ข้อมูล
  รู้ก่อนไปจีน
  ข้อมูลทั่วไป
  ยุทธศาสตร์
  กฎหมายทั่วไป
  กฎหมายการค้า
  กฎหมายการลงทุน
  กฎหมายเฉพาะ
  ข้อตกลงไทย-จีน
  การจัดตั้งบริษัท
  ทรัพย์สินทางปัญญา
  การขอฉลากสินค้า
  การตรวจสินค้านำเข้า
  ภาษีธุรกิจต่างชาติ
  บริษัทนำเข้า-ส่งออก
  ระบบการชำระเงินการค้าระหว่างประเทศ
  เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  ระบบระงับข้อพิพาทและฟ้องคดี
  อาเซียน - จีน
  กฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติ
  กฎระเบียบบริหาร
  คำพิพากษาศาลประชาชนสูงสุด
  กฎระเบียบท้องถิ่น
USER ID :
PASSWORD :
     
     
 
 
 

 
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับข้อมูลจีนใน Chinese Law Clinic





 
Untitled Document
.....ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ศูนย์ความรู้เพื่อการค้าและการลงทุนกับจีน....
ถาม - ตอบปัญหากฎหมายการค้าการลงทุนในจีน โดย นายวิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์
 
กฎหมายทั่วไป >> กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
     
 
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
 
                 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมายถึง กระบวนการวิธีพิจารณาความของศาลประชาชน สำนักอัยการประชาชน และหน่วยงานความมั่นคงสาธารณะ (กระทรวงตำรวจ)  ที่อาศัยตัวบทกฎหมายในการพิจารณาว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยได้กระทำความผิดตามกฎหมายและจะต้องรับโทษตามกฎหมายหรือไม่อย่างไร
 
       (1) แหล่งที่มาของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
 
            (ก) รัฐธรรมนูญ เฉพาะบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา
            (ข) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งประกาศบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1980 และฉบับปรับปรุงแก้ไขใหม่ วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1996
            (ค) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีพิจารณาความอาญา เช่น กฎหมายอาญา  กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรศาลประชาชน (ธรรมนูญศาลยุติธรรม)  กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสำนักอัยการประชาชน  กฎหมายอื่นใดที่มีบทบัญญัติในลักษณะเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา
            (ง) คำวินิจฉัยตีความข้อกฎหมายทางด้านยุติธรรม ตาม “ข้อกำหนดว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของคณะกรรมาธิการกฎหมาย  กรรมาธิการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงความมั่นคงของประเทศ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (ตำรวจ)  สำนักงานอัยการประชาชนสูงสุด และศาลประชาชนสูงสุด” (ต่อไปเรียกว่า ข้อกำหนดการบังคับใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) ซึ่งประกาศบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1998  แต่คำวินิจฉัยตีความข้อกฎหมายตามข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ บทบัญญัติในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
            (จ) สนธิสัญญาระหว่างประเทศที่จีนเป็นสมาชิก ข้อกำหนดเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาที่ปรากฏในสนธิสัญญาหากขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาภายในประเทศของจีน ให้บังคับตามข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาในสนธิสัญญา เว้นแต่กรณีที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีบทสงวนสิทธิไว้
 
       (2) หลักการพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
 
            (ก) หลักการว่าด้วยการแบ่งแยกองค์กรในการใช้อำนาจ
 
                - การดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาในชั้นสืบสวน สอบสวน จับกุม ควบคุม และไต่สวน ให้หน่วยงานความมั่นคงสาธารณะ (กระทรวงตำรวจ) เป็นผู้รับผิดชอบ
                - การดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาในชั้นสอบสวน ออกหมายจับกุม ให้สำนักงานอัยการประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบ การฟ้องร้องคดียังศาลให้สำนักงานอัยการประชาชนสูงสุดเป็นผู้ฟ้องร้อง
                - การพิจารณาพิพากษาคดีให้ศาลประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบ
               เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น องค์กร คณะบุคคล หรือบุคคลใด ย่อมไม่มีสิทธิหรืออำนาจใดๆ ที่จะก้าวก่ายอำนาจการพิจารณาคดีความอาญาของหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดไว้
 
            (ข) หลักการว่าด้วยความเป็นอิสระของการสอบสวนและการพิจารณาพิพากษาคดี เป็นหลักการที่กฎหมายให้ความคุ้มครองความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรมและคุ้มครองความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 126 ถึง มาตรา 131 บัญญัติไว้ว่า การใช้อำนาจในทางยุติธรรมของสำนักอัยการประชาชนสูงสุดหรือศาลประชาชนต้องเป็นอิสระ จะไม่ถูกแทรกแซงโดยองค์กร หน่วยงาน คณะบุคคล หรือบุคคลใดเป็นอันขาด
            (ค) หลักการอาศัยมวลชนเป็นพื้นฐาน
            (ง) หลักการว่าด้วยการพิจารณาความตามข้อเท็จจริงและบนมาตรฐานของกฎหมาย
            (จ) หลักการว่าด้วยทุกคนมีความเสมอภาคภายใต้กฎหมายเดียวกัน
            (ฉ) หลักการว่าด้วยระบบการแบ่งความรับผิดชอบ แต่สนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นเอกภาพ
            (ช) หลักการว่าด้วยสำนักงานอัยการประชาชนเป็นผู้กำกับวิธีปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
            (ซ) หลักการว่าด้วยชนกลุ่มน้อยย่อมมีสิทธิที่จะใช้ภาษาถิ่นและอักษรถิ่นของตนเองในกระบวนวิธีพิจารณาความอาญา
            (ฌ) หลักการว่าด้วยการพิจารณาคดีความอย่างเปิดเผยและหลักการว่าด้วยคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด
            (ญ) หลักการว่าด้วยบุคคลไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษ ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุคคลผู้กระทำความผิดและต้องรับโทษ บุคคลผู้นั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์
            (ฏ) หลักการว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของคู่กรณีในระหว่างการพิจารณาคดีความอาญา กล่าวคือ บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ (18 ปี) เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยจะต้องมีทนายความอยู่ด้วยในขณะที่มีการสอบปากคำหรือสืบพยาน  นอกจากนี้ คู่กรณีทั่วไปยังมีสิทธิที่จะฟ้องร้องเจ้าพนักงานที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการสืบสวน สอบสวน พิจารณาคดีอันเป็นการละเมิดสิทธิของตนได้
            (ฎ) หลักการว่าด้วยการไม่พิจารณาโทษในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าการกระทำดังกล่าวไม่มีโทษ หรือได้รับยกเว้นโทษ หรือได้รับการนิรโทษกรรม
            (ฐ) หลักการว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เหมาะสมกับชาวต่างชาติ ชาวต่างชาติที่กระทำความผิดกฎหมายมีโทษทางอาญา จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของจีน เว้นแต่จะได้รับเอกสิทธิทางการทูต การเรียกร้องให้รับผิดชอบทางอาญาจะต้องกระทำโดยวิธีทางการทูต
            (ฑ) หลักการว่าด้วยการช่วยเหลือระหว่างประเทศในด้านกระบวนการยุติธรรม ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือระหว่างกันในด้านกระบวนยุติธรรมบนพื้นฐานที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันและบนพื้นฐานที่เสมอภาค
 
      (3) คู่กรณีในกระบวนวิธีพิจารณาความอาญา
 
             (ก) คู่ความในคดีโดยตรง
                   หมายถึง บุคคลที่จะถูกผลของการพิจารณาความอาญากระทบกระทั่งถึงสิทธิของตนเองโดยตรง เช่น ผู้เสียหาย ผู้ฟ้องร้องคดี (โจทก์) ผู้ต้องหา จำเลย รวมถึง โจทก์และจำเลยในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
                 - ผู้เสียหาย หมายถึง ผู้ที่สิทธิของตนซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายถูกละเมิดโดยการกระทำผิดกฎหมายอาญาของบุคคลอื่น
                 - โจทก์ หมายถึง ผู้เสียหายที่นำคดีขึ้นฟ้องร้องเองและรวมถึงญาติผู้รับมรดกความและผู้แทนตามกฎหมาย
                 - ผู้ต้องหา หมายถึง บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามกฎหมายอาญาในชั้นสืบสวน สอบสวน  ในกรณีที่กระทำความผิดอาญาแผ่นดิน ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะแต่งตั้งทนายความเข้าว่าต่างแก้ต่างได้  ในกรณีที่เป็นความผิดอาญาต่อส่วนตัว  เมื่อถูกฟ้องต่อศาลผู้ต้องหาจะตกอยู่ในสถานภาพเป็นจำเลยในคดี ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะแต่งตั้งทนายความเข้าว่าต่างแก้ต่างได้ บุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาแผ่นดินหรือตกเป็นจำเลยในคดีอาญาส่วนตัวย่อมมีสิทธิที่จะขอประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดีได้
                 - จำเลย หมายถึง ผู้ต้องหาที่ถูกสำนักงานอัยการประชาชนฟ้องร้องในความผิดอาญาแผ่นดิน หรือบุคคลที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลประชาชนในคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว
                 - โจทก์หรือจำเลยในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายถึง บุคคลที่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งหรือบุคคลที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งอันเนื่องมาจากมีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ผู้เสียหายทางคดีอาญาที่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งในการกระทำความผิดอาญาดังกล่าว สามารถฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาได้โดยมิต้องแยกฟ้องคดีแพ่งต่างหากจากคดีอาญา
 
           (ข) คู่กรณีที่เกี่ยวข้องกับคดี หรือ ทนายความ
                 หมายถึง บิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้อนุบาล และผู้พิทักษ์ หรือผู้แทนของนิติบุคคลหรือองค์กร  รวมทั้งทนายความที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าต่างแก้ต่างคดี
 
      (4) เขตอำนาจศาล
 
           (ก) เขตอำนาจตามความรับผิดชอบ
                - หน่วยงานความมั่นคงสาธารณะ (กระทรวงตำรวจ) มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนการกระทำความผิดที่มีโทษทางอาญา เว้นแต่จะมีกฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
                - สำนักงานอัยการประชาชน มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับการรับสินบน การใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
                - ศาลประชาชน มีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีที่ผู้เสียหายนำคดีขึ้นฟ้องร้องเอง
 
           (ข) เขตอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดี
 
               - เขตอำนาจตามลำดับชั้น
 
                   Ÿ ศาลประชาชนชั้นต้น มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีการกระทำความผิดอาญาทั่วไป
                   Ÿ ศาลประชาชนชั้นกลาง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีการกระทำความผิดฐานกบฏ  ความผิดที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิต  และความผิดที่กระทำโดยชาวต่างชาติ
                   Ÿ ศาลประชาชนชั้นสูง มีอำนาจพิจารณาคดีพิพากษาคดีที่ศาลประชาชนชั้นกลางทำความเห็นว่าเป็นคดีอาญาที่ร้ายแรงหรือสะเทือนขวัญ หรือเป็นคดีอาญาที่คาบเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลหลายเขต ขอให้ศาลประชาชนชั้นสูงพิจารณา หรือในกรณีที่ศาลประชาชนชั้นสูงมีความเห็นว่า คดีใดๆ ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลประชาชนชั้นกลางแต่ควรนำเข้าสู่การพิจารณาคดีพิพากษาของศาลประชาชาชั้นสูง
 
              - เขตอำนาจตามพื้นที่
 
                   Ÿ การกระทำความผิดเกิดขึ้น ณ ท้องที่ใด ศาลที่มีอำนาจในเขตท้องที่นั้นจะเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี  แต่ถ้าหากว่าการพิจารณาคดีในเขตพื้นที่ภูมิลำเนาของจำเลยจะเป็นประโยชน์และสะดวกต่อการพิจารณาคดี คู่กรณีอาจร้องขอให้ศาลในเขตท้องที่ตามภูมิลำเนาของจำเลยเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีก็ได้
                   Ÿ การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในหลายท้องที่ ให้ศาลในเขตท้องที่ที่รับคดีเป็นครั้งแรกเป็นผู้ทำการพิจารณาพิพากษา  ในกรณีที่จำเป็น อาจส่งสำนวนคดีไปยังศาลที่มีเขตอำนาจในท้องที่ที่เกิดการกระทำความผิดที่มีโทษฉกรรจ์ทำการพิจารณาพิพากษาคดีก็ได้
 
              - เขตอำนาจเฉพาะด้าน
 
                   Ÿ การกระทำความผิดของทหารตามกฎหมายอาญาทหาร  ให้พิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลทหาร
                   Ÿ การกระความผิดอาญาที่เกี่ยวกับการขนส่งทางรถไฟ  ให้ขึ้นศาลพิเศษคดีขนส่งทางรถไฟ
                   Ÿ การกระทำความผิดอาญาอื่นใดที่มีกฎหมายกำหนดเขตอำนาจศาลไว้เป็นการเฉพาะ  ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
 
       (5) พยานหลักฐาน
 
            (ก) การรวบรวมพยานหลักฐาน
 
                 - การรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสืบสวน สอบสวน จะต้องไม่เป็นการได้มาโดยการบังคับ ขู่เข็ญ ข่มขู่ หลอกลวง หรือจูงใจ หรือด้วยวิธีอื่นใดที่เป็นการผิดกฎหมาย
 
            (ข) การรับฟังพยานหลักฐาน
 
                 - การรับฟังพยานหลักฐานจะต้องรับฟังเฉพาะพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น พยานหลักฐานที่ได้มาด้วยวิธีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะใช้อ้างอิงเพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้
                 - การรับฟังเฉพาะคำรับสารภาพของจำเลยโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ย่อมไม่อาจใช้คำรับสารภาพของจำเลยมากำหนดความผิดและโทษได้ แต่ หากมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิด แม้จะไม่มีคำให้การหรือคำรับสารภาพของจำเลย ก็สามารถรับฟังพยานหลักฐานเพื่อกำหนดความผิดทางอาญาและโทษได้
 
            (ค) การให้ความคุ้มครองพยาน
 
                 - สำนักงานอัยการประชาชนและศาลประชาชน และหน่วยงานความมั่นคงของสาธารณะ (กระทรวงตำรวจ) มีหน้าที่ให้หลักประกันและความปลอดภัยแก่พยานรวมทั้งญาติพี่น้องของพยานด้วย
 
      (6) การออกหมายจับ การควบคุมตัว การจับกุม การประกันตัวและการกักบริเวณ
 
            (ก) การออกหมายจับ หมายถึง กรณีที่ไม่สามารถออกหมายเรียกได้ หรือกรณีผู้ต้องหาได้รับหมายเรียกแล้วไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุอันควรที่จะอ้างตามกฎหมายได้ หรือในกรณีจำเป็นตามลักษณะแห่งคดีที่จะต้องออกหมายจับ ผู้ที่เกี่ยวข้องขอให้ออกหมายจับได้ การจับกุมตัวจะต้องมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 2 คนขึ้นไปอยู่ร่วมกันในขณะทำการจับกุมและต้องแสดงหมายจับทุกครั้งที่ทำการจับกุม เมื่อจับกุมตัวได้แล้วจะต้องทำการสอบปากคำให้เสร็จสิ้นภายใน 12 ชั่วโมง 
           (ข) การควบคุมตัว หมายถึง หน่วยงานความมั่นคงของสาธารณะ (กระทรวงตำรวจ) ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาที่กระทำความผิดซึ่งหน้าหรือผู้ต้องหาที่กระทำความผิดทางอาญาที่มีโทษร้ายแรง
 
                 - พฤติกรรมของบุคคลที่อาจถูกควบคุมตัว
                    Ÿ เมื่อพบว่ามีการเตรียมการเพื่อกระทำความผิด หรือในขณะกระทำความผิด หรือเกิดการกระทำความผิดเพิ่งจะสำเร็จ
                    Ÿ เมื่อมีผู้เสียหายหรือประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะมากรกระทำความผิดชี้ตัวผู้กระทำความผิด
                    Ÿ เมื่อพบพยานหลักฐานการกระทำความผิดภายในตัวหรือภายในที่พักของผู้ต้องหา
                    Ÿ เมื่อผู้ต้องขังพยายามฆ่าตัวตายหรือพยายามหลบหนี
                    Ÿ เมื่อผู้ที่ร่วมกระทำความผิดกำลังปลอมแปลงพยานหลักฐานหรือทำลายพยานหลักฐาน
                    Ÿ เมื่อบุคคลที่ถูกสงสัยว่ากระทำผิดไม่ยอมแจ้งชื่อ สกุล และที่อยู่ที่เป็นจริง
                    Ÿ เมื่อพบว่าผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่เคยกระทำความผิดซ้ำซากหรือเป็นบุคคลที่เคยร่วมกระทำความผิดอาญาที่มีเหตุฉกรรจ์หลายครั้ง
 
                - ขั้นตอนการควบคุมตัว
                    Ÿ การควบคุมตัวทุกครั้งจะต้องแสดงหลักฐานการอนุมัติให้ควบคุมตัว เมื่อควบคุมตัวแล้วจะต้องแจ้งให้ญาติผู้ถูกควบคุมทราบโดยเร็ว และทำการสอบปากคำให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง
                    Ÿ หากพบว่ามีเหตุอันไม่ควรจะควบคุมตัวไว้ให้รีบปล่อยตัวพร้อมกับออกหลักฐานการปล่อยตัวทันที
                    Ÿ ในกรณีจับกุมตามหมายจับ แต่พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ อาจให้ผู้ถูกควบคุมตัวประกันตัวหรืออาจควบคุมตัวไว้ในบริเวณที่พักของผู้ต้องหาได้
 
                - ระยะเวลาการควบคุมตัว
                    Ÿ การควบคุมตัวจะต้องไม่เกิน 14 วัน 
                    Ÿ กรณีผู้ต้องหาเกี่ยวกับการกระทำผิดซ้ำซากหรือเป็นบุคคลที่เคยร่วมกระทำความผิดอาญาที่มีเหตุฉกรรจ์หลายครั้ง  การควบคุมตัวจะต้องไม่เกิน 37 วัน
 
            (ค) หมายจับ
 
                 - พฤติกรรมของบุคคลที่อาจถูกออกหมายจับ
                   เมื่อปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่น่าเชื่อว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและความผิดนั้นต้องรับโทษทางอาญาถึงขั้นจำคุก หรือในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่อยู่ในระหว่างได้รับการประกันตัวหรือถูกกักบริเวณในบ้านพักทำการหลบหนี ผู้ที่มีอำนาจสามารถออกหมายจับบุคคลดังกล่าวได้
 
                 - วิธีการจับกุม
                   บุคคลใดๆ ย่อมไม่อาจที่จะถูกจับกุมคุมขังโดยไม่มีหมายจับ การจับกุมตามหมายจับจะต้องจับโดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงของสาธารณะ (กระทรวงตำรวจ) เท่านั้น และจะต้องเป็นหมายจับที่ออกโดยสำนักงานอัยการประชาชนหรือศาลประชาชนเท่านั้น การจับกุมแต่ละครั้งจะต้องแสดงหมายจับเสมอ เมื่อทำการจับกุมแล้วจะต้องแจ้งเหตุการจับกุมและสถานที่คุมขังให้แก่ญาติของผู้ถูกจับกุมทราบโดยเร็ว การสอบปากคำจะต้องทำให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่มีการจับกุม หากกรณีพบว่าไม่มีความจำเป็นที่จะทำการควบคุมต่อไป ให้ปล่อยตัวพร้อมกับออกหลักฐานการปล่อยตัว
 
          (ง) การประกันตัวและการกักบริเวณ
 
                 - พฤติกรรมของบุคคลที่จะประกันตัวหรือกักบริเวณ
                   ผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจยื่นคำร้องขอประกันตัวเพื่อปล่อยชั่วคราวต่อหน่วยงานความมั่นคงของสาธารณะ (กระทรวงตำรวจ) สำนักอัยการประชาชนหรือศาลประชาชนได้  การให้ประกันตัวอาจมีเงื่อนไขโดยให้กักบริเวณอยู่ภายในที่พักของผู้ต้องหาหรือจำเลยก็ได้ หรือกรณีผู้ขอประกันมีเหตุจำเป็นต้องเข้าทำการรักษาในโรงพยาบาล  การให้ประกันตัวอาจจะถูกกักบริเวณภายในโรงพยาบาล หากกรณีผู้ขอประกันเป็นหญิงที่ต้องให้นมลูกที่ยังไม่ครบอายุ 1 ปี การให้ประกันตัวจะต้องไม่เกิน 12 เดือน และการกักบริเวณจะต้องไม่เกิน 6 เดือน
 
                 - เงื่อนไขการให้ประกัน
                   ผู้ที่ได้รับการประกันและถูกกักบริเวณจะออกนอกเขตพื้นที่ที่กักกันไม่ได้ จะต้องมาศาลตามหมายเรียกทุกครั้ง จะต้องไม่ทำการก่อกวนหรือข่มขู่พยานรวมทั้งไม่ทำลายหรือปลอมแปลงพยานหลักฐาน หากฝ่าฝืนอาจถูกเพิกถอนการประกันได้
 
                 - การยื่นขอประกัน
                   จะต้องมีหลักทรัพย์วางประกัน ผู้ยื่นประกันจะต้องมีที่อยู่ที่แน่นอน มีรายรับที่แน่นอน และสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาประกันได้  ในระหว่างการประกันผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวยังคงสามารถใช้สิทธิทางการเมืองได้ตามปกติ
 
       (7) ขบวนการวิธีพิจารณาความ
 
            (ก) การสืบสวน
 
                 เมื่อหน่วยงานความมั่นคงสาธารณะ (กระทรวงตำรวจ) หรือสำนักงานอัยการประชาชนทราบว่ามีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ย่อมมีหน้าที่ต้องทำการสืบสวนคดีทันที พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการฟ้องร้องคดี ในกรณีพบผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือกรณีที่พบผู้กระทำความผิดทางอาญาที่มีโทษฉกรรจ์ให้สามารถทำการควบคุมตัวได้  หรือในกรณีที่พบบุคคลที่ต้องถูกจับกุมตามหมายจับจะต้องควบคุมตัวเพื่อดำเนินการตามหมายจับทันที  การสอบปากคำพยานจะต้องกระทำภายใน 12 ชั่วโมง โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างน้อย 2 คน อยู่ร่วมในการสอบปากคำ  ภายหลังจากที่ถูกสอบปากคำครั้งแรก ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะแต่งตั้งทนายความเพื่อว่าต่างแก้ต่างแทนตนเองได้  ในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดอาญาที่เกี่ยวกับความลับของประเทศ การแต่งตั้งทนายความจะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่ทำการสืบสวนคดีนั้นก่อน  การสืบสวนสามารถทำการยึดอายัดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องหรือได้รับจากการกระทำความผิดได้  เมื่อสำนักงานอัยการประชาชนได้รับสำนวนการสืบสวนแล้ว จะต้องทำการสอบสวนสำนวนรายละเอียดเพื่อความแน่ชัดก่อนที่จะนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาล
 
            (ข) การฟ้องร้องคดี
 
                 คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาแผ่นดิน สำนักงานอัยการประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นผู้มีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี
 
           (ค) การพิจารณาพิพากษา
 
                 - การพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น
                   เมื่อศาลประชาชนได้รับคำฟ้องแล้วจะต้องพิจารณาความสมบูรณ์ของคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อคู่ความ ฐานความผิด เอกสารหลักฐานประกอบคำฟ้อง เมื่อเห็นว่าสมบูรณ์ให้กำหนดวันทำการพิจารณาคดีทันที ซึ่งสำนักงานอัยการประชาชนมีหน้าที่ส่งสำเนาคำฟ้องไปยังจำเลยอย่างช้าไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันพิจารณาคดีของศาล  การพิจารณาคดีในศาล ศาลมีอำนาจตรวจสอบ สอบถาม และฟังข้อโต้แย้งของคู่กรณี  ก่อนที่จะทำการตัดสินคดีจะต้องเปิดโอกาสให้จำเลยแถลงการณ์ปิดคดี  ในกรณีความผิดต่อส่วนตัวโดยผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีเอง เมื่อศาลได้รับคำฟ้องศาลแล้ว ศาลจะต้องทำการไกล่เกลี่ยให้คู่กรณีมีโอกาสประนีประนอมยอมความกันก่อนที่ศาลจะพิพากษาคดี  หากโจทก์และจำเลยตกลงกันได้ โจทก์สามารถถอนคำฟ้องได้  นอกจากนี้ ในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยสามารถที่จะฟ้องกลับโจทก์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีที่พิจารณาได้ ในคดีที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี  หรือคดีที่ผู้เสียหายนำคดีขึ้นฟ้องร้องเองและเป็นคดีที่เกี่ยวกับความผิดที่มีโทษเบา โจทก์อาจขอให้ศาลทำการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วได้
 
                 - การอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น
                   กรณีที่คู่ความไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น (ซึ่งอาจจะเป็นศาลประชาชนชั้นต้นหรือศาลประชาชนชั้นกลาง) ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไปยังศาลชั้นอุทธรณ์ (ซึ่งอาจเป็นศาลประชาชนชั้นกลางหรือศาลประชาชนชั้นสูง)  ในกรณีที่สำนักงานอัยการประชาชนเห็นว่าการพิพากษาของศาลประชาชนในระดับเดียวกันมีคำพิพากษาคลาดเคลื่อน  สำนักงานอัยการประชาชนสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลชั้นอุทธรณ์ในระดับที่สูงกว่าได้ (อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลประชาชนชั้นกลางของระดับเมืองไปยังศาลประชาชนชั้นกลางในระดับมณฑล)  ในกรณีที่ผู้เสียหายไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลและประสงค์จะอุธรณ์ จะต้องแจ้งความประสงค์ที่จะอุทธรณ์ให้สำนักงานอัยการประชาชนทราบภายใน 5 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
 
                 - การพิพากษาของศาลชั้นอุทธรณ์ 

                   ศาลชั้นอุทธรณ์จะต้องทำคำพิพากษาคดี ดังนี้
 
                    Ÿ เมื่อเห็นว่าข้อเท็จจริงชัดเจนและการบังคับใช้กฎหมายถูกต้องประกอบกับการกำหนดอัตราโทษเหมาะสม ให้ยกคำอุทธรณ์และพิพากษายืน
                    Ÿ เมื่อเห็นว่าข้อเท็จจริงชัดเจนแต่การบังคับใช้ข้อกฎหมายบกพร่องหรือการกำหนดอัตราโทษไม่เหมาะสม  ให้แก้ไขคำพิพากษา
                    Ÿ เมื่อเห็นว่าข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ศาลชั้นอุทธรณ์สามารถที่จะทำการพิจารณารับฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้วทำการแก้ไขคำพิพากษา  หรือจะทำการยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้นทำการพิจารณาคดีใหม่
                    Ÿ การพิจารณาคำอุทธรณ์ของจำเลย ศาลชั้นอุทธรณ์จะพิพากษาให้มีการเพิ่มโทษหนักกว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่สำนักงานอัยการประชาชนเป็นผู้อุทธรณ์ ซึ่งศาลชั้นอุทธรณ์สามารถเพิ่มโทษตามคำอุทธรณ์ของสำนักงานอัยการประชาชนได้
 
                - การพิพากษาที่มีโทษประหารชีวิต
 
                    Ÿ คำพิพากษาโทษประหารชีวิตและให้ทำการประหารชีวิตทันทีโดยไม่ชะลอ  ศาลประชาชนสูงสุดมีอำนาจตรวจสอบทบทวนได้
                    Ÿ คำพิพากษาโทษประหารชีวิต แต่หากประสงค์ที่จะให้มีการรอการประหารชีวิต ศาลประชาชนชั้นสูงของมณฑล เขตปกครองตนเอง หรือมหานคร เป็นผู้มีสิทธิอนุญาต
 
          (ง) การบังคับตามคำพิพากษา
  
                    Ÿ คำพิพากษาโทษประหารชีวิตและให้ประหารชีวิตทันทีนั้น ให้ศาลประชาชนสูงสุดเป็นผู้ออกคำสั่ง ซึ่งศาลประชาชนระดับที่ต่ำลงไปมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 7 วัน 
                    Ÿ คำพิพากษาโทษประหารชีวิตแต่ประสงค์ที่จะให้มีการรอการประหารชีวิตภายใน 2 ปี หรือโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุก ให้หน่วยงานความมั่นคงของสาธารณะ (กระทรวงตำรวจ) ส่งตัวผู้ต้องขังไปยังเรือนจำเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป
                    Ÿ คำพิพากษาที่ให้ผู้กระทำผิดต้องอยู่ภายใต้การดูแล  การควบคุม  หรือการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ให้หน่วยงานความมั่นคงของสาธารณะ (กระทรวงตำรวจ) เป็นผู้ปฏิบัติตามคำพิพากษา
 

 
 
 
  [ หน้าที่ 1 ]  
   
   
 

Copy Right © 2009 www.chineselawclinic.moc.go.th All Rights Reserved
เจ้าของลิขสิทธ์:สำนักงานยุทธศาสตร์การพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์
บริษัท ที่ปรึกษากฎหมายฟาร์อีสต์ จำกัด ,บริษัท โซซิโอ-เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัด