ข้อมูล
  รู้ก่อนไปจีน
  ข้อมูลทั่วไป
  ยุทธศาสตร์
  กฎหมายทั่วไป
  กฎหมายการค้า
  กฎหมายการลงทุน
  กฎหมายเฉพาะ
  ข้อตกลงไทย-จีน
  การจัดตั้งบริษัท
  ทรัพย์สินทางปัญญา
  การขอฉลากสินค้า
  การตรวจสินค้านำเข้า
  ภาษีธุรกิจต่างชาติ
  บริษัทนำเข้า-ส่งออก
  ระบบการชำระเงินการค้าระหว่างประเทศ
  เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  ระบบระงับข้อพิพาทและฟ้องคดี
  อาเซียน - จีน
  กฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติ
  กฎระเบียบบริหาร
  คำพิพากษาศาลประชาชนสูงสุด
  กฎระเบียบท้องถิ่น
USER ID :
PASSWORD :
     
     
 
 
 

 
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับข้อมูลจีนใน Chinese Law Clinic





 
Untitled Document
.....ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ศูนย์ความรู้เพื่อการค้าและการลงทุนกับจีน....
ถาม - ตอบปัญหากฎหมายการค้าการลงทุนในจีน โดย นายวิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์
 
กรณีศึกษา >> กรณีศึกษา-การต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
     
 
กรณีศึกษาการต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
หนึ่ง ปัญหาการโฆษณาเปรียบเทียบ
 
 
ชี้แจงปัญหา
 
แนวความคิดของกฎหมายโฆษณาเปรียบเทียบ
 
      การโฆษณาเปรียบเทียบเป็นรูปแบบการดำเนินงานอย่างหนึ่ง ที่มีความสำคัญในการโฆษณาเชิงพาณิชย์  สามารถให้ผลตอบรับที่ดีจากตลาดแก่ผู้โฆษณา  ดังนั้น จึงเป็นรูปแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการโฆษณาของแต่ละประเทศทั่วโลก  ข้อมูลสถิติระบุว่า 1 ใน 4 ของโฆษณาในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นโฆษณาเปรียบเทียบ ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ด้วยการแข่งขันของตลาดภายในประเทศจีนที่นับวันยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ผู้โฆษณาหลายรายเริ่มเลือกใช้การโฆษณาเปรียบเทียบ  อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทที่เกิดจากการโฆษณาเปรียบเทียบนั้นก็ยังคงมีจำนวนที่เพิ่มขึ้น  จุดสำคัญของข้อพิพาทจากการโฆษณาเหล่านี้คือ “การเปรียบเทียบ” ซึ่งส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมขึ้น  ระเบียบข้อกำหนด “กฎหมายโฆษณา” และ “กฎหมายการต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” ของประเทศจีนที่ขาดความชัดเจนด้านการโฆษณาเปรียบเทียบ ส่งผลให้การใช้การโฆษณาเปรียบเทียบในวงการโฆษณาเกิดความโกลาหลขึ้น และเป็นแรงส่งให้ข้อพิพาทจากการโฆษณาเปรียบเทียบทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
 
     คำว่าโฆษณานั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคำว่า “ให้ความสนใจ” “โน้มน้าวจิตใจ” ซึ่งมีนัยยะถึง“การโฆษณาอย่างกว้างขวาง”  โฆษณาสามารถแบ่งเป็นการโฆษณาเพื่อสาธารณประโยชน์ที่ไม่หวังผลกำไร และการโฆษณาเชิงพาณิชย์ที่แสวงหาผลกำไร  การโฆษณาในความหมายของกฎหมายนั้นหมายความถึงการโฆษณาเชิงพาณิชย์  ซึ่งก็คือผู้ประกอบการสินค้าหรือผู้ให้บริการมีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ในการแนะนำสินค้าที่ต้องการขายหรือต้องการให้บริการของตนผ่านทางสื่อในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม  การโฆษณาเปรียบเทียบเป็นการโฆษณาเชิงพาณิชย์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปการโฆษณาใด ๆ ก็ตาม ต่างได้ใช้การเปรียบเทียบอยู่ในนั้นด้วย ดังนั้น จะนิยามการโฆษณาเปรียบเทียบอย่างไร ก่อนอื่นต้องจำแนกการโฆษณารูปแบบนี้กับการโฆษณารูปแบบอื่น และทำการกำหนดบทบัญญัติกฎหมายด้านการโฆษณาเปรียบเทียบขึ้นมา  สำหรับแนวคิดด้านการโฆษณาเปรียบเทียบนั้น กฎหมายแต่ละประเทศมีการกำหนดไว้แตกต่างกัน
 
     หากพิจารณาจากแง่ที่ว่าโฆษณาได้มีการอ้างอิงถึงชื่อคู่แข่งโดยตรงหรือไม่ การโฆษณาเปรียบเทียบจะสามารถจำแนกได้เป็นการโฆษณาเปรียบเทียบทางตรงและการโฆษณาเปรียบเทียบทางอ้อม  สำหรับการโฆษณาเปรียบเทียบทางตรง คือผู้โฆษณาได้กระทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างเปิดเผยในโฆษณาคือเป็นการเรียกชื่อคู่แข่งตรง ๆ  สำหรับโฆษณาเปรียบเทียบทางอ้อม คือผู้โฆษณามิได้ระบุอย่างชัดเจนถึงฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นคู่แข่งของตน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับโฆษณาเปรียบเทียบทางตรงนั้น ถือได้ว่าการโฆษณาเปรียบเทียบทางอ้อมเป็นการอนุมานเปรียบเทียบแต่เมื่อผู้บริโภคเห็นโฆษณาก็สามารถทราบได้ว่าผู้ที่ต้องการเปรียบเทียบด้วยนั้นเป็นใคร  นักกฎหมายของประเทศจีนโดยทั่วไปมีความเห็นว่า  การโฆษณาเปรียบเทียบที่นำผลิตภัณฑ์ที่ต้องการประชาสัมพันธ์มาโฆษณาเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นที่อยู่ในสนามการแข่งขันประเภทเดียวกัน แต่มิได้ระบุชื่อบริษัทคู่แข่งก็ถือว่าเป็นการโฆษณาเปรียบเทียบทางอ้อมเช่นกัน บัญญัติกฎหมายในประเทศเยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่นและไต้หวันต่างก็ยึดตามหลักนี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น “กฎหมายการค้ายุติธรรม” ของไต้หวันกำหนดว่า :“การโฆษณาเปรียบเทียบจะต้องระบุถึงยี่ห้อ ชื่อและรุ่นสินค้าอย่างชัดเจน” ประเทศเกาหลีใต้แบ่งการโฆษณาเปรียบเทียบออกเป็น “การโฆษณาเปรียบเทียบแบบวิพากษ์” และ “การโฆษณาเปรียบเทียบแบบกาฝาก”  โดยที่“การโฆษณาเปรียบเทียบแบบวิพากษ์”หมายถึง การนำเอาผลิตภัณฑ์ของผู้โฆษณาและผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งมาทำการเปรียบเทียบโดยตรงเพื่อประกาศให้เห็นว่าด้านคุณภาพหรือราคาของผลิตภัณฑ์คู่แข่งนั้นมีข้อบกพร่อง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็นให้กับเครื่องหมายการค้าของผลิตภัณฑ์ที่ถูกเปรียบเทียบได้  การโฆษณาเปรียบเทียบแบบกาฝากเป็นวิธีการโฆษณาเปรียบเทียบที่แยบยล เนื่องจากไม่ได้ทำการเปรียบเทียบโดยตรง แต่ใช้วิธีนำเอาผลิตภัณฑ์ของผู้โฆษณาเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงดีงามในตลาดเพื่อการเผยแพร่ขายผลิตภัณฑ์ของตนเอง
 
     ปี ค.ศ.1930 เมื่อครั้งที่บริษัทโฆษณาสเตอลิ่ง เก็ตเชลล์ของอเมริกา(J. Sterling Getchell)ได้ผลิตโฆษณาเข้าสู่ตลาดให้กับรถยนต์ไครสเลอร์ด้วยหัวข้อว่า “ลองทดสอบรถยนต์ 3 ชนิดนี้สิ” โดยได้นำรถยนต์ไครสเลอร์เปรียบเทียบกับรถยนต์โฟล์คสวาเก้นและรถยนต์ฟอร์ด ซึ่งการโฆษณาเปรียบเทียบในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้งานโฆษณาครั้งแรกได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้คนส่วนใหญ่  นักกฎหมายระบบคอมมอนลอว์ในภายหลังมีความเห็นโดยทั่วไปว่า การโฆษณาเปรียบเทียบจำเป็นต้องยกตัวอย่างเฉพาะผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันที่อยู่ในระดับเดียวกัน และต้องเปรียบเทียบประสิทธิภาพมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป หรือประกาศแสดงชื่อของบริษัทมากกว่าสองแห่งขึ้นไปในการเปรียบเทียบ  ดังนั้น จึงตรงกันข้ามกับประเทศที่ใช้ระบบซีวิลลอว์  เนื่องเพราะประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์เห็นว่า การชี้ถึงคู่แข่งอย่างชัดเจนหรือการเรียกชื่อคู่แข่งตรง ๆ ในการเปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อยของผลิตภัณฑ์ทั้งสองฝ่ายจึงจะเรียกได้ว่าเป็นการโฆษณาเปรียบเทียบ  ทั้งนี้ บัญญัติกฎหมายในประเทศและภูมิภาคที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์เช่น ประเทศอังกฤษ อเมริกา แคนาดา เดนมาร์กเป็นต้น จึงยึดตามแนวความคิดนี้  ตัวอย่างเช่น “กฎหมายมาตรฐานวิชาชีพโฆษณา” ที่คณะกรรมการโฆษณาของประเทศฟิลิปปินส์ได้บัญญัติไว้เมื่อ ปี 1991 มาตรา  3 ข้อ 14 กำหนดว่า :การโฆษณาเปรียบเทียบหมายถึง ผู้โฆษณาได้ทำการโฆษณาเปรียบเทียบบริษัท ผลิตภัณฑ์หรือการบริการของตนกับ บริษัท ผลิตภัณฑ์หรือการบริการของคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันในด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งหมดโดยผ่านทางรูปแบบการโฆษณา
 
     จะเห็นได้ว่า แนวคิดเรื่องการโฆษณาเปรียบเทียบนั้น ระบบซีวิลลอว์และระบบคอมมอนลอว์มีการกำหนดไว้แตกต่างกันอย่างชัดเจน  ระบบซีวิลลอว์นั้นเพียงแค่ชี้ชัดถึงชนิดหรือรุ่นของผลิตภัณฑ์ที่ถูกเปรียบเทียบก็ถือว่าเป็นการโฆษณาเปรียบเทียบ เช่น สหภาพยุโรปในปี ค.ศ.1997 ได้นิยามการโฆษณาเปรียบเทียบว่า “หมายความถึงการโฆษณาที่อ้างอิงถึงผลิตภัณฑ์หรือการบริการของคู่แข่งไม่ว่าจะชัดเจนหรือแอบแฝงก็ตาม  ในขณะที่การโฆษณาเปรียบเทียบในระบบคอมมอนลอว์ ไม่เพียงต้องระบุชัดถึงชนิดและรุ่นของผลิตภัณฑ์ที่นำมาเปรียบเทียบเท่านั้น แต่ยังต้องระบุชัดถึงผู้ผลิตของผลิตภัณฑ์ที่ถูกเปรียบเทียบนั้นด้วย  ความแตกต่างในรายละเอียดของแนวคิดเรื่องการโฆษณาเปรียบเทียบ ทำให้ขอบเขตในการกำกับกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณาเปรียบเทียบของระบบกฎหมายทั้งสองมีความแตกต่างกัน  แนวคิดด้านการโฆษณาเปรียบเทียบของระบบคอมมอนลอว์ค่อนข้างแคบ มีความเป็นรูปธรรม และเฉพาะเจาะจงกว่าระบบซีวิลลอว์  แนวคิดด้านการโฆษณาเปรียบเทียบของระบบซีวิลลอว์ค่อนข้างกว้างกว่า  หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ ระบบคอมมอนลอว์ควบคุมเพียงการโฆษณาเปรียบเทียบทางตรง  แต่ระบบซีวิลลอว์ไม่เพียงควบคุมเฉพาะการโฆษณาเปรียบเทียบทางตรงเท่านั้น แต่ยังควบคุมการโฆษณาเปรียบเทียบทางอ้อมด้วย
 
     ปัจจุบันนี้ “กฎหมายโฆษณา” ในประเทศจีนไม่ได้ใช้แนวคิด “การโฆษณาเปรียบเทียบ” โดยตรง แต่มีข้อกำหนดห้ามเกี่ยวกับการกระทำการเปรียบเทียบบางอย่าง  เนื่องจากกฎหมายประเทศจีนขาดการกำหนดแนวคิดด้านการโฆษณาเปรียบเทียบที่ชัดเจน ส่งผลให้ไม่สามารถนำขอบเขต หลักการและวิธีการไปใช้ได้ในสถานการณ์จริง  จึงขอเสนอให้ประเทศจีนใช้การจำกัดความการโฆษณาเปรียบเทียบตามระบบคอมมอนลอว์ คือการโฆษณาเปรียบเทียบหมายถึงการที่ผู้ประกอบการนำชื่อผู้ประกอบการคู่แข่ง และสินค้า/บริการของคู่แข่งที่เหมือนกับหรือเป็นประเภทเดียวกับสินค้า/บริการของผู้ประกอบการเองมาทำการโฆษณาเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน  การจำกัดความเช่นนี้เป็นการตัดการโฆษณาเปรียบเทียบทางอ้อมออกไป เพื่อให้สามารถใช้จุดเด่นของการโฆษณาเปรียบเทียบได้อย่างเต็มที่  ขณะเดียวกันก็ทำให้ธุรกิจในประเทศจีนสามารถใช้การโฆษณาเปรียบเทียบในการแข่งขันได้อย่างยุติธรรมเช่นเดียวกับประเทศอื่น ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศอื่นได้ผ่อนปรนการกำกับใช้กฎหมายโฆษณาเปรียบเทียบ และประเทศจีนได้เข้าสู่องค์กรการค้าโลก
 
กรณีศึกษา
 
      คดี“ซางอู้ทง(โปรธุรกิจ)”ฟ้อง “จ่างซ่างทง(โปรมือถือ)”
 
      บริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัด เป็นเจ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือถือพกพา(PDA )ยี่ห้อ“จ่างซ่างทง (โปรมือถือ)”  บริษัท อิเล็กทรอนิกส์เป่ยจิงเหิงจีเหว่ยเย่ จำกัด เป็นเจ้าของ“ดารา” อุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือถือพกพายี่ห้อ“ซางอู้ทง (โปรธุรกิจ)” บริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัด ได้ลงโฆษณาต่อเนื่องกันในสื่อหนังสือพิมพ์ “ชานเข่าเซียวสิ” เมื่อวันที่ 19 มีนาคม และวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.2000 และหนังสือพิมพ์ “หนานฟางโจวม่อ” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ.2000 เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นหนังสือพิมพ์ชั้นนำเผยแพร่ทั่วประเทศ โดยในโฆษณามีข้อความว่า :“ยังมัวแต่ใช้โน้ตบุ๊คที่เล่นอินเตอร์เน็ตไม่ได้เป็นPDAอีกหรือ ถ้าอยากเป็นคนชั้นนำวิถีชีวิตเน็ตเวิร์คละก็ คุณควรเลือกใช้ PDA ที่เป็นโปรมือถือตัวจริง” อีกทั้งยังใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่มากประกาศว่า “เล่นอินเตอร์เน็ตไม่ได้  ธุรกิจจะนับว่าเป็นโปรหรือ?” โดยที่คำว่า “ธุรกิจ” นั้นใช้แบบตัวอักษรเฉพาะของยี่ห้อ “โปรธุรกิจ”
 
      บริษัท อิเล็กทรอนิกส์เป่ยจิงเหิงจีเหว่ยเย่ จำกัด เห็นว่าการที่บริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัดกระทำการในครั้งนี้ ได้ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของยี่ห้อ “ซางอู้ทง(โปรธุรกิจ)” ถือว่าเป็นการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม  เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2000 บริษัท อิเล็กทรอนิกส์เป่ยจิงเหิงจีเหว่ยเย่ จำกัดได้ยื่นฟ้องต่อศาลในกรณีที่บริษัทคู่แข่งคือบริษัท อิเล็กทรอนิกส์เป่ยจิงเหิงจีเหว่ยเย่ จำกัดได้กระทำการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม  ศาลประชาชนชั้นกลางที่หนึ่งมหานครเป่ยจิงได้ประทับตรารับพิจารณาคดี  วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2001 ศาลประชาชนชั้นกลางที่หนึ่งมหานครเป่ยจิงได้เปิดศาลตรวจสำนวนและตัดสินคดีข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากการโฆษณาของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือถือพกพาที่มีชื่อเสียงของประเทศสองยี่ห้อระหว่าง “ซางอู้ทง(โปรธุรกิจ)” กับ “จ่างซ่างทง(โปรมือถือ)”
 
      ฝ่ายโจทก์คือบริษัท อิเล็กทรอนิกส์เป่ยจิงเหิงจีเหว่ยเย่ จำกัดได้ฟ้องร้องว่า ผลิตภัณฑ์“ซางอู้ทง(โปรธุรกิจ)”ของบริษัทโจทก์มีผลประกอบการที่ประสบความสำเร็จทั่วประเทศ  ทว่า เมื่อฝ่ายจำเลยคือบริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัดได้ลงโฆษณาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือถือพกพา“จ่างซ่างทง(โปรมือถือ)” ในสื่อหนังสือพิมพ์ “ชานเข่าเซียวสิ” และหนังสือพิมพ์ “หนานฟางโจวม่อ”นั้น  ได้กระทำการใส่ร้ายป้ายสีผลิตภัณฑ์ของบริษัทโจทก์  บริษัทโจทก์เห็นว่า บริษัทจำเลยได้อ้างว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทจำเลยเป็น “อุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือถือพกพาที่เป็นโปรมือถือตัวจริง” ซึ่งเป็นการปฏิเสธคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือถือพกพาของผู้ผลิตอื่นในธุรกิจประเภทเดียวกัน ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค  อีกทั้งยังป็นหัวหอกสร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงของบริษัทโจทก์โดยตรง ส่งผลให้ยอดขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทโจทก์ลดลง  พฤติกรรมของบริษัทจำเลยเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม  จึงขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อจำเลยดังนี้ :
 
       1. ให้ลงคำประกาศขอโทษอย่างเป็นทางการในหนังสือพิมพ์ “ชานเข่าเซียวสิ” และ “หนานฟางโจวม่อ”
       2. จ่ายเงินชดเชยความเสียหายทางธุรกิจที่โจทก์ได้รับเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านหยวน
       3. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นจากคดีนี้
 
       ฝ่ายจำเลยคือบริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัดได้โต้แย้งว่า :ก่อนหน้าการฟ้องร้องครั้งนี้  “ซางอู้ทง(โปรธุรกิจ)”ยังไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า  ซึ่งตามที่ฝ่ายโจทก์ได้อ้างว่า“ซางอู้ทง (โปรธุรกิจ)”เป็นยี่ห้อเฉพาะของตนนั้นไม่อาจอ้างอิงได้ตามกฎหมาย ไม่มีเหตุผลอันสมควร  นอกจากนั้น โฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัดไม่ได้มีเจตนามุ่งเป้าหมายไปที่“ซางอู้ทง (โปรธุรกิจ)” อีกทั้งไม่ได้ “ใส่ร้ายป้ายสี”ผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่น การที่ใช้คำว่า “ธุรกิจ”นั้นหมายความถึง “ธุรกิจการค้า”  สำหรับปัญหาเรื่องแบบตัวอักษรนั้น บริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัดอ้างว่า ได้ใช้แบบตัวอักษร “แบบโปสเตอร์” ในคอมพิวเตอร์แมคอินทอช ซึ่งไม่ใช่แบบอักษรพิเศษเฉพาะของ“ซางอู้ทง (โปรธุรกิจ)” ดังนั้น บริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัดเห็นว่าไม่ได้เป็นปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม  จึงขอให้ศาลพิจารณาอนุมัติ ถอนคำฟ้องของโจทก์
 
       สำหรับประเด็นที่ว่างานโฆษณานั้นได้ใส่ร้ายป้ายสีผลิตภัณฑ์อื่นหรือไม่ และ“ซางอู้ทง (โปรธุรกิจ)”ถือว่าอยู่ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือถือพกพาหรือไม่นั้นเป็นประเด็นที่ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยถกเถียงกันในศาลอย่างเข้มข้น  ศาลประชาชนชั้นกลางที่หนึ่งมหานครเป่ยจิงได้ดำเนินการตามขั้นตอนการตรวจสอบและวินิจฉัยในชั้นศาล ฟังข้อเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายและข้อคิดเห็นทางกฎหมายแล้ว จึงประกาศความเห็นเบื้องต้นของศาลรูปผสม(หมายถึง ศาลจีนที่เป็นศาลประกอบด้วยผู้พิพากษาและคณะลูกขุนประชาชนร่วมกันพิจารณาคดี) ดังนี้ :

ฝ่ายโจทก์
 
       บริษัท อิเล็กทรอนิกส์เป่ยจิงเหิงจีเหว่ยเย่ จำกัดและฝ่ายจำเลยบริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัดเป็นบริษัทที่อยู่ในธุรกิจประเภทเดียวกันผลิตสินค้าประเภทคล้ายคลึงกัน ฉะนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมีความสัมพันธ์ในเชิงการแข่งขัน  โฆษณาผลิตภัณฑ์ของบริษัทจำเลยเน้นแบบอักษรคำว่า“ธุรกิจ” “โปร” อย่างเด่นชัด จึงแสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน เป็นการบ่อนทำลายสิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายของโจทก์ จึงถือเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม  ทว่าศาลไม่ได้ประกาศเรื่องรายละเอียดจำนวนเงินชดเชยความเสียหายของคดีนี้ในชั้นศาล
 
       วันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.2001 ศาลลิขสิทธิ์ทางปัญญาของศาลประชาชนชั้นกลางที่หนึ่งมหานคร  เป่ยจิงประกาศผลการพิจารณาตัดสินคดีการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ระหว่าง“ซางอู้ทง(โปรธุรกิจ)” และ “จ่างซ่างทง(โปรมือถือ)” ว่า:ให้ฝ่ายจำเลยบริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัดลงคำประกาศขอโทษอย่างเป็นทางการต่อฝ่ายโจทก์คือบริษัท อิเล็กทรอนิกส์เป่ยจิงเหิงจีเหว่ยเย่ จำกัดในหนังสือพิมพ์ “ชานเข่าเซียวสิ” และ “หนานฟางโจวม่อ”  พร้อมทั้งจ่ายเงินชดเชยความเสียหายทางธุรกิจเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านหยวน   คดีนี้สร้างสถิติการตัดสินค่าชดเชยที่มีมูลค่าสูงที่สุดสำหรับการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมในมหานครปักกิ่ง

วิเคราะห์
 
         ข้อความโฆษณาประโยคเดียว  ตัดสินชดเชยถึง 1 ล้านหยวน?
 
         จากกรณีตัวอย่างข้างต้น “จ่างซ่างทง (โปรมือถือ)” ถูกตัดสินให้จ่ายค่าชดเชย 1 ล้านหยวน เพียงเพราะข้อความโฆษณาประโยคเดียว  ศาลพิจารณาเห็นว่า บริษัท เทคโนโลยีเป่ยจิงเจี้ยนต๋าหลันเต๋อ จำกัดใช้แบบตัวอักษรที่ใกล้เคียงกันกับแบบตัวอักษรเฉพาะของ“ซางอู้ทง(โปรธุรกิจ)”ในการโฆษณา โดยเป็นการยืมอิทธิพลของผลิตภัณฑ์“ซางอู้ทง(โปรธุรกิจ)”เพื่อขยายชื่อเสียงผลิตภัณฑ์ของตนให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น  ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดของสาธารณชนต่อผลิตภัณฑ์“ซางอู้ทง(โปรธุรกิจ)”  และมีพฤติกรรมที่ใส่ร้ายป้ายสีทำให้กระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทโจทก์คือบริษัท อิเล็กทรอนิกส์เป่ยจิงเหิงจีเหว่ยเย่ จำกัด ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและสุจริต  ขัดต่อกฎหมายข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม  ดังนั้นจึงได้พิจารณาตัดสินความตามข้างต้น  ในความเป็นจริง กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ของการละเมิดสิทธิในการโฆษณาเปรียบเทียบได้อย่างดี  สาระสำคัญของมาตรฐานกฎหมายโฆษณาเปรียบเทียบประกอบด้วย 3 ประการดังนี้คือ ขอบเขตการใช้ หลักการใช้ และวิธีการใช้
 
          1. ขอบเขตการใช้
 
              ขอบเขตการใช้การโฆษณาเปรียบเทียบคือ ขอบเขตที่กฎหมายยินยอมให้ผู้โฆษณากระทำการโฆษณาเปรียบเทียบได้ ซึ่งก็คือขอบเขตการใช้การโฆษณาเปรียบเทียบนั่นเอง  โดยรวมถึงขอบเขตการใช้ทั้งในด้านมหภาคและด้านจุลภาค ขอบเขตการใช้ด้านมหภาคหมายถึงการระบุว่าโฆษณาเปรียบเทียบรูปแบบใดที่อยู่การกำกับความคุมของกฎหมาย  ขอบเขตการใช้ด้านจุลภาคหมายถึง การลงรายละเอียดว่าการโฆษณาเปรียบเทียบของสินค้า/บริการประเภทอะไรที่อยู่การกำกับความคุมของกฎหมาย  จากการสังเกตศึกษาด้านมหภาคนั้น โดยหลักจะมีตรากฎหมายสองประเภท ดังเช่นที่ได้กล่าวถึงในเนื้อความข้างต้นว่า จะรวมเอาการโฆษณาเปรียบเทียบทางอ้อมเข้าไปในขอบเขตการกำกับควบคุมของกฎหมายด้วยหรือไม่  โดยปกติแล้ว ประเทศที่ใช้ระบบซีวิลลอร์จะกำหนดการโฆษณาเปรียบเทียบทางตรงและกำหนดการโฆษณาเปรียบเทียบทางอ้อมด้วย แต่ประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์โดยปกติจะกำหนดเฉพาะการโฆษณาเปรียบเทียบทางตรงเท่านั้น ไม่ได้จำกัดควบคุมการโฆษณาเปรียบเทียบทางอ้อมเอาไว้  จากการสังเกตศึกษาด้านจุลภาค นั้น  โดยทั่วไปแต่ละประเทศจะบัญญัติกฎหมายโดยใช้วิธีการยกเว้น คือ กฎหมายร่ายเรียงประเภทสินค้า/บริการที่ห้ามกระทำการโฆษณาเปรียบเทียบเป็นรายการชัดเจน ซึ่งถ้าไม่ได้อยู่ในขอบเขตสินค้า/บริการที่กำหนด ก็จะสามารถใช้ทำการประชาสัมพันธ์โดยวิธีการโฆษณาเปรียบเทียบได้  โดยทั่วไป สินค้า/บริการที่ถูกยกเว้นมักเป็นสินค้า/บริการที่มีผลกระทบสูงต่อร่างกายมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์ยาชา เครื่องมือการแพทย์ เป็นต้น  ดังเช่น “ประมวลกฎหมายมาตรฐานการโฆษณายาและการแพทย์” กำหนดว่า :การโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาไม่อาจบอกเป็นนัยยะได้ว่าผลิตภัณฑ์ยาบางประเภทให้ผลการรักษาที่ดีกว่าหรือเท่าเทียมกับยาอีกประเภท ซึ่งแม้ไม่ได้มีการบอกชัดเจนแต่ก็สามารถจำแนกได้ชัดเจนว่าเป็นผลิตภัณฑ์ยาใด  ไม่สามารถประกาศบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์ยาบางประเภทมีจุดเด่นบางประการที่ผลิตภัณฑ์ยาของคู่แข่งไม่มี  “กฎหมายอาหารและผลิตภัณฑ์ยา” และ “กฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาชา”ในประเทศแคนาดากำหนดว่า :การโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาไม่สามารถนำผลิตภัณฑ์ยาของตนไปเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ยาของคู่แข่ง  ไม่สามารถประชาสัมพันธ์ถึงจุดเด่นผลิตภัณฑ์ยาของตนและจุดด้อยผลิตภัณฑ์ยาของคู่แข่งได้  ไม่สามารถแถลงได้ว่าผลิตภัณฑ์ยาของตนปราศจากผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ซึ่งจะเป็นการสื่อความหมายกระทบว่าผลิตภัณฑ์คู่แข่งมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย  “กฎหมายโฆษณา”  
 
           ในประเทศจีนก็ได้กำหนดว่า :ผลิตภัณฑ์ยา เครื่องมือการแพทย์ไม่สามารถทำการโฆษณาเปรียบเทียบได้  มาตรฐานตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ยา เครื่องมือการแพทย์ ยาสำหรับสัตว์ ยาปราบศัตรูพืช ที่สำนักบริหารจัดการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของจีนประกาศใช้ ก็ได้กำหนดว่า ผลิตภัณฑ์ยา เครื่องมือการแพทย์ ยาสำหรับสัตว์ ยาปราบศัตรูพืช ไม่สามารถทำการประเมินค่าต่ำกับผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันได้  ไม่สามารถทำการเปรียบเทียบกันทั้งในด้านความปลอดภัยและสรรพคุณกับผลิตภัณฑ์ยา เครื่องมือการแพทย์ ยาสำหรับสัตว์ ยาปราบศัตรูพืชของผู้อื่นได้
 
          2. หลักการใช้
 
               หลักการใช้การโฆษณาเปรียบเทียบประกอบด้วย หลักการที่เป็นจริงตามภววิสัย และหลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรม  หลักการที่เป็นจริงตามภววิสัยคือต้องการให้การโฆษณาเปรียบเทียบไม่มีองค์ประกอบที่เป็นความเท็จและไม่ได้หลอกลวงผู้บริโภค  หลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรมคือต้องการให้การโฆษณาเปรียบเทียบไม่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของธุรกิจคู่แข่ง  แต่ละประเทศจะบัญญัติกฎหมายการโฆษณาเปรียบเทียบโดยสะท้อนให้เห็นถึงหลักการสองข้อ ตัวอย่างเช่น “มาตรฐานกิจกรรมโฆษณาประเทศอังกฤษ” ข้อที่ 22 ระบุว่า :การโฆษณาเปรียบเทียบควรเป็นการแข่งขันที่ชอบธรรมสมเหตุสมผล และรับรองได้ว่าผู้บริโภคจะไม่ถูกทำให้เข้าใจผิด  “กฎหมายคณะกรรมการการค้าสหรัฐ” ของประเทศสหรัฐอเมริการะบุชัดเจนว่า :การถ่ายทอดเนื้อหาที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผลิตภัณฑ์คู่แข่งจะต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และมีหลักฐานยืนยัน ซึ่งผู้ใดฝ่าฝืนจะถือว่าเป็นการโฆษณาเท็จ  “กฎหมายพฤติกรรมการจำกัดและผูกขาด”ของประเทศอินเดีย มาตรา 36 กำหนดว่า การโฆษณาเปรียบเทียบไม่ให้กระทำการเปรียบเทียบที่เป็นเท็จ หรือก่อให้เกิดการเข้าใจผิด และไม่สามารถทำการประเมินค่าต่ำกับสินค้า/บริการของคู่แข่งอื่นได้  เมื่อวันทีี่ 21 เมษายน ค.ศ.1987 คณะกรรมการการค้ายุติธรรมของประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศ “หลักเกณฑ์โฆษณาเปรียบเทียบ” โดยได้กำหนดเงื่อนไขการโฆษณาเปรียบเทียบดังนี้ :
 
         1. ความเห็นที่เสนอในโฆษณาต้องเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้
         2. สถิติที่นำมายืนยันความเห็นที่เสนอในโฆษณาต้องมีความถูกต้องแน่นอนและมีคำอธิบายที่เป็นความจริง
         3. วิธีการในการเปรียบเทียบต้องมีความเป็นธรรม  “กฎหมายป้องกันพฤติกรรมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม”ของประเทศเกาหลีใต้ มาตรา 2 กำหนดว่า :การแสดงอย่างชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้เป็นผลิตภัณฑ์อีกชนิดหนึ่ง หรือพฤติกรรมการอธิบายที่ผลิตภัณฑ์หรือในโฆษณาที่ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดต่อคุณภาพ เนื้อหา วิธีการผลิต ประโยชน์การใช้สอย และปริมาณการผลิตของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ จะถือว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
 
          3. วิธีการใช้
 
              วิธีการใช้การโฆษณาเปรียบเทียบคือ การที่กฎหมายยินยอมให้ผู้โฆษณาใช้วิธีการใดในการโฆษณาเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของมาตรฐานกฎหมายการโฆษณาเปรียบเทียบ  กฎหมายแต่ละประเทศกำหนดวิธีการใช้การโฆษณาเปรียบเทียบโดยมีเงื่อนไขจำกัดอยู่สี่ประการหลัก คือ ประการที่หนึ่ง เงื่อนไขจำกัดการเปรียบเทียบสินค้า/บริการ เป็นการจำกัดการเปรียบเทียบสินค้า/บริการกับสินค้า/บริการของผู้ถูกเปรียบเทียบ ตัวอย่างเช่น “คำชี้นำเกี่ยวกับการโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิดและการโฆษณาเปรียบเทียบ”ของสหภาพยุโรปกำหนดว่า ประโยชน์การใช้สอยหรือสรรพคุณของสินค้า/บริการที่นำมาเปรียบเทียบในการโฆษณาเปรียบเทียบนั้นจะต้องเหมือนกัน  “ขัอบังคับการดำเนินงานโฆษณาหอการค้าโฆษณา”ของฮ่องกงกำหนดว่า  ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในการโฆษณาเปรียบเทียบควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน  ประการที่สอง คือ เงื่อนไขจำกัดในการเปรียบเทียบ  ส่วนที่ทำการเปรียบเทียบในการโฆษณาเปรียบเทียบต้องเป็นลักษณะร่วมของผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง  ตัวอย่างเช่น “คำชี้นำเกี่ยวกับการโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิดและการโฆษณาเปรียบเทียบ”ของสหภาพยุโรปกำหนดว่า การโฆษณาเปรียบเทียบต้อง “เปรียบเทียบคุณสมบัติเด่นหนึ่งประการหรือหลายประการที่มีความสำคัญ เกี่ยวข้อง ตรวจสอบได้ และเป็นแบบฉบับตามความจริงของสินค้า/บริการ โดยรวมถึงด้านราคาด้วยได้”  “มาตรฐานโฆษณา”ของประเทศแคนาดากำหนดว่า  การโฆษณาเปรียบเทียบ “ต้องทำการเปรียบเทียบระหว่างจุดเด่น ประสิทธิภาพ คุณภาพ ส่วนประกอบที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน”   ประการที่สาม คือ เงื่อนไขจำกัดในเรื่องของช่วงเวลาเดียวกัน  สินค้า/บริการที่เปรียบเทียบและถูกเปรียบเทียบในการโฆษณาเปรียบเทียบนั้น จะต้องเปรียบเทียบอยู่ในขอบเขตเดียวกันหรือช่วงระยะเวลาเดียวกัน  ตัวอย่างเช่น “นโยบายการผลิตโฆษณาเปรียบเทียบของสมาคมเอเจนซี่โฆษณา” กำหนดว่า :ผลิตภัณฑ์เปรียบเทียบต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพการแข่งขันในตลาด  ประการที่สี่ คือ มาตรฐานจำกัดหลักฐาน สถิติที่ใช้อ้างอิงในการโฆษณาเปรียบเทียบ จะต้องตรวจสอบยืนยันความถูกต้องได้  ตัวอย่างเช่น “มาตรฐานการโฆษณาประเทศแคนาดา” กำหนดว่า ผลิตภัณฑ์ที่เปรียบเทียบต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการแข่งขันและมีข้อมูลงานวิจัยสนับสนุน การใช้คำคุณศัพท์ว่าอยู่ในระดับสูงสุดนั้นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการโฆษณาเปรียบเทียบอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นกัน โดยควรเป็นรูปธรรมมากที่สุด
               หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ก็ไม่ควรนำมาใช้  “มาตรฐานการผลิตโฆษณาทางโทรทัศน์”ของไต้หวันกำหนดว่า “การโฆษณาเปรียบเทียบต้องระบุชัดถึงชื่อและตราสินค้าของผลิตภัณฑ์ที่เปรียบเทียบ พร้อมแนบเอกสารยืนยันการตรวจสอบจากกลุ่มหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

               สำหรับขอบเขต หลักการ และวิธีการใช้การโฆษณาเปรียบเทียบนั้น ข้อกำหนดกฎหมายในประเทศจีนยังมีไม่มากนัก  ดังนั้น จากกรณีศึกษาข้างต้น ความจริงแล้วศาลได้ตัดสินคดีความตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องใน“กฎหมายต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม”  จาก“มาตรฐานตรวจสอบการโฆษณา(ทดลองใช้)”ที่สำนักบริหารจัดการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของจีนได้ประกาศใช้ ตามมาตรา 32 และ 33 ระบุว่า “เนื้อหาที่มีการเปรียบเทียบในโฆษณา ไม่ให้ทำการโยงถึงสินค้า/บริการอย่างเป็นรูปธรรมหรือใช้การเปรียบเทียบทางตรงวิธีอื่น”  “การโฆษณาเปรียบเทียบสินค้า/บริการที่อยู่ในชนิดเดียวกัน จะต้องมีหลักฐานอ้างอิงและหลักฐานพิสูจน์ยืนยันทางวิทยาศาสตร์” “สถิติหรือผลการสำรวจที่นำมาใช้ในโฆษณาต้องมีหลักฐานอ้างอิง พร้อมทั้งหลักฐานการยืนยันที่ได้รับจากหน่วยงานการตรวจสอบโดยเฉพาะของประเทศ”  “ในข้อความหรือรูปภาพที่ใช้แนะนำนั้น ห้ามทำการใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่ง”  “มาตรฐานตรวจสอบการโฆษณา(ทดลองใช้)” มาตรา 34 ระบุว่า “เนื้อหาการโฆษณาเปรียบเทียบ ควรเป็นสินค้าที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน ประเด็นที่นำมาเปรียบเทียบต้องมีจุดแข่งขัน”  จากข้อกำหนดข้างต้นแสดงให้เห็นว่า  กฏหมายของจีนกำหนดขอบเขตเชิงมหภาคในการใช้
 
               การโฆษณาเปรียบเทียบว่า ไม่จำเป็นต้องเอ่ยอ้างว่าเป็นคู่แข่งเฉพาะ  แต่ก็ไม่ให้ทำการโยงถึงสินค้า/บริการอย่างเป็นรูปธรรม  คือหมายความว่าไม่ได้ห้ามการโยงถึงชื่อคู่แข่งแต่ห้ามการโยงถึงสินค้า/บริการอย่างเป็นรูปธรรมในการโฆษณาเปรียบเทียบ  ซึ่งการกำหนดเช่นนี้ห่างไกลจากข้อกำหนดตามกฎหมายซีวิลลอว์และกฎหมายคอมมอนลอว์อย่างมาก  เนื่องจากด้านการห้ามนั้นกว้างเกินไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อการสำแดงความได้เปรียบของการโฆษณาเปรียบเทียบ  สำหรับหลักการและวิธีการโฆษณาเปรียบเทียบที่กำหนดไว้ตามข้างต้นนั้นเป็นการกำหนดโดยสังเขป ขาดการนำไปดำเนินการใช้ได้จริง ระดับการบัญญัติกฎหมายก็ต่ำเกินไป
 
               เนื่องจากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการโฆษณาเปรียบเทียบในประเทศที่เพิ่มขึ้นทุกวัน เนื้อหาสำคัญอย่างหนึ่งในการปรับปรุงแก้ไข“กฎหมายโฆษณา”ในประเทศจีนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็คือ สร้างมาตรฐานที่ครอบคลุมการโฆษณาเปรียบเทียบในทุกด้าน ซึ่งมีรายละเอียดพอปฏิบัติได้ดังนี้ :
 
             1. การโฆษณาเปรียบเทียบควรเป็นไปตามหลักการที่เป็นจริง ยุติธรรม และแข่งขันโดยชอบธรรม
             2. การโฆษณาเปรียบเทียบต้องอยู่ในสนามการแข่งขันเดียวกัน และเป็นการเปรียบเทียบสินค้า/บริการที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันในด้านคุณสมบัติพิเศษหรือประสิทธิภาพเป็นต้น โดยประเด็นที่นำมาเปรียบเทียบต้องมีจุดแข่งขัน
             3. เนื้อหาในการโฆษณาเปรียบเทียบที่โยงถึงสินค้า/บริการอย่างเป็นรูปธรรม และใช้การเปรียบเทียบทางตรงวิธีอื่นหรือการเปรียบเทียบทางอ้อมกับสินค้า/บริการที่อยู่ในชนิดเดียวกันจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง และควรมีหลักฐานอ้างอิงและหลักฐานพิสูจน์ยืนยันทางวิทยาศาสตร์
             4. ข้อมูลสถิติ ผลการสำรวจหรือผลการพิสูจน์ที่นำมาใช้ในการโฆษณาเปรียบเทียบจะต้องมีหลักฐานอ้างอิง พร้อมทั้งหลักฐานการยืนยันที่ได้รับจากหน่วยงานการตรวจสอบโดยเฉพาะของประเทศมาสนับสนุน
             5. การใช้คำคุณศัพท์ว่าอยู่ในระดับสูงสุดนั้นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการโฆษณาเปรียบเทียบอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นกัน เนื้อหาโฆษณาที่ใช้คำคุณศัพท์ว่าอยู่ในระดับสูงสุดควรมีรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมและมีหลักฐานที่พอเพียง หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ก็ไม่สามารถนำคำคุณศัพท์ว่าอยู่ในระดับสูงสุดมาใช้
             6. การโฆษณาผลิตภัณฑ์ยา เครื่องมือการแพทย์ ยาปราบศัตรูพืช ไม่สามารถทำการเปรียบเทียบกันทั้งในด้านความปลอดภัยและสรรพคุณกับผลิตภัณฑ์ยา เครื่องมือการแพทย์ ยาปราบศัตรูพืชของผู้อื่นได้
             7. การโฆษณาเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ยาสูบ อาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องสำอาง จะต้องให้ข้อมูลด้านที่มาของตัวเลข ข้อมูลสถิติ และผลการสำรวจ  นอกจากนั้น เนื่องด้วยการใช้กฎหมายด้านหน้าที่ความรับผิดชอบจากการละเมิดสิทธิในการโฆษณาเปรียบเทียบนั้น ยังมีการทับซ้อนของบัญญัติกฎหมายระหว่าง “กฎหมายโฆษณา” “กฎหมายต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” และ “หลักทั่วไปประมวลกฎหมายแพ่ง” ทำให้การพิจารณาตัดสินเป็นไปตามอำเภอใจ  โดยเฉพาะ“กฎหมายโฆษณา”ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีการกำหนดรายละเอียดหน้าที่ความรับผิดชอบทางแพ่งสำหรับพฤติกรรมการละเมิดสิทธิที่เกิดจากการโฆษณาเปรียบเทียบ  ในทางปฏิบัติจึงใช้การอ้างอิงจาก “กฎหมายต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” และ “หลักทั่วไปประมวลกฎหมายแพ่ง”ในการตัดสินชี้ขาด  ในการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาเปรียบเทียบนั้น “กฎหมายโฆษณา”เป็นกฎหมายเฉพาะอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งกฎหมายเฉพาะจะมีข้อกำหนดโดยเฉพาะ ไม่ควรนำกฎหมายอื่นมาใช้พิจารณาสั่งการ มิฉะนั้นจะทำให้ขาดการมุ่งไปยังเป้าหมายในการตัดสิน  ดังนั้นประเทศจีนจึงควรกำหนดหน้าที่ทางกฎหมายในการละเมิดสิทธิจากการโฆษณาเปรียบเทียบไว้ใน “กฎหมายโฆษณา”
 
 

แหล่งที่มา :  หนังสือ《泰国企业经典法律案例报告》China Enterprise Classical Law Case Report.
            โดย ถานเซียงและหลิวเจิ้ง สำนักพิมพ์วิทยาศาสตร์สังคม มหานครปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
 
 
 
 
  [ หน้าที่ 1 ]  
   
   
 

Copy Right © 2009 www.chineselawclinic.moc.go.th All Rights Reserved
เจ้าของลิขสิทธ์:สำนักงานยุทธศาสตร์การพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์
บริษัท ที่ปรึกษากฎหมายฟาร์อีสต์ จำกัด ,บริษัท โซซิโอ-เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัด