าแบบเชนสโตร์ และซูเปอร์มาร์เก็ต ก็กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูง โดยมีห้างวอลมาร์ทจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาเปิดกิจการบริการในนครกุ้ยหยางในปี 2004
 
    2.4 โครงสร้างการบริโภคของมณฑล
 
          เช่นเดียวกับมณฑลอื่นๆ ปัจจุบันรูปแบบการใช้จ่ายของผู้บริโภคในกุ้ยโจวได้เปลี่ยนแปลงไป ประชาชนในกุ้ยโจวมีการใช้จ่ายในส่วนของสินค้าอาหารมากเป็นอันดับแรก แต่มีสัดส่วนลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในสินค้าบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางขนส่งและโทรคมนาคม ยาและบริการทางการแพทย์ การศึกษา บันเทิงและวัฒนธรรม และที่พักอาศัยเพิ่มสูงขึ้น
 
     2.5  การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ
 
           2.5.1 มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ
 
                  ปัจจุบัน มีจำนวนวิสาหกิจที่เป็นของนักลงทุนต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนการค้าในกุ้ยโจวทั้งหมด 641 ราย จัดอยู่ในอันดับที่ 27 ของจีน
                  มูลค่าการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิต การผลิตพลังงานและจัดหาไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำประปา และการทำเหมืองแร่ คิดเป็นร้อยละ 82.3 ของมูลค่าการลงทุนที่ใช้จริง ที่เหลือเป็นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ ได้แก่ ภาคบริการสังคมและอสังหาริมทรัพย์ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการสำรวจทางธรณีวิทยา เป็นต้น โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนเติบโตขึ้นสูงสุดในช่วง 2-3 ปีนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีการเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 78.9 นอกจากนี้ ในปี 2004 ยังเป็นครั้งแรกที่บริษัทต่างชาติได้เข้ามาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและจัดหาพลังงานไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา การไปรษณีย์และโทรคมนาคม เช่น บริษัท Veolia Environment ของฝรั่งเศสได้เข้าซื้อสัมปทานสิทธิ์ดำเนินงานด้านการประปาที่เมืองจุนอี้เมื่อเดือนเมษายน 2004 เป็นต้น
                  รูปแบบการลงทุนจากต่างชาติส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการร่วมทุนกับชาวจีน คิดเป็นร้อยละ 66.7 รองลงมา คือ การลงทุนโดยต่างชาติ 100% คิดเป็นร้อยละ 28.3 และการร่วมมือ ร้อยละ 5.1
 
     2.6 การลงทุนของไทย
 
           สำหรับการลงทุนของไทยในกุ้ยโจว มีตัวอย่างรายชื่อบริษัทไทยในกุ้ยโจวปรากฏในกรอบข้อความ


3. ข้อมูลด้านการขนส่งและกระจายสินค้า
 
 
    3.1  การขนส่ง
 
          3.1.1 การขนส่งทางรถไฟ
 
                แม้ว่ากุ้ยโจวจะมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวเทือกเขาตลอดพรมแดน แต่กุ้ยโจวก็มีเส้นทางรถไฟเชื่อมตรงกับมณฑลเพื่อนบ้านทั้ง 5 มณฑล  อันได้แก่  มณฑลหยุนหนาน ซื่อชวน หูหนาน ฉงชิ่ง และกว่างซี ผ่านเส้นทางรถไฟสายหลัก 4 เส้นทาง โดยมีนครกุ้ยหยางเป็นชุมทางหลักของมณฑล ปัจจุบัน กุ้ยโจวมีเส้นทางรถไฟระยะทางรวม 3,010 กิโลเมตร โดยเป็นเส้นทางระบบรางคู่ 553 กิโลเมตร
  
              นอกเหนือจากเส้นทางรถไฟดังกล่าว กุ้ยโจวยังมีเส้นทางรถไฟอื่นๆ เช่น เส้นทางเน่ยคุน (Neikun line) เส้นทางจูหลิว (Zhuliu line) และเส้นทางสุ่ยกั่ว (Shuiguo line) และเส้นทางหยูฮ่วย (Yuhuai line) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเส้นทางสู่ทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน (Southwest Sea Passage) เชื่อมมณฑลข้างเคียงไปยังท่าเรือออกสู่ทะเลภายใต้โครงการพัฒนาตามแผนพัฒนาภาคตะวันตกของรัฐบาลกลาง
 
        3.1.2 การขนส่งทางรถยนต์
  
             กุ้ยโจวมีเส้นทางขนส่งทางรถยนต์ระยะทางรวม 46,128 กิโลเมตร ประกอบด้วยเส้นทางหลวงระดับประเทศ 7 เส้นทาง รวมระยะทาง 3,270 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ในกุ้ยโจวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 82 ของพื้นที่รวม หรือ 26 กิโลเมตรต่อพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร และเป็นทางด่วนระยะทาง 413 กิโลเมตร เส้นทางขนส่งทางรถยนต์ที่สำคัญ เช่น สายซ่างไห่-คุนหมิง-วั่นติง และสายฉงชิ่ง-หนานหนิง ซึ่งเชื่อมกุ้ยโจวไปยังท่าเรือต่างๆ ในซ่างไห่และเป๋ยไห่ในเขตปกครองตนเองกว่างซี และยังมีทางหลวงสายกุ้ยซิน (Guixin) เป็นเส้นทางส่วนสำคัญของเส้นทางสู่ทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ 
            ปัจจุบัน กุ้ยโจวยังได้ลงทุนก่อสร้างเส้นทางหลวงภายในอำเภอหรือในเขตชนบทเพิ่มเติมอีก 3,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาปรับปรุงระบบการขนส่งระหว่างเมืองต่างๆ ในกุ้ยโจวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางที่เป็นเส้นทางขนส่งทรัพยากรและวัตถุดิบ และกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพื่อลดปัญหาความยากจนของชาวกุ้ยโจวด้วย

        3.1.3 การขนส่งทางอากาศ
  
             กุ้ยโจวมีท่าอากาศยานสำคัญ 3 แห่ง โดยเป็นท่าอากาศยานนานาชาติ 1 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติหลงตงเป่าที่นครกุ้ยหยาง (Guiyang Longdongbao Airport) ซึ่งเปิดให้บริการทั้งเส้นทางบินภายในประเทศกว่า 30 เส้นทาง และเส้นทางบินตรงไปยังฮ่องกง ท่าอากาศยานที่สำคัญอีก 2 แห่ง   ได้แก่   ท่าอากาศยานเมืองจุนอี้ (Zunyi Airport)  และท่าอากาศยานต้าซิงเมืองถงเหริน (Tongren Daxing Airport) โดยท่าอากาศยานเมืองถงเหรินกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง
 
       การเดินทางระหว่างกุ้ยโจว-ไทย
 
       ไม่มีเที่ยวบินตรงจากรุงเทพฯ ผู้โดยสารต้องต่อเครื่องที่นครกว่างโจวหรือเฉิงตูหรือเมืองอื่นๆ
 
       กว่างโจว-กุ้ยหยาง ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 15 นาที มีเที่ยวบินวันละ 7 เที่ยวบิน 
       เฉิงตู-กุ้ยหยาง  ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง  มีเที่ยวบินวันละ 7-8 เที่ยว  
 
       3.1.4 การขนส่งทางน้ำ
 
               กุ้ยโจวมีข้อจำกัดด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำ เนื่องจากเป็นมณฑลตอนในและไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่กุ้ยโจวสามารถอาศัยเส้นทางขนส่งทางรถยนต์ผ่านเครือข่ายเส้นทางภายใต้เส้นทางสู่ทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน (Southwest Sea Passage) เชื่อมมณฑลข้างเคียงไปยังท่าเรือออกสู่ทะเลจีนใต้เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้
 

4. ช่องทางการลงทุนสำหรับไทย
 
      4.1 อุตสาหกรรม/โครงการลงทุนที่รัฐบาลส่งเสริม
 
           กุ้ยโจวได้พยายามกระตุ้นนักลงทุนต่างชาติให้หันมาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ การท่องเที่ยว และกลุ่มอุตสาหกรรมเบา เช่น สิ่งทอ การแปรรูปอาหาร เวชภัณฑ์ และสินค้าเพื่อสุขภาพ เป็นต้น พร้อมทั้งยังร่วมมือกับนักลงทุนต่างชาติในการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมให้ทันสมัย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การปรับปรุงอุตสาหกรรมดั้งเดิมภายในท้องถิ่น และการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
           อุตสาหกรรมที่ส่งเสริมมีด้วยกัน 13 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมข้าว การสร้างถนน ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ สมุนไพรที่ใช้ผลิตยาจีน และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยปราศจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการผลิต รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกี่ยวกับการนำเข้า และภาษีอื่นๆ ด้วย
 
     4.2  กฎหมาย นโยบาย และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจต่างชาติของกุ้ยโจว
 

          4.2.1 นิคมพัฒนาพิเศษของกุ้ยโจว
 
          กุ้ยโจวมีนิคมพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระดับประเทศ และนิคมพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระดับมณฑล ที่สำคัญ เช่น
 
          1) นิคมพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีกุ้ยหยาง (Guiyang Economic and Technological Development Zone) จัดตั้งขึ้นในปี 1993 และกำลังดำเนินแผนการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม 2 เขตใกล้กับนครกุ้ยหยางและเมืองจุนอี้ ซึ่งเป็นเมืองที่เจริญที่สุดของกุ้ยโจว โดยมีโรงงานผลิตอุปกรณ์การทหารเดิมหลายแห่งตั้งอยู่ที่นี่ด้วย ปัจจุบัน มีบริษัทเข้ามาลงทุนในนิคมฯ รวม 800 ราย แต่เป็นบริษัทต่างชาติเพียง 15 ราย
          2) นิคมพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกุ้ยหยาง (Guiyang Hi-tech Industrial Development Zone) เป็นนิคมพัฒนาฯ ระดับประเทศเพียงแห่งเดียวในกุ้ยโจว มุ่งเน้นการพัฒนาด้านวิศวกรรมและเครื่องจักรผลิตไฟฟ้า เทคโนโลยีสารสนเทศและไมโครอิเล็กทรอนิกส์ สารเคมีบริสุทธิ์ วิศวกรรมชีวภาพ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบยานยนต์ ปัจจุบัน มีบริษัทต่างๆ ในนิคมฯ กว่า 60 ราย รวมเงินลงทุนจากต่างชาติกว่า 5 ล้านเหรียญ สรอ.
 
          นอกเหนือจากนิคมพัฒนาดังกล่าวแล้ว กุ้ยโจวยังมีนิคมพัฒนาอื่นๆ อีก ได้แก่
 
          - นิคมพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีจุนอี้ (Zunyi Economic and Technological Development Zone) เน้นอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ เครื่องจักรกล และไฟฟ้า
 
         4.2.2 นโยบายกระตุ้นการลงทุนของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น
 
        - ตามแผนการพัฒนาภาคกลางและภาคตะวันตกของจีน รัฐบาลกลางได้ให้สิทธิทางภาษีแก่บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในจีน โดยบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในภาคกลางและภาคตะวันตกจะได้รับการเรียกเก็บอัตราภาษีพิเศษร้อยละ 15 ของสิทธิพิเศษทางภาษีที่มีอยู่เดิมเป็นเวลาอีก 3 ปีเมื่อสิทธิภาษีเดิมสิ้นสุดลง นอกจากนี้ หากบริษัทฯ สามารถส่งออกสินค้าได้เกินร้อยละ 70 ของผลิตผลรวมที่ผลิตได้ต่อปี ก็จะได้รับการลดการจัดเก็บภาษีลงเหลือร้อยละ 10 อีกด้วย
         - นอกจากนี้ กุ้ยโจวยังได้เริ่มดำเนินการเพื่อลดความยุ่งยากในขั้นตอนการลงทุน โดยในปี 2001 รัฐบาลนครกุ้ยหยางได้ยกเลิกขั้นตอนในการดำเนินกระบวนการอนุมัติและออกใบอนุญาตต่างๆ ออก 13 ขั้นตอน ดังนั้น โครงการต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การบริหารปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันและไม่มีการลงทุนของรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงอาศัยแค่เพียงความเห็นชอบของรัฐบาลในระดับเมืองเท่านั้น
         - แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลจะได้มอบสิทธิพิเศษในการดำเนินธุรกิจต่างๆ แต่บางครั้งหลายบริษัทก็ยังไม่ต้องการที่จะเข้ามาลงทุน ทั้งนี้ แม้ว่ากุ้ยโจวจะมีแรงงานต้นทุนต่ำ แต่แรงงานส่วนใหญ่ขาดทักษะ แรงงานในหลายสาขาอาชีพที่ต้องอาศัยทักษะในการทำงานส่วนมากมีการศึกษาต่ำและขาดความรู้ความชำนาญทางเทคโนโลยี ส่วนพวกที่มีความรู้ความสามารถต่างก็อพยพกันไปทำงานในพื้นที่ที่เจริญกว่า
         - นิคมพัฒนาและใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอันซุ่น (Anshun Economic and Technological Exploitation and Development Zone) เป็นแหล่งชมทิวทัศน์ที่สวยงามของประเทศและมีอัตราการพัฒนาอุตสาหกรรมเบาและอุตสาหกรรมเครื่องจักรที่รวดเร็ว
         - นิคมพัฒนาทางเศรษฐกิจถงเจียง (Tongjiang Economic Development Zone) เน้นอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร
         - นิคมพัฒนาทางเศรษฐกิจไป่หยุน (Baiyun Economic Development Zone) เป็นฐานอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมที่ใหญ่ที่สุดของกุ้ยโจว
         - นิคมพัฒนาทางเศรษฐกิจหงกั่ว (Hongguo Economic Development Zone) เป็นนิคมที่มีการผลิตถ่านหินได้มากในจีนตอนใต้
         - นิคมใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจติงเซี่ยว (Dingxiao Economic Exploitation Zone) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยมีการขุดพบฟอสซิลที่นี่ด้วย
 

5. อุปนิสัยการทำธุรกิจของชาวกุ้ยโจว
  
       1. “มณฑลยากจน แต่คนใช้ชีวิตสุขสบาย”
    
        กุ้ยโจวเป็นหนึ่งในมณฑลที่ยากจนที่สุดของจีน ภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาและป่าไม้ ลักษณะเมืองโดยทั่วไปจึงมีลักษณะคล้ายสวนสาธารณะ ถึงแม้ผู้คนจะยากจน แต่ก็ใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย ไม่รีบเร่ง และแสวงหาความสุขได้ทุกโอกาส ถึงแม้ชาวกุ้ยโจวจะรู้ว่าตนยากจน แต่ก็ไม่วิตกทุกข์ร้อนใดๆ ชาวกุ้ยโจวมีลักษณะประเภทไม่สู้งาน ดังภาษิตที่ว่า “ไพ่นกกระจอกอยู่ในมือ ของกินเล่นอยู่ในปาก เพื่อนกินเพื่อนเมาไม่เคยขาด” ซึ่งมีลักษณะเหมือนชาวซื่อชวน
 
         2. “กินหมดใช้หมด สุขภาพแข็งแรง”  
 
            วิถีชีวิตของชาวกุ้ยโจว โดยเฉพาะชาวกุ้ยหยาง มีลักษณะคล้ายกับคนฮ่องกง ชาวกุ้ยหยาง ถือหลักการ “กินหมดใช้หมด สุขภาพแข็งแรง” กล่าวคือ ต้องกินของดีที่สุด ต้องสวมเสื้อผ้าดีที่สุด จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นคนขี้เกียจ เอาแต่กิน เอาแต่แต่งตัว เสื้อผ้าแฟชั่นส่วนใหญ่นำเข้าจากฮ่องกงหรือกว่างโจว กุ้ยโจวจึงได้ชื่อว่าเป็นมณฑลที่ล้าหลังและรายได้ต่ำ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเมืองแฟชั่นของจีน
 
         3. ชาวกุ้ยหยางรักการบริโภค  
 
            แม้ชาวกุ้ยโจวจะมีความเป็นอยู่ค่อนข้างล้าหลังและยังไม่เจริญนัก แต่ด้านอาหารการกินของเมืองกุ้ยหยางค่อนข้างเป็นไปอย่างคึกคัก อาหารซื่อชวนนับเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของจีน คนซื่อชวนรักการบริโภคและรู้จักสรรหาอาหารรสดีจนได้ชื่อว่าเป็น “นักชิม” ของจีน ในขณะที่ชาวกุ้ยหยางก็ไม่น้อยหน้าคนซื่อชวน ซึ่งอาหารกุ้ยหยางมีมากมายถึง 250 กว่าชนิด
 
           ในช่วงค่ำ ถนนสายหลักของกุ้ยหยางจะเต็มไปด้วยแผงขายอาหารมากมาย รวมถึงผู้คนที่เข้ามาเลือกซื้ออาหารกันอย่างคึกคัก แต่ถึงแม้กุ้ยโจวจะเป็นมณฑลที่ยากจน ราคาอาหารกลับแพงไม่แพ้ราคาอาหารในเป่ยจิงหรือซ่างไห่เลยทีเดียว   ตัวอย่างเช่น   เมื่อร้าน Pizza   เริ่มเปิดให้บริการที่กุ้ยหยาง หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าร้านอาหารราคาแพงเช่น Pizza จะสามารถขายได้อย่างไร แต่หลังจากที่ผู้จัดการร้านได้ทำการประเมินอุปนิสัยของชาวกุ้ยหยางแล้ว ก็มั่นใจว่าสามารถขายได้ โดยในวันเปิดร้านวันแรกมีลูกค้าเข้าคิวรอตลอดทั้งวัน และมีลูกค้ามากถึง 3,000 กว่าราย
            การที่ชาวกุ้ยโจวสามารถใช้จ่ายได้อย่างสบาย แม้จะเป็นมณฑลที่ยากจน มีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ
            ประการแรก คือ ความเคยชิน เนื่องจากกุ้ยโจวไม่ติดทะเล อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครอง ลักษณะเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ชาวกุ้ยโจวไม่คาดหวังว่าจะร่ำรวย ขอเพียงให้ท้องอิ่ม
            ประการที่สอง แม้กุ้ยโจวจะยากจน แต่ระดับรายได้ของผู้คนในตัวเมืองกุ้ยหยางอยู่ในระดับพอใช้ได้ ในปี 2004 กุ้ยหยางมีมูลค่า GDP เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ระดับ 12,683 หยวน กลุ่มคนหนุ่มสาวที่ทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือประกอบธุรกิจส่วนตัวมีรายได้ค่อนข้างดี เฉลี่ยประมาณ 40,000-50,000 บาทต่อเดือน คนกลุ่มนี้จะรู้สึกว่าชีวิตสุขสบาย การทานข้าวนอกบ้านก็เป็นเรื่องธรรมดา
 
        4. รักถิ่นเกิด
 
           กุ้ยโจวมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก คิดเป็นร้อยละ 37 ของประชากรทั้งหมด ชนพื้นเมืองของกุ้ยโจวคือชนกลุ่มน้อย ส่วนชาวฮั่นได้อพยพมาจากทั่วทุกสารทิศของจีนในภายหลัง แต่ทั้งชนกลุ่มน้อยหรือชาวฮั่นที่อาศัยอยู่ในกุ้ยโจวมักไม่เดินทางไปที่ไหน ไม่ว่าจะเพื่อการท่องเที่ยว การค้า หรือออกไปหางานทำ ด้วยเหตุนี้ จึงมักไม่พบว่า ชาวกุ้ยโจวเป็นนักธุรกิจรายใหญ่ ชาวกุ้ยโจวโดยมากเป็นเจ้าพ่อคุมของป่า เช่น สัตว์ป่าหรือสมุนไพร และขายให้แก่คนที่มาติดต่อขอซื้อ จากนั้นก็นำเงินที่ได้มาไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั่นเอง
 

6. ข้อมูล-รายชื่อหน่วยงานที่ผู้ประการไทยพึงรู้
 
         เว็บไซต์สำคัญ
 
         Guizhou Investment Promotion Information Network  www.investgz.gov.cn
         Guizhou Government                                           www.gzgov.gov.cn
 
 
 
  [ หน้าที่ 1 ]  
   
   
 

Copy Right © 2009 www.chineselawclinic.moc.go.th All Rights Reserved
เจ้าของลิขสิทธ์:สำนักงานยุทธศาสตร์การพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์
บริษัท ที่ปรึกษากฎหมายฟาร์อีสต์ จำกัด ,บริษัท โซซิโอ-เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัด